Post on 27/12/2018

อัลฟอนโซ คัวรอน | ครอบครัว ประวัติศาสตร์ และความทรงจำ สู่ ROMA

***บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์บางส่วน***

 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ROMA” คือหนึ่งในภาพยนตร์ที่น่าจับตามองที่สุดของปีนี้ , ผลงานล่าสุดในรอบ 5 ปี ของ “อัลฟอนโซ คัวรอน” (Alfonso Cuarón) เรื่องนี้ตระเวนเดินสายคว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลและงานภาพยนตร์มามากมาย จนไม่ใช่เรื่องแปลกหากใครจะคิดและคาดการณ์ว่ามันคือตัวเต็งสำคัญในเวทีออสการ์ปีหน้า (ซึ่งครั้งก่อน Gravity ของเขาก็กวาดออสการ์ไปได้ถึง 7 ตัว) แต่ครั้งนี้ คัวรอน ไม่เพียงแต่ขนเอาศาสตร์ภาพยนตร์ระดับครูมายลโฉมให้เราได้ตื่นตะลึงเท่านั้น แต่เขายังนำเอาความจริงจากชีวิตตัวเองมาถ่ายทอดให้เราได้สัมผัสอีกด้วย และเพราะแบบนี้เอง คัวรอน ถึงยกให้หนังเรื่องนี้เป็น “ภาพยนตร์ที่สำคัญที่สุดในชีวิต” ตั้งแต่เขาทำภาพยนตร์มา

“กว่า 90% ของภาพยนตร์เป็นความทรงจำจริงของผม” คัวรอน เล่าถึงความส่วนตัวที่ตนมีต่อหนังเรื่องนี้ เขาเติบโตมาในเมืองเม็กซิโกซิตี้กับพี่น้อง 2 คน และพ่อนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ แต่บุคคลที่เขาเลือกโฟกัสในหนังกลับเป็น ลิบอเรีย โรดริเกซ หรือ ริโบ พี่เลี้ยง-แม่บ้าน ที่อยู่ดูแลเขามาตั้งแต่อายุเพียง 9 เดือน เธอจึงมีสถานะไม่ต่างจากส่วนหนึ่งในครอบครัวพวกเขา และเขาอาจเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของเธอด้วย ตามที่ คัวรอน บอกกล่าว

“ลิโบ เป็นคนที่มีอิทธิกับชีวิตของผมมาก เธอเป็นเหมือนพี่สาว เป็นเหมือนแม่ เธออยู่กับผมมาตั้งแต่ตอนที่ผมจำความได้ และเธอมักจะเล่าชีวิตอันแสนโลดโผนของเธอให้ผมฟังเสมอ ซึ่งในเวลานั้นผมมองว่ามันน่าตื่นเต้น ราวกับได้ฟังเรื่องผจญภัย”

คัวรอน เล่าถึงความทรงจำที่เขามีต่อ ลิโบ ในวัยเด็ก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญให้กับบทภาพยนตร์ของ ROMA ที่ คัวรอน ต้องการจำลองภาพชีวิตตัวเองในวัยเด็กขึ้นมาอีกครั้ง โดยอาศัยความเข้าอกเข้าใจในชีวิตและสังคมที่ตนมีแล้วในปัจจุบัน “ตอนนั้นผมยังเด็กเกินไป และไม่เคยได้ถาม ลิโบ อย่างจริงๆ จังๆ ว่าชีวิตเธอต้องเจอกับอะไรมาบ้าง” คัวรอน เสริมถึงช่องว่างของช่วงเวลาที่ถูกเติมเต็มขึ้นอีกครั้งในกระบวนการสร้างหนังเรื่องนี้ โดยเขาและ ลิโบ ได้ใช้เวลานั่งทบทวนถึงความทรงจำเก่าเมื่อเกือบ 50 ปีก่อนขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อทำให้หนังเรื่องนี้มีความจริงอยู่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“เขามักจะโทรมาถามและขอข้อมูลเหล่านี้อยู่เสมอโดยไม่บอกด้วยซ้ำว่าเอาไปทำอะไร” ลิโบ เล่าถึงช่วงเวลาที่ คัวรอน กำลังเขียนบท ROMA เธอบอกว่ามันประหลาดอยู่ไม่น้อยที่เขาโทรมาถามเรื่องพวกนี้ และตัวเองก็ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตของตนจะไปปรากฎอยู่ในภาพยนตร์ของเขา ซึ่งกระบวนการที่ว่านี้ทำให้ คัวรอน ได้รู้จักชีวิตเธอมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในมุมอื่นๆ ที่เขาไม่เคยได้สัมผัส

