Post on 24/04/2019

โรนัลด์ เพเรลแมน เจ้าของ Marvel ยุคฟองสบู่ก่อนล้มละลายปลาย 90

Marvel คือค่ายการ์ตูนคอมิกแนวซูเปอร์ฮีโรที่ประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน และปัจจุบันพวกเขายังครองตลาดภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม อย่างเช่นผลงานในเรื่อง Avengers: Infinity War ที่ทำรายได้รวมทั่วโลกกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถึงตอนนี้มีหนังที่ทำเงินได้มากกว่าเพียงแค่สามเรื่องเท่านั้น (แต่ Endgame ภาคต่อของ Avengers ในปี 2019 อาจจะทำยอดแซงก็ได้)

อย่างไรก็ดี ก่อนที่พวกเขาจะเข้าสู่ตลาดภาพยนตร์ Marvel เคยล้มลุกคลุกคลานหลังดำเนินธุรกิจผิดพลาดจนบริษัทเข้าสู่ภาวะล้มละลายขาดความสามารถในการชำระหนี้ จนถูกเจ้าหนี้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายเพื่อฟื้นฟูธุรกิจมาแล้ว

ตอนนั้น Marvel อยู่ภายใต้การควบคุมของ โรนัลด์ เพเรลแมน (Ronald Perelman) นักธุรกิจเจ้าของผู้ผลิตเครื่องสำอางรายใหญ่ Revlon ที่เข้ามาซื้อกิจการของ Marvel ในช่วงต้นปี 1989 ด้วยเงินเพียงไม่ถึงร้อยล้านดอลลาร์ ขณะที่ธุรกิจการ์ตูนคอมิกกำลังเฟื่องมาก เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงสื่อบันเทิงสำหรับเด็ก ๆ เท่านั้น มันยังเป็นที่ต้องการของนักสะสม ผู้ผลิตจึงใช้วิธีพิมพ์หนังสือการ์ตูนเล่มเดียวกันออกเป็นหลายรุ่น เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภครายเดียวต้องซื้อหนังสือที่มีเนื้อหาเดียวกัน แต่มีปกหรือของแถมต่างกันหลาย ๆ รอบ ด้วยหวังว่าวันหน้ามันจะมีมูลค่าสูงยิ่งกว่า

วิธีการหากินแบบนี้ทำให้ผู้เสพการ์ตูนบางรายต้องซื้อหนังสือเล่มเดียวกันถึงห้าหกชุด เพื่อเก็บสะสมทั้งหนังสือและของแถมโดยยังไม่มีการแกะซอง (ซึ่งจะกลายเป็นของมีค่าสูงสุด) ไว้ให้ครบทุกเอดิชันและแกะไว้อ่านต่างหากอีกชุดหนึ่ง

ชัก โรซานสกี (Chuck Rozanski) เจ้าของ Mile High Comics ร้านจำหน่ายการ์ตูนในโคโลราโด ซึ่งมีร้านค้าออนไลน์สำหรับจัดจำหน่ายทั่วโลกวิจารณ์ว่า เพเรลแมนซื้อ Marvel ด้วยเหตุผลทางธุรกิจล้วน ๆ และมีส่วนทำให้ธุรกิจหนังสือการ์ตูนคอมิกเกือบล่มสลาย ด้วยการขึ้นราคากระตุ้นยอดขายอย่างบ้าคลั่ง

“เขา [เพเรลแมน] คิดคำนวณเหตุและผลได้อย่างถูกต้องทีเดียวว่า ถ้าเขาขึ้นราคาและเพิ่มปริมาณ แฟน Marvel สายฮาร์ดคอร์ก็จะยอมควักรายได้ที่มีมาซื้อคอมิกมากขึ้นมากขึ้น เมื่อเขาได้ตัวเลขยอดขายพอที่จะพิสูจน์สมมติฐานของเขาได้แล้ว เขาก็เอา Marvel เข้าตลาดหลักทรัพย์ ขายหุ้นออกไป 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินที่มากเกินกว่าที่เขาลงทุนซื้อมามากมาย อย่างไรก็ดี แผนของเขามันมีจุดบอดเมื่อเขาไปสัญญากับนักลงทุนว่าจะขยายอาณาจักร Marvel ออกไปและจะขึ้นราคาเพิ่มอีก แผนนี้มันชัดเจนว่าทำไม่ได้ หลักฐานที่เห็นเป็นประจักษ์ก็คือ การล้มหายของบรรดาผู้ค้าปลีกการ์ตูนในช่วงต้นปี 1993 เนื่องจากแฟน ๆ พากันเลิกสะสมเพราะราคามันสูงเกิน บวกกับความรู้สึกที่เห็นต้องกันอย่างกว้างขวางถึงการลดลงด้านคุณภาพในตัวคอมิกของ Marvel” โรซานสกีกล่าว (Mile High Comics)

