Post on 12/09/2019

โรแบต์ บาดองแตร์ คนที่ทำให้การใช้ กิโยตีน หมดไปจากฝรั่งเศส

“ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในชาติที่ยิ่งใหญ่ เพราะว่ามันเป็นประเทศแรกในยุโรปที่เลิกไต่สวนด้วยการทรมาน (ของไทยเรียกว่าจารีตนครบาล) แม้ว่าผู้ที่ระแวงแคลงใจทั่วประเทศในขณะนั้นจะแย้งว่า ถ้าปราศจากการทรมานแล้วระบบยุติธรรมของฝรั่งเศสจะไร้น้ำยา และถ้าไม่มีการทรมาน ชีวิตของคนดีจะตกไปอยู่ในน้ำมือของคนเลว

“ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่ยกเลิกระบบทาส อาชญากรรมที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

“อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีความพยายามอย่างไม่ท้อถอยหลายต่อหลายครั้ง ฝรั่งเศสคงจะกลายเป็นหนึ่งในประเทศท้าย ๆ …เกือบสุดท้ายในยุโรป – ทวีปที่ประเทศของเราเคยเป็นหลักเป็นต้นแบบมาโดยตลอด – ที่จะยกเลิกโทษประหาร” โรแบต์ บาดองแตร์ (Robert Badinter) รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของฝรั่งเศส (ในขณะนั้น) กล่าวต่อสมัชชาแห่งชาติเมื่อวันที่ 28 กันยายน ปี 1981 ถึงกรณีที่เขาผลักดันกฎหมายให้ยกเลิกโทษประหาร (Speakola)

การปฏิวัติฝรั่งเศส (ที่เริ่มต้นในปี 1789) ได้เปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมและการเมืองของฝรั่งเศสอย่างมาก ทั้งล้มล้างระบอบเก่าอย่างสถาบันกษัตริย์และฐานันดร นำมาซึ่งอุดมการณ์ใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอิสรภาพ เสรีภาพสำหรับสามัญชน การยกเลิกระบบทาส และสิทธิอันเท่าเทียมของผู้หญิง 

ในกระบวนการยุติธรรมก็มีความพยายามที่จะปฏิรูปเพื่อรักษาสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาที่ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะได้รับการพิสูจน์โดยสิ้นสงสัยว่าเป็นผู้กระทำความผิดจริง จึงมีการยกเลิกการไต่สวนด้วยการทรมาน และแม้จะมีการถกเถียงกันถึงเรื่องความเหมาะสมของโทษประหาร แต่สังคมฝรั่งเศสในยุคนั้นก็ยังไปไม่ถึงการ “ยกเลิกโทษประหาร” แต่มีความพยายามที่จะหาวิธีการประหารที่โหดร้ายทารุณน้อยที่สุด

โฌแซ็ฟ-อีญัส กียอแต็ง (Joseph-Ignace Guillotin) หมอและสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ ซึ่งผลักดันให้มีการผ่านกฎหมายที่กำหนดให้การประหารต้องใช้การทำงานของเครื่องกล แทนการตัดคอด้วยดาบหรือขวาน หรือการแขวนคอ นั่นจึงเป็นที่มาของการออกแบบเครื่องประหารตัดศีรษะที่รู้จักกันในชื่อ “กิโยตีน” ตามชื่อของคุณหมอรายนี้ (ซึ่งหมอและครอบครัวก็ไม่ได้แฮปปีที่ได้รับเกียรตินั้นสักเท่าไหร่นัก) และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็เป็นหนึ่งในนักโทษที่ต้องโทษประหารด้วยเครื่องมือที่เชื่อกันว่าทำให้ผู้ถูกประหารได้รับความเจ็บปวดน้อยที่สุดในยุคนั้น

การใช้กิโยตีนมีสืบมาอีกเกือบ 200 ปี ในขณะที่หลายประเทศในยุโรปตะวันตกได้ทยอยกันเลิกใช้โทษประหารกันไปเกือบหมดแล้ว แต่ในปี 1981 ฝรั่งเศสกลับยังคงโทษประหารเอาไว้ในกระบวนการยุติธรรม และก่อนหน้านั้น 4 ปี ก็ยังมีนักโทษที่ต้องรับโทษด้วยวิธีการนี้อยู่ (The Washington Post)

โรแบต์ บาดองแตร์ เกิดเมื่อปี 1928 ในกรุงปารีส จบกฎหมายจาก University of Paris I, Panthéon Sorbonne เขาเริ่มรณรงค์ต่อต้านโทษประหารมาตั้งแต่หนุ่ม ๆ หลังเห็นลูกความคนหนึ่งของเขาถูกตัดหัวด้วยกิโยตีนกับตาในปี 1972 ทำให้เขาหันมาเป็นศัตรูตัวฉกาจของกิโยตีนนับแต่นั้นมา 

เมื่อมีโอกาสได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในสมัยของประธานาธิบดีฟร็องซัว มีแตร็อง (François Mitterrand) จากพรรคสังคมนิยม เขาก็รีบใช้โอกาสนี้ตั้งแต่ปีแรก (1981) ในการผลักดันให้ยกเลิกโทษประหาร