“ผมได้พบตอนนั้นเองว่าเวลาเรารักหรือผูกพันกับใครสักคนมากๆ เราจะมองเขาแค่ด้านเดียว ไม่เคยรู้ว่าเขามีด้านที่ผิดพลาด และเจ็บปวดในชีวิตด้วยเหมือนกัน ตอนนั้นแหละที่ผมได้เห็นชีวิตมุมอื่นๆ ของลิโบ และมันทำให้ผมรักเธอมากยิ่งขึ้น” คัวรอน กล่าวถึงหญิงสาวที่จากชุมชนเล็กๆ ใน วาฮากา ทำงานบ้านและดูแลเขาตั้งแต่วัย 17 ปี

คัวรอน เลือกแคสต์นักแสดงที่จะมารับบท คลีโอ (อันมีต้นแบบมาจาก ลิโบ) โดยการตระเวนไปทั่วประเทศเม็กซิโก เขาดูวิดีโอออดิชั่นนักแสดงเกือบพันคนเพื่อตามหาคนคนเดียวที่เป็นดั่ง “ดอปเพลอร์ แกงเกอร์” ของเธอ จนกระทั่งเขาได้เจอกับ ยาลิทซา อปาริโช หญิงวัย 24 ปี ที่มาจากวาฮากาเช่นเดียวกัน และเธอไม่เคยรู้จัก อัลฟอนโซ คัวรอน หรือดูหนังของเขามาก่อนเลยสักเรื่อง

ยาลิทซา มีแม่เป็นแม่บ้านเช่นเดียวกับ ลิโบ เธอจึงเข้าใจชีวิตของผู้หญิงจำนวนมากที่จำต้องจากลาชุมชนตัวเองเพื่อไปทำความสะอาดบ้าน และดูแลเด็กๆ ของพ่อแม่คนอื่น (โดยต้องทิ้งลูกของตัวเองไว้เบื้องหลัง) คัวรอน พยายามสร้างตัวละคร คลีโอ ของ ยาลิทซา ให้เหมือนกับชีวิตของ ลิโบ มากที่สุด ราวกับว่าเธอปรากฎตัวจริงๆ ขึ้นอีกครั้งในภาพยนตร์ เช่นเดียวกับตัวละครอื่นๆ ในเรื่องที่ คัวรอน ยึดเอาความทรงจำตัวเองในการคัดเลือกนักแสดงมารับบทเช่นกัน จึงทำให้เกือบทุกคนใน ROMA เป็นนักแสดงใหม่แทบทั้งสิ้น ไปจนถึงการใช้คนจริงๆ ทางวิชาชีพนั้นๆ มารับบทด้วย อาทิ พยาบาลและหมอในฉากโรงพยาบาล

นอกเหนือจากนั้น คัวรอน ยังเลือกถ่ายทอดพื้นที่ของหนังให้ออกมาตรงตามความทรงจำมากที่สุด ด้วยการตระเวนถ่ายตามโลเคชั่นที่เหตุการณ์นั้นเคยเกิดขึ้นจริงๆ หรือไม่ก็เซ็ตทั้งหมดขึ้นมาให้เหมือนเดิมอีกครั้ง ซึ่งไม่เพียงแต่สถานที่เท่านั้นที่เขาใส่ใจ คัวรอน ยังเลือกเฟอร์นิเจอร์จริงๆ ของครอบครัวมาใส่ไว้ในบ้านอีกด้วย (มากถึง 70% ของทั้งหมด) โดยเขารวบรวมมันจากสมาชิกครอบครัวแต่ละคนทั่วประเทศเม็กซิโกเพื่อนำมาจัดวางให้สถานที่แห่งนี้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้ทำให้ ROMA เป็นหนังที่ส่วนตัวเขามากๆ ไม่ว่าจะในแง่เรื่องราวที่นำเสนอ หรือกระบวนการสร้างที่ยึดเอาชิ้นส่วนความทรงจำตัวเอง (และลิโบ) มาใส่ไว้ตามองค์ประกอบต่างๆ ของหนัง

