Post on 18/04/2019

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ “คนรู้จัก โทนี สตาร์ค มากกว่าตัวผมเสียอีก”

สูบกัญชาตั้งแต่ 6 ขวบ, ติดยาจนต้องเข้ารับการบำบัด, ติดคุกนับครั้งไม่ถ้วน ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตตอนนั่งกิน Burger King ด้วยการนำยาเสพติดทั้งหมดไปโยนทิ้งทะเล และเริ่มต้นเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ทันที ไม่แปลกใจที่ชื่อ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ จะได้รับสิทธิพิเศษกินผลิตภัณฑ์ Burger King ฟรีตลอดชีวิต

นี่คือชีวิตจริงของ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ จากจุดต่ำสุดที่เอาแต่ติดเหล้าเมายา ก่อนจะทิ้งชีวิตเสเพลเดิม ๆ แล้วลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ในที่สุดเขาก็บำบัดจนหายขาดในเดือนมิถุนายน 2003

สำหรับบางคนมันเป็นเรื่องของช่วงวัย และมันเป็นเรื่องธรรมดามากที่เราจะหมกมุ่นอะไรสักอย่างในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะเลิกสนใจมันในเวลาต่อมา”

สำหรับ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ แล้ว แน่นอนว่าเขามิใช่ดาราไก่กาธรรมดา ดาวนีย์มีฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยมจนเคยเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว 2 ครั้ง (จาก Chaplin (1992) และ Tropic Thunder (2008)) แต่ด้วยชีวิตส่วนตัวอันเหลวแหลกทำให้เขากลายเป็นตัวร้ายแห่งวงการ ก่อนจะได้รับโอกาสในจักรวาลฮีโรกับบท “โทนี สตาร์ค” มหาเศรษฐีซูเปอร์ฮีโร่ Iron Man (2008)

และนั่นก็เป็นบทบาทที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ และผู้กำกับ จอน ฟาฟโรว์

 

เดิมทีทีมงานทาบทามดาราทั้ง นิโคลัส เคจ และ ทอม ครูซ ก่อนทั้งสองจะปฏิเสธ แล้วบทก็ตกมาที่ดาวนีย์ ทว่าเพียงเอ่ยชื่อ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ทีมงานทั้งหมดก็ไม่เห็นด้วยที่จะนำดาราประวัติแย่มาแสดง ผู้กำกับ จอน ฟาฟโรว์ เคยกล่าวถึงเขาไว้ว่า “ถึงแม้ทุกคนคัดค้าน แต่โรเบิร์ตบอกว่าจะแสดงให้ได้ และเมื่อถึงวันทดลองถ่ายทำ ทุกคนก็คลายข้อสงสัยทันทีที่เปิดกล้อง และไม่มีใครพูดเลยว่า เขาไม่ใช่ไอรอนแมนอีกต่อไป”

Iron man ภาคแรกประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งในและนอกประเทศ จากทุนสร้าง 200 ล้านเหรียญฯ แต่หนังทำรายได้รวมกันทั่วโลกกว่า 409 ล้านเหรียญฯ นั่นทำให้เขากลับมาเฉิดฉายกลางสปอตไลท์อีกครั้งอย่างสมบูรณ์ พร้อมเข็นภาคต่อออกมาอีก 3 ภาค รวมถึง Captain America: Civil War (2016) และ Avengers ทั้ง 4 ภาค (2012-2019)

อีกหนึ่งความสำเร็จที่ชัดเจนคือ “เม็ดเงิน” มหาศาลที่ไหลเข้ากระเป๋าเป็นกอบเป็นกำ มีการจัดอันดับจาก Forbes ว่าเขากลายเป็นดาราที่ได้รับค่าตัวมากที่สุดในวงการฮอลลีวูดนานถึง 3 ปีซ้อนตั้งแต่ 2013 – 2015 เฉพาะปีสุดท้ายประมาณการณ์ว่า เขาได้รับค่าตัวมากถึง 80 ล้านเหรียญฯ หรือราว 2,560 ล้านบาท และหากนับถึงปัจจุบัน ดาวนีย์อาจได้เงินจากทุกภาคของจักรวาลนี้เกินกว่า 200 ล้านเหรียญฯ แล้ว

อย่างไรก็ดี การที่เขาได้รับเงินค่าตัวมหาศาลจากสตูดิโอกลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ เมื่อนักแสดงคนอื่นเปิดเผยว่าได้รับเงินค่าตัวน้อยจนรู้สึกไม่เป็นธรรม เมื่อเรื่องนี้เข้าถึงหูดาวนีย์ เขาเองนั่นแหละที่เป็นคนเดินเข้าไปเจรจากับสตูดิโอเพื่อปรับเปลี่ยนเรทค่าตัวใหม่ทั้งหมด เฉลี่ยให้นักแสดงทุกคนได้รับค่าจ้างตามสัดส่วนที่ควรได้รับ กระทั่งขู่ว่าถ้าเจรจาไม่สำเร็จ เขาจะยกเลิกสัญญาการแสดงในบท โทนี่ สตาร์ค ทันที

“เขาเป็นคนคนเดียวที่มีอำนาจมากที่สุดในสถานการณ์นี้ เขาส่งข้อความมาว่าจะไม่ทำงานหากสตูดิโอปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงานของเขาห่วยแตกขนาดนี้” แหล่งข่าวคนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Metro

ในที่สุดการเจรจาก็บรรลุผลสำเร็จ นักแสดงทุกคนได้รับค่าตัวอย่างเป็นธรรม และถึงแม้ดาวนีย์ยังเป็นคนที่ได้รับค่าตัวมากที่สุด แต่เขามิได้นำเงินมหาศาลไปใช้ชีวิตสนุกสนานอย่างเดียว เขานำเงินส่วนหนึ่งมาบริจาคมูลนิธิองค์กรการกุศลมากมายเพื่อตอบแทนสังคม

จะว่าไปแล้วอีกหนึ่งปัจจัยที่ดาวนีย์ประสบความสำเร็จกับบทบาทนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคือความที่หน้าตาของเขาละม้ายคล้ายคลึงกับ โทนี สตาร์ค ฉบับการ์ตูน กระทั่งเขาต้องเคยให้สัมภาษณ์ติดตลกว่า “คนรู้จักโทนี สตาร์ค มากกว่ารู้จักผมเสียอีก”

“ผมไม่ใช่โทนี ผมก็แค่นักแสดงเว้ย!