ระหว่างการอภิปรายต่อสมัชชาแห่งชาติ บาดองแตร์ชี้ว่า ผู้ที่ต้องการให้คงโทษประหารเอาไว้รู้ดีว่า โทษประหารไม่ใช่สิ่งที่สามารถจูงใจหรือยับยั้งมิให้คนกระทำความผิดได้ แต่ที่ต้องการรักษาโทษประหารไว้เป็นเรื่องเหตุผลทางการเมืองและความรู้สึกผิดชอบในเชิงศีลธรรม (ซึ่งไม่ใช่คุณสมบัติที่พึงประสงค์ในรัฐโลกวิสัยอย่างฝรั่งเศส ที่เห็นว่าศีลธรรมบางทีเป็นเรื่องอัตวิสัยและจารีตที่ขาดเหตุผลอันสมควรรองรับ) เพราะงานวิจัยชิ้นแล้วชิ้นเล่าที่แสดงให้เห็นว่า โทษประหารมิได้มีส่วนทำให้การก่ออาชญากรรมร้ายแรงลดลงแม้แต่น้อย 

แถมผู้ที่ต้องโทษประหารทั้งหลายก็มิใช่ผู้ก่ออาชญากรรมเป็นอาชีพ ในทางกลับกันแก๊งอาชญากรรม ผู้ค้ากำไรจากสิ่งผิดกฎหมาย มาเฟีย หรือนักค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นภัยต่อสังคมยิ่งกว่าผู้ที่ก่ออาชญากรรมเนื่องจากความหุนหันพลันแล่น น้อยนักที่จะต้องโทษประหาร 

“ใครก็ตามที่ดูรายงานการตัดสินคดีประจำปีซึ่งเผยให้เห็นความจริงของโทษประหารนั้นย่อมรู้ว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ไม่มีใครที่จะหาชื่อของหัวหน้าแก๊งตัวใหญ่ ๆ ที่ต้องตามนิยาม (ความใหญ่) ได้สักคน ไม่มีใครที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘ศัตรูของประชาชน’ ปรากฏอยู่แม้แต่น้อย” บาดองแตร์กล่าว

แนวคิดของบาดองแตร์สอดคล้องกับนักการเมืองฝ่ายซ้ายส่วนใหญ่ รวมถึงมีแตร็องที่ออกมาให้การสนับสนุน แต่เสียงคัดค้านก็มีไม่น้อย บาดองแตร์เองถูกผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทดสอบอยู่หลายครั้ง จากท่าทีผ่อนปรนการใช้อำนาจและให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษย์มากกว่า ในปี 1983 มีตำรวจกว่า 1,500 นายออกมาประท้วงบนท้องถนนกล่าวหาว่ารัฐบาลปล่อยปละละเลยกับปัญหาอาชญากรรม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับหน้าที่มาดูแลความเรียบร้อยระหว่างการชุมนุมก็คอยปรบมือให้กำลังใจตำรวจที่มาประท้วงเป็นระยะ 

หลังจากนั้นสองอาทิตย์ เจ้าหน้าที่เรือนจำก็ประท้วงด้วยการปฏิเสธที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการรับส่งผู้ต้องขังระหว่างเรือนจำกับศาล และงดการดูแลการปฏิบัติงานของนักโทษ ซึ่งผู้สังเกตการณ์สมัยนั้นเห็นว่า การเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบังคับใช้กฎหมายมีวาระทางการเมืองอยู่เบื้องหลังเพื่อทำให้สังคมเห็นว่า รัฐบาลสังคมนิยมไม่สามารถควบคุมกลไกการทำงานของรัฐได้อย่างเต็มที่ (The New York Times

บาดองแตร์อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมถึงปี 1986 (ปีเดียวกับการเลือกตั้งสมัชชาแห่งชาติ) จึงได้ลาออกเพื่อไปรับตำแหน่งประธานตุลาการรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้านั้นพรรคสังคมนิยมเสื่อมความนิยมลงตามลำดับ เนื่องจากความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงการต่อต้านการปฏิรูปสังคมและกระบวนการยุติธรรม มีแตร็องจึงละทิ้งนโยบายเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม และหันไปใช้นโยบายเข้มงวดกับการบังคับใช้กฎระเบียบยิ่งขึ้น เพื่อรักษาโอกาสในการครองอำนาจต่อไป 

อย่างไรก็ดี การยกเลิกโทษประหารซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญของบาดองแตร์ก็ยังคงอยู่ และคงเป็นการยากที่จะเอาโทษประหารกลับมาบังคับใช้อีกครั้ง แม้ว่านักการเมืองขวาจัดของฝรั่งเศสบางรายจะออกตัวว่าเป็นแฟนการประหารชีวิต เนื่องจากฝรั่งเศสไปให้สัตยาบันในพิธีสารส่วนขยายลำดับที่ 6 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยุโรป ซึ่งห้ามการใช้โทษประหารในช่วงที่ประเทศไม่อยู่ในภาวะสงครามเอาไว้ด้วย (เว้นแต่ฝรั่งเศสจะบอกล้างสัตยาบันดังกล่าว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ)


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ และต่างประเทศ