Post on 17/05/2020

รอน ฟินลีย์ นักเลงชาวสวน ผู้ปลูกผักแบบกองโจรบนทางเท้า ช่วยชุมชนที่หิวโหยในลอสแอนเจลิส

“ผมอยากลองแนะนำเด็ก ๆ ว่า ‘จงเติบโตมาเป็นนักเลงถือพลั่ว ไม่ใช่ถือปืน’ โอเคไหม?”

ลองจินตนาการว่าถ้าคุณเติบโตมาในย่านที่หาซื้อเหล้าได้ง่ายกว่าแครอทปลอดสารพิษ ซื้อปืนได้ง่ายกว่าผักผลไม้สด คุณจะแวดล้อมด้วยเรื่องราวอะไร หากชุมชนที่คุณอาศัยอยู่มีแต่คนยากจน เจ็บป่วย และเต็มไปด้วยหนี้สิน คุณจะวาดฝันถึงอนาคตที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการมีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ ได้อย่างไร หากที่ผ่านมาคุณไม่เคยมีตัวอย่างดี ๆ ให้เห็นมาก่อน

“ผมอาศัยอยู่ในเซาธ์ เซ็นทรัล (South-Central) ย่านที่เวลาคุณขับรถผ่านแล้วจะสังเกตเห็นร้านขายเหล้า ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด และที่ดินรกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์มากที่สุดในอเมริกา” รอน ฟินลีย์ (Ron Finley) อดีตแฟชันดีไซเนอร์ ผู้ผันตัวมาเป็นเกษตรกรเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วกล่าว “คุณอาจสงสัยกันนะว่า แล้วมันเป็นปัญหายังไง โอเค ถ้าคุณเป็นนักท่องเที่ยวหรือแค่ขับรถผ่านมาก็อาจไม่มองว่ามันเป็นปัญหาหรอก เพราะคนรอบข้างคุณไม่ได้ทยอยเจ็บป่วยด้วยโรคอ้วนและตายไปเพราะมัน มากกว่าจะตายเพราะคดียิงกันเสียอีก”

ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เดินออกจากบ้านแล้วฟินลีย์มองเห็นแต่ความป่วยไข้ อยู่ ๆ แถวบ้านเขาก็มีศูนย์ฟอกล้างไตผุดขึ้นมาถี่พอ ๆ กับร้านสตาร์บัคส์ คนรู้จักที่ค่อย ๆ แก่ตัวลง เริ่มเดินเหินไม่ไหวจนต้องใช้รถเข็นช่วย ใช่แล้ว นั่นก็ด้วย ธุรกิจรถเข็นคนพิการกลายเป็นที่นิยมมากช่วงหลายปีให้หลัง “พวกเรากลายเป็นแบบนี้ได้ยังไงวะ” ฟินลีย์คิด

“ตอนแรกผมก็ไม่ได้สังเกตหรอกว่ามันเป็นเพราะอาหาร ถึงจะไม่ได้สูบบุหรี่หรือดื่มเหล้าอะไรมากมาย แต่ผมนี่โตมากับเฟรนช์ฟรายและแฮมเบอร์เกอร์เลยล่ะ” ฟินลีย์บอกว่าถ้าคุณอาศัยอยู่ที่นี่ คุณจะมีร้านแบบ drive-thru ให้เลือกเต็มไปหมด แค่ขับรถเข้าไป เลือกเมนูแล้วก็จ่าย คุณได้อาหารกลับมากินง่าย ๆ ในราคาไม่แพง ฟังดูดีอยู่หรอก ถ้าคุณไม่ได้กินแบบนั้นแทบทุกวัน ทุกมื้อ จนสิ่งที่กินเข้าไปเริ่มไม่ใช่อาหาร แต่เป็นยาพิษ

“คุณว่าแปลกไหม ถ้าเราต้องขับรถออกจากบ้านไป 45 นาที เพื่อซื้อแอปเปิลที่ไม่อาบยาฆ่าแมลง” ฟินลีย์เพิ่งมาสังเกตว่า ทั้งผัก ผลไม้ และอาหารดี ๆ ล้วนมีราคาแพงจนคนยากจนอย่างพวกเขาแทบเอื้อมไม่ถึง ไม่แปลกใจเลยที่อัตราคนเป็นโรคอ้วนในชุมชนที่เขาอยู่ จะพุ่งสูงกว่าย่านคนรวยอย่างเบเวอร์ลีฮิลส์ถึง 5 เท่า ทั้งที่อยู่ห่างกันแค่ 8-10 ไมล์