แต่ก็หลีกเลี่ยงได้ยาก เมื่อใครต่อใครได้มองเขาเป็น โทนี สตาร์ค ไปแล้ว เหมือนที่ จอสส์ วีดอน ผู้กำกับ The Avengers ยังเคยกล่าวถึงเขาว่า “เขานี่แหละคือไอรอนแมน เขาคือไอรอนแมนในแบบที่ ฌอน คอนเนอรี เคยเป็น เจมส์ บอนด์”

“สิ่งที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองในการแสดงเป็นไอรอนแมนคือ ถ้าคุณไม่ได้อยู่ในทีม แล้วทำไมคนอื่นถึงควรอยู่ละ? บางทีมันก็เหมือน Iron Man ภาคแรกที่ตัดสินใจออกนอกกรอบตัวเอง ในทิศทางที่คิดนอกกรอบ สิ่งที่เราทำคือการเปลี่ยนความคาดหวังในตัวเองซะ”

หากใครได้ชมภาพยนตร์ Iron Man ภาคแรกจะทราบว่า แรกเริ่ม โทนี สตาร์ค เป็นพ่อค้าอาวุธสงคราม ก่อนจะถูกลักพาตัวเข้าถ้ำโดยกลุ่มผู้ก่อการร้าย และเมื่อเขาหลบหนีได้สำเร็จ โทนี สตาร์ค ก็ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเอง ประกาศชัดเจนว่าจะเลิกค้าอาวุธสงครามอีกต่อไป

และถ้าใครจำได้ สิ่งที่โทนีขอเป็นอย่างแรกหลักออกจากถ้ำสำเร็จก็คือ ชีสเบอร์เกอร์

เฉกเช่นเดียวกับชีวิตจริงของ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ที่ตัดสินใจเลิกยาเสพติดหลังกินชีสเบอร์เกอร์ โทนี สตาร์ค เลิกค้าอาวุธสงครามหลังกินชีสเบอร์เกอร์ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เขาตั้งใจใส่ไว้เป็นเกร็ดเล็ก ๆ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทั้งในโลกแห่งความจริงและโลกภาพยนตร์

“มีหลายคนที่หนีออกจากถ้ำสำเร็จแต่ไม่ยอมเปลี่ยนตัวเอง สิ่งสำคัญคือคุณต้องหลุดออกมา และจดจำชะตากรรมอันโหดร้ายที่ทำให้ชีวิตพลิกผัน เพื่อนำสิ่งเหล่านั้นมาหล่อหลอมตัวคุณให้กลายเป็นเหล็กแข็งกล้าต่างหาก”

 

ล่าสุดมีข่าวว่า เราอาจจะได้เห็นโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ รับบท โทนี สตาร์ค เป็นครั้งสุดท้ายใน Avengers: Endgame (2019) ด้วยสัญญาการแสดงที่จะหมดลงหลังภาคนี้ และยังไม่มีข่าวต่อสัญญาใด ๆ ออกมา รวมไปถึงเรื่องราวในจักรวาล MCU (Marvel Cinematic Universe) ที่ไอรอนแมนเป็นผู้เปิดจักรวาล และเขาเองนั่นแหละที่อาจเป็นคนปิดเรื่องราวทั้งหมดในภาคนี้เอง

หนำซ้ำเหล่าแฟนคลับยังคิดทฤษฎีมากมายถึงการเสียชีวิตของ โทนี สตาร์ค ที่อาจจะเกิดขึ้น ด้วยนิสัยยอม “เสียสละ” ตัวเองเพื่อชีวิตคนอื่นในหลาย ๆ ภาคที่เราเห็น ซึ่งใน Endgame อาจเป็นการเสียสละครั้งสุดท้ายของเขาก็เป็นได้?

ไม่เพียงเท่านั้น บ็อบ เลย์ตัน ผู้เขียนหนังสือการตูน Iron Man ช่วงยุค 70 – 80 ยังออกมาให้สัมภาษณ์ปั่น ๆ ว่า โทนี สตาร์ค อาจเสียชีวิตในเหตุการณ์ Endgame เพราะโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ อยู่กับแฟรนไชส์นี้มานานกว่า 10 ปีแล้ว และเขาจะลาจากแฟรนไชส์นี้หลังจบ Endgame

“นั่นเป็นทิศทางเดียวที่น่าจะเกิดขึ้น แต่ผมก็แค่เดานะ ผมไม่อยากให้เปลี่ยนนักแสดงโทนี สตาร์ค หรอก ใครจะอยากจะอยู่เหนือดาวนีย์ละ? แต่ถ้าโทนีไม่กลับมา พวกเขาก็สามารถให้ใครสักคนสวมชุดเกราะและเริ่มเจเนอเรชันใหม่ของไอรอนแมน”

ท้ายที่สุดไม่ว่า โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ จะรับบท โทนี สตาร์ค เป็นครั้งสุดท้ายใน Endgame หรือไม่นั้น แต่กระนั้นทุกคนก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า เขาคือหนึ่งเดียวที่เหมาะสมกับบท โทนี สตาร์ค

ที่มาจาก


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง