Post on 31/07/2019

รีวิวคอนเสิร์ตครั้งแรกของ “Yaeji” สาวหมวยที่มอมเมาคนด้วยเพลง Tech House

       นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน 15 นาที สำหรับห้องฮอลล์นี้ไม่ใช่เวลาที่ซินเดอเรลล่าจะต้องกลับบ้าน แต่เป็นการปรากฏตัวของ โปรดิวเซอร์และดีเจสาวสุดคูลเชื้อสายอเมริกัน-เกาหลี “เยจี (Yaeji)” หรือ เคธี ลี ที่เรียกคนดูจากหลากหลายเชื้อชาติและช่วงอายุที่ยืนกระจัดกระจายกันอยู่ให้กรูเข้ามาเกาะขอบเวที เพื่อชม YAEJI presented by HUH? คอนเสิร์ตจัดเต็มครั้งแรกของเธอ เมื่อคืนวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ณ GlowFish Sathorn

เยจีเปิดตัวด้วยเพลง ‘Feel It out’ เพลงชิลล์ ๆ ที่ชวนให้เคลิบเคลิ้ม แต่แฝงความหมายความเป็นตัวตนลงในเนื้อเพลง เพื่อให้ทุกคนเริ่มทำความรู้จักกับเธออีกครั้งผ่านเสียงร้องและดนตรีที่ชวนให้มัวเมา เป็นการสะกดให้จมลึกลงไปในจังหวะอันน่าดึงดูด ก่อนจะสานต่อบรรยากาศแห่งความ high ด้วยเพลงแนว Tech House อย่าง ‘Full of it’ ที่ซ่อนความหมายของการขับเคลื่อนทางการเมือง ที่ไม่ได้เกิดเพียงบนถนน แต่เริ่มต้นขึ้นจากในผับ ผ่านเนื้อเพลงที่สื่อถึงการเหยียดกลุ่มคน หรือการมองคนไม่เท่าเทียมกัน

เธอเร่งบรรยากาศในฮอลล์ให้คนดูขาแดนซ์เริ่มออกท่าทางมากขึ้นด้วย ‘Guap’ เพลงแนว Electronic Dance ซึ่งมีความหมายว่า “เงิน” โดยเพลงนี้เล่าถึงชีวิตกลางคืน การไปเที่ยว เข้าบาร์ไปดื่ม และ Guap (เงิน) ที่ต้องนับในการใช้ไปแต่ละคืน

เมื่อบรรยากาศในคอนเสิร์ตเปลี่ยนไป ความรู้สึกก็เริ่มเปลี่ยนตาม ดีเจมากความสามารถจึงเลือกหยิบอีกหนึ่งเพลง Electronic Dance อย่างFeelings Change’ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการไม่กล้าพูดความจริง มาปลุกความกล้าให้คนดูหลาย ๆ คนเริ่มมีการเคลื่อนไหวไปตามอารมณ์เพลงอย่างสนุกสนานมากขึ้น ก่อนจะเลื่อนระดับความมันขึ้นสู่จุดพีคที่สุด ด้วยเพลงรีมิกซ์ที่แจ้งเกิดให้กับเยจีในวงการดนตรีระดับโลกอย่าง ‘Passionfruit (Remix)’ ของ Drake นักร้องฮิปฮอปชื่อดัง

พักจากเพลงจังหวะชวนแดนซ์ ปรับโหมดมาสู่เพลงที่ให้อารมณ์ลึกลับ กับ ‘New York 93’ เพลง Electronic ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความเป็น Pop และ R&B ที่พูดถึงอัตลักษณ์ของเมืองที่เธออยู่ในตอนเด็ก กับความทรงจำที่ค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลาพาคนดูดำดิ่งลงไปกับการถูกมอมเมาด้วยเสียงเพลง 