“ตอนนั้นล่ะที่ไอเดียการปลูกผักกินเองของผมผุดขึ้นมา ผมเริ่มปลูกป่าอาหารตรงหน้าบ้าน บนพื้นที่เล็ก ๆ ยาว 150 ฟุต กว้าง 10 ฟุต ซึ่งเคยเป็นทางเท้ามาก่อน” อันที่จริงพื้นที่บริเวณนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของเมือง แต่เพราะไม่เคยมีใครมาสนใจอะไร คนที่ต้องดูแลมันจึงเป็นเจ้าของบ้าน ฟินลีย์เริ่มปลูกฟักทอง ผักคะน้า ทานตะวัน และผลไม้อื่น ๆ ที่หาซื้อไม่ได้บริเวณหน้าบ้าน และบอกว่านี่คือวิธีดูแลฟุตบาทของเขา “ตอนแรกหลายคนก็มองผมแปลก ๆ แต่พอผักผลไม้ตรงนั้นโตพอจะเก็บได้ พวกเขาก็เริ่มมองผมเปลี่ยนไป”

เพราะมีหลายคนสนใจอยากจะร่วมด้วย ในปี 2010 ฟินลีย์จึงตั้งกลุ่มที่ชื่อ แอล. เอ. กรีน กราวด์ ขึ้นมาเพื่อให้คำปรึกษาและช่วยเหลือคนที่สนใจอยากจะปลูกผักและผลไม้กินเองบริเวณบ้าน ป่าอาหารในเซาธ์ เซ็นทรัล ที่ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นเซาธ์ ลอสแอนเจลิส (South Los Angeles) จึงค่อย ๆ ขยายตัวจากฟุตบาท ไปสู่เกาะกลางถนน สู่พื้นที่รกร้างอย่างสระน้ำที่ไม่มีใครใช้งาน จนระยะหลังแค่มองผ่าน ๆ ก็เริ่มเห็นพื้นที่สีเขียวแซมขึ้นมาในย่านนั้น จนดูแล้วสบายตา

“มีคนถามผมว่า ‘รอน นายไม่กลัวมีคนมาขโมยอาหารของนายเหรอ’ ผมตอบว่า ‘เฮ้ย ไม่เลย ของพวกนี้ใครจะมาเอาก็เอาไป ฉันถึงได้ปลูกมันไว้บนถนนไงพวก’ คือผมก็ตั้งใจให้เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว คนที่กำลังหิวก็มาเก็บไปกิน ผมว่าดีกว่าเขาจะเอาเงินไปซื้อเบอร์เกอร์ มันแปลว่าเขาเก็บสุขภาพที่ดีของเขาไว้ได้ด้วย”

แต่ก็ใช่ว่าการเคลื่อนไหวแบบนี้จะไม่มีอุปสรรคเสมอไป ฟินลีย์บอกว่า เขาเคยโดนใบสั่งให้รื้อสวนทิ้ง เพราะมีคนไปร้องเรียนว่าเขาทำลายทัศนียภาพ “ตอนนั้นผมก็งงเลย แบบว่า จริงเหรอพวก? คุณออกหมายจับข้อหาปลูกพืชที่เป็นอาหาร บนพื้นที่ที่คุณไม่เคยเห็นค่าเลยเนี่ยนะ ผมก็บอกไปว่า ‘เอาเลย มาจับสิ ถ้านายคิดว่าทำอะไรได้’ ตอนนั้นทั้งสื่อและสมาชิกกลุ่มของเราก็พยายามช่วยผมเต็มที่ พวกเขาตั้งแคมเปญล่ารายชื่อผู้สนับสนุนมาได้เกือบพันรายชื่อ เพื่อต่อรองกับสมาชิกสภาของเมือง สุดท้ายเราก็ชนะ”

ฟินลีย์เล่าว่า ตอนนั้นสมาชิกสภาถึงกับโทรมาพูดคุยกับเขา แถมยังบอกว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำนั้นดีมาก แอลเอเป็นเมืองที่มีพื้นที่รกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์มากที่สุดในอเมริกา เพราะราคาที่ค่อนข้างสูง ทำให้พื้นที่ราว 26 ตารางไมล์ ซึ่งเปรียบได้กับ 20 เท่าของเซ็นทรัล พาร์ค ไม่มีใครใช้ประโยชน์ การที่ฟินลีย์เอามันมาทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ความเป็นอยู่ของคนอื่นดีขึ้นจึงได้รับการสนับสนุน “ถึงผมจะไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การทำเป็นอาชีพ แต่การปลูกผักกินเองก็ประหยัดไปได้เยอะ คุณได้สุขภาพที่ดีขึ้นก็เหมือนได้ชีวิตที่ดีขึ้น ไอเดียนี้แทบจะไม่มีผลเสียเลย”

แต่มากกว่าทั้งเรื่องสุขภาพ และสภาพคล่องทางการเงิน ฟินลีย์พบว่าการปลูกผักให้อะไรกับชุมชนของเขามากกว่าที่เคยคิด เพราะหลังจากเขาเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะ ‘นักเลงชาวสวน’ (Gangster Gardener) ก็เริ่มมีคนสนใจไอเดียของเขาและเชิญเขาไปสอนวิธีการทำสวนในพื้นที่อื่น ๆ ของอเมริกาด้วย ฟินลีย์พบว่าสวนของเขาได้กลายเป็นสื่อการเรียนการสอน ที่สามารถปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงชุมชนต่าง ๆ ไปในทางที่ดีขึ้น

“แล้วคุณจะแปลกใจว่าสวนพวกนี้มีผลกับเด็ก ๆ แค่ไหน หลายคนที่ไม่เคยทำสวนไม่เข้าใจว่าพืชพวกนี้โตมาอย่างไร มันจึงกลายเป็นของประหลาด แต่พอพวกเขาได้ปลูก พวกเขาจะไม่เกลียดหรือกลัวมัน เด็กที่ปลูกมะเขือเทศจะกินมะเขือเทศ เด็กที่ปลูกคะน้าจะกินคะน้า อาหารส่งผลต่อจิตใจ ถ้าเขาไม่เคยรู้ว่าอาหารพวกนี้มีความเป็นมาอย่างไร พวกเขาก็จะกินแต่อะไรก็ตามที่คุณเอามาวางตรงหน้า”

ก่อนหน้านี้อาชีพของฟินลีย์คือศิลปิน เขาบอกว่าตัวเองแทบไม่ได้กลับไปรังสรรค์ผลงานเหล่านั้นอีกเลยหลังจากเริ่มปลูกผัก น่าแปลกที่เขาไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองมีอะไรขาดหาย เพราะการทำสวนตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากการทำงานกราฟฟิตี เขาแค่เปลี่ยนจากการ ‘วาด’ มาเป็นการ ‘ปลูก’ งานศิลปะก็เท่านั้น “ผมใช้สวนและดินเป็นผืนผ้า ใช้พืชและต้นไม้เป็นเครื่องประดับ คุณอาจจินตนาการไม่ออกเลยว่าดอกทานตะวันน่าทึ่งแค่ไหน และส่งผลยังไงต่อผู้คนที่ผ่านมาพบเห็นบ้าง”

ฟินลีย์เล่าว่า เขาอยากสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้เด็ก ๆ ในชุมชน ที่ผ่านมาเขาเห็นคนมากมายยังติดอยู่ในกรอบ และเดินบนเส้นทางเดิม ๆ เพราะพวกเขามองไม่เห็นเส้นทางอื่น เส้นทางพวกนั้นนำไปสู่ชีวิตที่ไม่ดีเท่าไหร่ และเขาไม่อยากให้คนหนุ่มสาวหรือแม้แต่ลูก ๆ ของเขาเป็นแบบนั้น “เด็กเหล่านี้ต้องไม่สิ้นหวัง พวกเขาต้องมีความฝัน เพราะมันฟรี เหมือนกับสตรอว์เบอร์รี่ในสวนของผมนั่นล่ะ” เขาอยากให้เด็ก ๆ มีชีวิตที่ยั่งยืน มีทางเลือกของตัวเอง และใครจะไปรู้ ในอนาคตพวกเขาอาจจะสร้างจอร์จ วอชิงตัน คาร์เวอร์ (นักวิทยาศาสตร์ผู้ผลักดันการปลูกพืชทางเลือก) คนต่อไปขึ้นมาก็ได้