ยิ่งไปกว่านั้น คัวรอน ยังมุ่งเน้นที่จะขับเอาความจริงของตัวนักแสดงมาใช้ในงานภาพยนตร์ด้วย “ไม่มีใครรู้บทภาพยนตร์นอกจากตัวผมเอง” คัวรอน อธิบายถึงแนวทางการถ่ายทำอันสุดโต่งของเขา โดยในกองถ่าย ROMA จะไม่มีใครรู้มาก่อนว่าสคริปต์ของบทพูดหรือทิศทางการกำกับจะไปในแนวทางไหน พวกเขาจะได้รับข้อมูลก่อนถ่ายทำในแต่ละวันเท่านั้น ซึ่งเหตุผลที่ คัวรอน ทำเช่นนี้ก็เพราะว่าเขาสนใจและต้องการจะหยิบเอาอารมณ์ความรู้สึกจริงๆ ณ ตอนนั้นที่นักแสดงอ่านบทมาใช้งานในทันที แถมวิธีบรีฟนักแสดงของเขาก็เลือกเจาะเฉพาะตัวแต่ละคน โดยเขาจะอธิบายตัวละครนั้นๆ ให้นักแสดงฟังแบบแยกกัน คลีโอ จะไม่รับรู้มุมมองของคนอื่น และคนอื่นก็จะไม่รับรู้ข้อมูลของเธอเช่นกัน มันจึงเต็มไปด้วยทิศทางที่แตกต่างและตรงกันข้ามตลอดการถ่าย ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์สำหรับตัวหนังมันดีมากๆ แต่ในแง่ของการถ่ายทำมันหายนะเลยทีเดียว ซึ่งเขาก็พูดเสริมเอาไว้ได้น่าสนใจว่า “ชีวิตคนมันก็แบบนี้แหละ มันวุ่นวายหายนะ และเราไม่สามารถวางแผนตั้งรับสำหรับสถานการณ์ต่างๆ ที่เข้ามาได้เลย”

แต่กระนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ถูกสร้างขึ้นด้วยสามัญสำนึกในปัจจุบันของเขา เรื่องราวใน ROMA จึงมีการวิพากษ์ ตั้งคำถาม และสำรวจแง่มุมความสัมพันธ์ของชีวิตกับสังคมในประเทศอย่างจริงจังด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเขาในวัยเด็กยังไม่เข้าใจหรือรับรู้อะไรมากนัก

“ผมเกิดมาในครอบครัวชนชั้นกลาง และสิ่งนั้นกลายมาเป็นความรู้สึกผิดที่ฝังรากลึกอยู่ในใจ ผมรู้สึกผิดที่ตัวเองอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าทางสังคม เชื้อชาติ และชนชั้น ซึ่งผมเด็กเกินกว่าจะเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้น” คัวรอน กล่าวถึงความรู้สึกและเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาสร้างภาพยนตร์ ROMA เรื่องนี้ขึ้นมาร่วมกับความทรงจำของตัวเอง กับ ลิโบ เขาต้องการถ่ายทอดเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งในบ้านของเขา เมืองของเขา และประเทศของเขา ด้วยมุมมองและวุฒิภาวะที่โตขึ้น เข้าใจมากขึ้น และรู้สึกถึงมันมากขึ้น ซึ่งเป็นเหมือนการขุดสำรวจรากเหง้าความงดงามและบาดแผลของตัวเองที่หล่อหลอมชีวิตเขาให้เป็นตัวเองในทุกๆ วันนี้

“มันคือหนังที่ว่าด้วยช่วงเวลาที่หล่อหลอมตัวผมให้เป็นผมในปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็พูดถึงช่วงเวลาที่หลอมรวมประเทศผมให้เป็นอย่างทุกวันนี้ด้วย” คัวรอน กล่าวถึงอีกหนึ่งประเด็นสำคัญใน ROMA อย่างปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่เขายังเป็นเด็ก โดย คัวรอน พยายามบาลานซ์เรื่องราวความทรงจำในชีวิตของตัวเองให้พอดิบพอดีกับบริบททางสังคมที่มีอยู่ ณ ตอนนั้น ซึ่งทำให้หนังเรื่องนี้ไม่เพียงแต่จะถ่ายทอดบาดแผลชีวิตของตัวเขาเองเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บปวดที่ฝังลึกในจิตใจของชาวเม็กซิกันมาจนถึงทุกวันนี้อีกด้วยด้วย