เพเรลแมนพยายามขยายธุรกิจของ Marvel ออกไปด้วยการไปซื้อบริษัทผลิตของเล่น การ์ดและสติกเกอร์สะสมหลายแห่งจนมีหนี้สะสมเกือบพันล้านดอลลาร์ แต่เมื่อตลาดเข้าสู่ภาวะฟองสบู่แตก ทั้งตลาดคอมิกและการ์ดกีฬาสะสม บริษัทก็แทบหมดหนทางที่จะหาเงินมาใช้หนี้ได้ โดยในปี 1993 หุ้นของ Marvel เคยซื้อขายกันที่ราคา 35.75 ดอลลาร์ แต่เมื่อถึงช่วงปลายปี 1996 ราคาหุ้นของพวกเขาตกต่ำอย่างรุนแรงจนเหลือมูลค่าหุ้นละ 2 ดอลลาร์กว่า ๆ เท่านั้น

ณ ตอนนั้น เพเรลแมนที่ถือหุ้นของ Marvel อยู่ 80 เปอร์เซ็นต์ พยายามหาทุนเพิ่มสำหรับใช้ในการปรับโครงสร้าง รวมทั้งการตั้ง Marvel Studios (ซึ่งจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญในภายหน้า) และเสนอให้มีการควบรวมกิจการกับ Toy Biz ผู้ผลิตของเล่นซึ่ง Marvel ถือหุ้นอยู่แล้วบางส่วน ด้วยความหวังว่าจะสามารถกุมอำนาจในบริษัทต่อไป

ขณะที่ฝ่ายเจ้าหนี้ได้ยื่นเรื่องต่อศาลอาศัยอำนาจตามมาตรา 11 ของกฎหมายล้มละลายเพื่อเข้าแทรกแซงกิจการ โดยให้เหตุผลว่า แม้เพเรลแมนจะถือหุ้นใหญ่ใน Marvel แต่เขาก็ใช้หุ้นเป็นประกันกับเจ้าหนี้ ทำให้ในเชิงปฏิบัติพวกเขาคือผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ที่แท้จริงจึงมีแรงจูงใจในการนำพาบริษัทให้รอดมากกว่า

หลังต่อสู้กันมาหลายเดือนถึงเดือนมีนาคม 1997 เพเรลแมนก็ยอมแพ้ถอนแผนฟื้นฟูของตนแล้วปล่อยให้ คาร์ล ไอคาห์น (Carl Icahn) แกนนำฝ่ายเจ้าหนี้เข้ามามีอำนาจในการจัดตั้งบอร์ดบริหารชุดใหม่ของ Marvel แทน

“สำหรับ คุณเพเรลแมน การเดินออกจาก Marvel อาจดูเหมือนเป็นสิ่งที่น่าอับอาย เขาจะถูกจดจำในฐานะผู้ที่นำพาบริษัทที่ประสบความสำเร็จไปดิ่งจมดิน แต่มันไม่ใช่สิ่งที่น่าอายในเชิงการเงิน เขาหาเงินมาซื้อหุ้นด้วยการให้หนึ่งในบริษัทของเขาออกหุ้นกู้ขยะ (junk bond – หุ้นกู้ความเสี่ยงสูงที่ออกโดยบริษัทที่ประสบปัญหาทางการเงินเสี่ยงต่อการล้มละลาย)  โดยรวมแล้วเขาจะเดินออกไปด้วยกำไรติดกระเป๋าไม่น้อยกว่า 50 ล้านดอลลาร์” รายงานของ The New York Times กล่าว

แม้เพเรลแมนจะยอมถอยแต่ความวุ่นวายใน Marvel ยังไม่จบง่าย ๆ เมื่อกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันร่วมกันก่อหวอดไม่เดินตามแผนของไอคาห์น ซึ่งศาลก็ได้ตั้งคนกลางเข้ามาดูแลแทน และต่อมาในเดือนกรกฎาคม 1998 ศาลจึงได้ยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการเพื่อออกจากการคุ้มครองภายใต้ภาวะล้มละลายของฝ่าย Toy Biz ทำให้ Marvel และ Toy Biz ควบรวมกิจการกันได้สำเร็จ ซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินใจไม่ผิดเพราะทีมบริหารของ Toy Biz เดิมสามารถนำพาบริษัทใหม่ “Marvel Enterprises” ก้าวสู่สหัสวรรษใหม่ได้อย่างสวยงาม


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ และต่างประเทศ

Related

ลี ชาตะเมธีกุล มือตัดต่อในตำนาน ผู้กลายเป็นกรรมการออสการ์คนใหม่

Prodigy แร็ปเปอร์ยุค 90 ต้นตอ “อิลลูมินาติ” ในวัฒนธรรมป๊อป

หู ปอ ผู้กำกับที่ฆ่าตัวตายตั้งแต่ทำหนังยาวเรื่องแรก An Elephant Sitting Still

วิคตอร์ อูโก กับคนค่อมที่เคยปกปักรักษามหาวิหารนอเทรอดาม

เร็ตสึโกะ แพนด้าแดงจอมกราดเกรี้ยวผู้เป็นภาพแทนของพนักงานออฟฟิศ

รีวิวคอนเสิร์ต เอ็ด ชีแรน กับโชว์ครั้งที่สอง ที่กระตุ้นแฟนเพลงสุด “ผมร้องดังแค่ไหนพวกคุณต้องร้องให้ดังกว่าผม”

รีวิวคอนเสิร์ต เจสัน มราซ เสน่ห์ของการเล่นเบา ที่ทำให้โชว์ Good Vibes เวอร์ ๆ

ทาโบล แรปเปอร์คนดังผู้ชีวิตเกือบพัง เพราะโดน “ใส่ร้าย”