“มันเหมือนการปลูกพืชตรงที่เราต้องทำให้ดินดีเสียก่อน ถึงจะมีผลผลิตที่ดีได้ เราต้องเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในชุมชนนี้ให้เหมือนกับการปรับปรุงดิน เปลี่ยนมุมมองของเด็ก ๆ ที่มีต่อการทำสวน สอนให้พวกเขารู้จักความสุข และความภาคภูมิใจจากการปลูกอาหารกินเอง ทำให้แนวคิดพวกนี้ยั่งยืน และเด็ก ๆ รุ่นต่อไปจะกลายเป็นผลผลิตที่ดีจากชุมชนนี้เอง”

ความฝันของฟินลีย์ในตอนนี้คือการทำสวนให้เต็มตลอดช่วงตึก ให้คนในละแวกเดียวกันมาแลกเปลี่ยนอาหารกัน เขาอยากเอาตู้ขนส่งสินค้ามาดัดแปลงเป็นร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ในอนาคตอยากให้มีตลาดนัดเกษตรกรในย่านนี้เกิดขึ้นมาด้วย แม้ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลา แต่เขาก็ยังมองว่าเป็นไปได้ ขอแค่ทุกคนร่วมมือกัน

“เราต้องเปลี่ยนความคิดและทัศนคติของทุกคนเสียใหม่ ผมอยากลองแนะนำเด็ก ๆ ว่า ‘จงเติบโตมาเป็นนักเลงถือพลั่ว ไม่ใช่ถือปืน’ โอเคไหม? นักเลงที่แท้จริงต้องเลือกพลั่วเป็นอาวุธคู่กาย พวกเขาเท่เพราะมีชีวิตที่ดี ดูแลครอบครัวและคนที่ตัวเองรักได้ นั่นล่ะ ถึงจะเรียกว่านักเลงตัวจริง”

 

 

ที่มา

http://ronfinley.com/meet-ron-finley/

https://www.latimes.com/food/dailydish/la-fo-ron-finley-project-20170503-story.html

https://www.nytimes.com/2013/05/05/fashion/urban-gardening-an-appleseed-with-attitude.html

https://www.ft.com/content/ffeaf616-d36e-11e7-a303-9060cb1e5f44

https://www.denverpost.com/2017/10/06/ron-finley-gangsta-gardener-denver/

https://www.ted.com/talks/ron_finley_a_guerrilla_gardener_in_south_central_la

https://www.vogue.com/article/guerrilla-garden-ron-finley-los-angeles-south-central


Related

“แพทริก ดาวน์ส, เจสสิกา เคนสกี้” คู่รักบอสตันสตรองที่เยียวยาตัวเองด้วยการวิ่งหลังเสียขาสามข้างจากระเบิดบอสตันมาราธอน

วิลเลียม คัมแควมบ้า เด็กชายผู้สร้างกังหันลมจากขยะให้น้องสาวได้อ่านหนังสือตอนกลางคืน

เปโดร กุซมัน ถูกรัฐบาลตัวเองเนรเทศ จนป่วยทางประสาท

“หวง หย่ง ฟู่” ทหารผ่านศึกเฒ่า ผู้ใช้สีและพู่กันปกป้องหมู่บ้านที่กำลังจะถูกทำลาย

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส แรงบันดาลใจแห่งการให้ ผู้นำศาสนาที่รวยสุดแต่ทำตัว “จน” ที่สุด

ผู้ใหญ่บ้านเด่นณรงศ์ ธรรมมา ช่างก่อสร้างที่จบปริญญาเอกแล้วสร้างธนาคารชุมชน

รัตนา ซารี เดวี ซูการ์โน: สุภาพสตรีพลัดถิ่นผู้ถูกเรียกว่า ‘บุหงาซากุระ’

สรศิริ จันดีบุตร ยุติสงครามลักลอบค้าไม้เถื่อนด้วยการสร้างอาชีพ