       ก่อนจะตัดอารมณ์กันด้วยเพลงที่โชว์เสียงหวาน ๆ ของเยจี อย่าง ‘One more’ ที่เล่าถึงความเจ็บปวดที่ต้องเจอในความรักด้วยการซ้ำเนื้อเพลงที่ว่า “ฉันเป็นคนที่เจ็บ แล้วเธอจะไม่เปลี่ยนอะไรเลยเหรอ” โดยแนวเพลงนี้ฉีกจากเพลงก่อนหน้านี้ไปพอสมควร เพราะด้วยน้ำเสียงของเธอทำให้นึกถึงเพลง Eastern Pop แบบเกาหลีที่ผสมผสานกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น แต่ยังคงความเซ็กซี่ในน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอได้เป็นอย่างดี

เพลงถัดมาจะเข้าสู่ช่วงเวลา earworm เริ่มด้วย ‘Drink I’m sippin on’ ที่หลอนหูเราด้วยเนื้อเพลงภาษาเกาหลี그게아니야 (คือเกอานิยา)ที่แปลว่า “ฉันคิดว่าไม่ใช่อย่างนั้นนะ” ซ่อนความรู้สึกโดดเดี่ยวของเธอด้วยภาษาเกาหลี นี่เหมือนเป็นการบอกเป็นนัย ๆ ว่าแนวเพลงในแบบของเธอ รวมถึงภาพลักษณ์ของเธอไม่ได้เป็นที่นิยมในประเทศเกาหลี แต่คนดูกลับสามารถเข้าถึงความรู้สึกนั้นได้จากน้ำเสียงที่เปล่งออกมา ก่อนจะเร่งจังหวะของช่วงเวลาเพลงติดหูให้มันยิ่งขึ้นด้วย ‘Raingurl’ เพลงแนว Electronic Pop ที่ใช้บีทสนุก ๆ ชักชวนให้คนโยกตาม วนซ้ำด้วยคำว่า Raingurl ให้ซึมลึกลงหลอกหลอนคนฟังให้มัวเมากับบรรยากาศจนยากจะถอนตัว

หลังจบเพลง ในขณะที่อารมณ์ของคนดูยังคงค้างอยู่ในวังวนความน่าหลงใหลของเยจี ก็มีเซอร์ไพรซ์เล็ก ๆ ให้แฟนเพลงงงงวยไปตามกัน เพราะเธอบอกลาและเดินลงจากเวทีไปเฉย ๆ แต่นั่นเป็นการเตรียมตัวกลับขึ้นเวทีอีกครั้งพร้อมเพลงสุดท้ายในรอบ Encore อย่าง ‘Focus on my love (charlie XCX remix)’ เพลงสนุก ๆ จังหวะ Groovy ปิดท้ายคอนเสิร์ตลงอย่างน่าประทับใจ

       ตลอด 5 ชั่วโมง ตั้งแต่ 3 ทุ่ม ถึง ตี 1 ครึ่ง เป็นคอนเสิร์ตที่แฟนคลับของเยจีได้มีโอกาสเพลิดเพลินไปกับเสียงร้องและรีมิกซ์ที่โดดเด่นของเธอ แต่ในส่วนแสงไฟ House ที่เปิดขึ้นสว่างจ้าในหลาย ๆ ครั้ง และควันที่หนามากเกินไปจนแทบสำลักก็ตัดอารมณ์ที่กำลังสนุกสนานของคนในคอนเสิร์ต เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ทำให้อรรถรสในการรับชมลดลงไปกว่าครึ่งเลยทีเดียว 

แต่ถึงอย่างนั้น เยจีก็นับว่าเป็นศิลปินที่คุณจะไม่สามารถละสายตาไปจากเธอได้เลย ทั้งท่าทางการมิกซ์ในส่วนการเป็นดีเจ น้ำเสียงในการร้องเพลง ไปจนถึง movement การเต้นที่เชิญชวนให้คนสนุกไปด้วยกัน ก็สามารถดึงดูดคนทั้งฮอลล์ให้อินกับคอนเสิร์ตของเธอไปได้จนถึงนาทีสุดท้ายจริง ๆ

 

เรื่อง: นรมณ ดลมหัทธนะกิตติ์, ณัฐกิตติ์ สุรทิณฑ์ (The People Junior)

 


The People Junior

เด็กฝึกงานผู้มีใจรักในการสร้างสรรค์คอนเทนต์