ROMA จึงเป็นเรื่องราวของ คลีโอ คนใช้ที่ต้องฟันฝ่ามรสุมชีวิตตัวเองไปพร้อมๆ กับ โซเฟีย เจ้านายของเธอที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาชีวิตคู่ ซึ่งในขณะเดียวกันหนุ่มสาวจำนวนมากในเม็กซิโกก็กำลังทนทุกข์กับสภาพความเป็นอยู่ของตัวเองเช่นกัน มันจึงเป็นเรื่องของบุคคลที่มีสังคมขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กันตลอดทั้งเรื่อง แม้ว่าเธอทั้งสองจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาสังคมก็ตาม เพราะทั้งสองเป็นเพียงแค่ผู้สังเกตการณ์ที่มีมรสุมและปัญหาของตัวเองเท่านั้นเอง ซึ่งไม่ต่างจากตัว คัวรอน เองที่แม้ชีวิตวัยเด็กเขาจะไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาที่ว่า แต่เมื่อได้เติบโตขึ้น เขาก็ได้พบว่าการที่ตัวเองไม่ได้เข้าอกเข้าใจถึงปัญหาในตอนนั้น มันสามารถกลายเป็นบาดแผลทางอ้อมต่อความรู้สึกในทุกวันนี้ได้ การทำหนัง ROMA ก็เปรียบเสมือนการก้าวข้ามความรู้สึกนั้น ซึ่งการจะพิชิตได้ เขาจำต้องย้อนกลับไปเข้าใจถึงรากเหง้านั้นอย่างถ่องแท้เสียก่อน

หนังบอกเล่าในช่วงปี ค.ศ. 1970 ถึง 1971 ณ ย่านโรม่า, เมืองเม็กซิโกซิตี้ ที่การเมืองกำลังร้อนระอุเป็นไฟ กลุ่มคนหนุ่มสาวลุกขึ้นมาประท้วงและต่อต้านรัฐบาลของตนที่ปกครองโดยพรรค Institutional Revolutionary Party (PRI) ที่มีอำนาจทางการเมืองมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1929 จนถึงปี 2000 (เป็นเวลา 71 ปี) โดย คัวรอน เลือกโฟกัสไปที่ความสัมพันธ์ของ คลีโอ กับ แฟร์มิน แฟนหนุ่มที่ภายหลังเราได้รู้ว่าเขาคือสมาชิกใน Los Halcones กองกำลังลับที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นมาเพื่อกำจัดกลุ่มผู้ประท้วงในช่วงเวลานั้นที่ ซึ่ง คลีโอ มีโอกาสได้พบเห็นตั้งแต่ช่วงที่เขากำลังฝึกซ้อมมาจนวันที่เขาลงสนามจริงในเหตุการณ์สังหารหมู่ Corpus Christi ที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1971

ซึ่ง คัวรอน เลือกจะถ่ายทอดเส้นเรื่องของ คลีโอ และ โซเฟีย กับสถานการณ์บ้านเมืองพร้อมๆ กันได้อย่างน่าสนใจ มีหลายฉากมากๆ ที่หนังเล่าบริบทการเมืองไปพร้อมๆ กับชีวิตเล็กๆ ของพวกเธอและครอบครัว ซึ่งการถ่ายทำแบบ Long Take ได้เข้ามามีผลในส่วนนี้ เพราะมันทำให้เรารู้สึกได้ว่าทั้งสองเหตุการณ์อยู่ร่วมในเวลาเดียวกัน การแพนกล้องวนไปมาให้เห็นทั้งชีวิตและให้เห็นทั้งสังคมคือการหลอมรวมสองส่วนที่ว่าเข้าไว้ด้วยกัน ยังไม่รวมถึงขนาดภาพที่กว้างใหญ่ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้สำรวจรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในภาพ ไม่ใช่แค่จับจ้องชีวิตของ คลีโอ แต่เพียงผู้เดียว

คัวรอน ได้บอกกล่าวถึงภาพยนตร์ ROMA เอาไว้ว่า “มันคือความพยายามที่จะบันทึกภาพเหตุการณ์ที่ผมประสบเจอมาเมื่อ 50 ปีก่อน เป็นการสำรวจลำดับชั้นในสังคม ที่ชนชั้นและเชื้อชาติถูกเชื่อมสัมพันธ์กับปัจจุบัน และเหนือกว่าสิ่งอื่นใดมันคือการนำเสนอภาพของผู้หญิงที่ชุบเลี้ยงผมขึ้นมาด้วยความรัก ประหนึ่งความลี้ลับที่เดินทางอยู่เหนือสถานที่ ความทรงจำ และห้วงเวลา” ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผลงานเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ ตัวเขา, ลิโบ และครอบครัว แต่ในขณะเดียวกันมันก็ร้อยเรียงและบอกเล่าสภาพสังคมกับการเมืองขนาดใหญ่ในเม็กซิโกด้วย อันเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถหลีกหนีหรือทำเป็นเหมือนว่าไม่เคยเกิดขึ้นได้

นักเขียนชาวอาร์เจนติน่า ฮอร์เก ลุยส์ บอร์เกส บอกว่า “ความทรงจำนั้นขุ่นมัว และกระจัดกระจายเหมือนกระจก ร้าว” แต่สำหรับ คัวรอน แล้วเขามองเห็นความทรงจำนั้นเหมือนกับรอยร้าวบนผนังมากกว่า “ต่อให้คุณจะเอาปูนมาโบก เอาสีมาทาทับ รอยร้าวเหล่านั้นก็จะยังคงอยู่เหมือนเดิมเสมอ” เช่นเดียวกับความเจ็บปวดในอดีต ต่อให้คุณพยายามแสร้งทำเหมือนว่าตัวเองลืมมันไปแล้ว หรือต่อให้คุณจำมันไม่ได้จริงๆ ก็ไม่ได้แปลว่าอดีตตรงนั้นจะหายไปแต่อย่างใด เรื่องราวใน ROMA จึงเป็นการกลับสำรวจไปความทรงจำเหล่านั้น ทั้งความสุข ความรัก และความปวดร้าว ที่ คัวรอน พยายามปะติดปะต่อทั้งหมดให้กลับมาเป็นรูปเดิมอีกครั้งจากความทรงจำตัวเอง ครอบครัว และตัวพี่เลี้ยง ที่แม้ว่าสุดท้ายมันจะไม่มีทางเหมือนอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็ยังนับว่าเป็นความพยายามที่มุ่งมั่น กล้าหาญ และควรค่าแก่การยกย่องเป็นอย่างยิ่ง

ROMA ของ อัลฟอนโซ คัวรอน เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่น่าจดจำที่สุดของปีนี้ ไอเดียการหลอมรวมกันระหว่างภาพความทรงจำในอดีตกับความคิดและวิธีการนำเสนอในปัจจุบันทำให้หนังดราม่าเรื่องนี้เปี่ยมไปด้วยความคิดถึง โหยหา แต่ก็มีวุฒิภาวะที่เติบโตอย่างเข้าอกเข้าใจในปัจจุบันด้วย ซึ่งปรากฎขึ้นในวิธีการสร้างและเทคนิคการบอกเล่าของเขาที่เลือกจะถ่ายทอดเหตุการณ์ในอดีตโดยไม่ละทิ้งความเป็นจริงของสังคมในปัจจุบัน (การเลือกถ่ายทำด้วยกล้อง ARRI Alexa ที่เป็นฟอร์แมตดิจิทัล แทนการใช้ฟิล์ม โดยที่หนังเป็นขาวดำคือเหตุผลที่น่าสนใจมากๆ) นี่จึงเป็นหนังที่โดดเด่นทั้งในส่วนของงานสร้าง (เฉกเช่นงานที่ผ่านๆ มาของเขา) และยังเป็นดั่งหนังส่วนตัวที่ปลดแอกความรู้สึกในใจของตัวผู้สร้างเองด้วยเช่นเดียวกัน

คัวรอน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ลิโบ คือหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขาหลงรักในภาพยนตร์ (ครั้งหนึ่งเขาเคยอยากเป็นนักบินอวกาศและหลงใหลในเครื่องบินมากๆ) เธอพาเขาออกไปโรงหนังอยู่เสมอตอนยังเด็กเพื่อชมหนังอย่าง Where Eagles Dare (1968) และ Marooned (1969) ที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับภาพยนตร์เรื่องก่อนของเขาอย่าง Gravity (2013) ซึ่งตอกย้ำว่าความผูกพันที่ คัวรอน มีต่อเธอนั้นมากมายมหาศาลมากเพียงใดถึงสามารถทำภาพยนตร์ที่เปี่ยมความรักนี้ขึ้นมาได้

ปัจจุบัน คัวรอน และ ลิโบ ยังคงอาศัยไปมาหาสู่อยู่ด้วยกัน ตอนนี้เธออายุ 74 ส่วนเขาอายุ 57 เธอได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว และแน่นอนว่ามันทำให้เธอเสียน้ำตา

“มันเป็นแบบนี้นี่แหละ มันเป็นอย่างนี้เลย”

เธอพูดกับ คัวรอน ถึงภาพยนตร์ขาวดำที่หยิบเอาชีวิตจริงของเธอไปสร้าง ซึ่งสำหรับเรามันคือความสำเร็จที่สุดอย่างหนึ่งของตัว คัวรอน แล้ว ในฐานะผู้สร้างความทรงจำเก่าให้กลับมาโลดแล่นและมีชีวิตอีกครั้ง. FOR LIBO

 

แหล่งอ้างอิง

 

เรื่อง: Kanin the Movie


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