Post on 03/12/2019

ซาดาโกะ ซาซากิ พับนกกระเรียน 1,000 ตัว ด้วยความหวังว่าจะรอดชีวิต

“ถ้าพับนกกระเรียนครบ 1,000 ตัว สิ่งใดที่คุณขอจะเป็นจริง”

นี่คือตำนานโบราณของญี่ปุ่นที่เชื่อว่ามีนกกระเรียนศักดิ์สิทธิ์อายุหลายพันปี หากใครก็ตามที่พับนกกระเรียนกระดาษ 1,000 ตัวสำเร็จ จะสามารถอธิษฐานขอพรได้ตามใจปรารถนา หลังจากที่ ซาดาโกะ ซาซากิ (Sadako Sasaki) ได้ยินตำนานนี้ เด็กสาวผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวก็ตัดสินใจลงมือพับกระดาษทันที ด้วยความหวังว่าจะกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ

น่าเสียดายที่ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง หลังต่อสู้กับโรคร้ายได้ 8 เดือน เธอก็จบชีวิตลงในวัยเพียง 12 ปี

ย้อนกลับไปเวลา 8 โมง 15 นาทีของวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 สหรัฐอเมริกาปล่อยระเบิดนิวเคลียร์เหนือเมืองฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น ความรุนแรงนั้นทำให้ชาวบ้านเสียชีวิตทันทีกว่าแสนคน และอีกหลายหมื่นคนต้องเสียชีวิตหลังจากนั้นจากผลพวงของกัมมันตภาพรังสี หนึ่งในนั้นคือ ซาดาโกะ ซาซากิ วัย 2 ขวบ ซึ่งบ้านที่เด็กหญิงอาศัยอยู่ห่างจากจุดระเบิดเพียง 1.6 กิโลเมตรเท่านั้น 

แรงระเบิดทำลายบ้านจนย่อยยับ โชคดีที่เธอไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ แต่ก่อนที่เปลวไฟจะลุกลามมาถึงพื้นที่บ้านนั้น ครอบครัวซาซากิก็รีบหนีลงแม่น้ำ ระหว่างหลบหนีคุณยายของเธอพลัดหลงกับครอบครัว ก่อนจะพบว่าเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ถึงแม้เธอจะเติบโตมาด้วยสุขภาพร่างกายแข็งแรง แถมยังเป็นนักกีฬาวิ่งแข่งที่พาชัยชนะมาสู่โรงเรียน แต่ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งเธอจะล้มป่วย ซาดาโกะรู้สึกว่าคอตัวเองบวมและมีอาการเหนื่อยล้าอยู่บ่อยครั้ง หลังจากเข้ารับการตรวจสุขภาพ ผลออกมาพบว่าเธอเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลูคีเมียแบบเฉียบพลัน (สมัยนั้นเรียกว่าโรคระเบิดปรมาณู A-bomb disease) แต่ครอบครัวกลับตัดสินใจไม่บอกความจริงกับเธอ ทั้งยังพยายามสร้างความทรงจำดี ๆ กับเธอด้วยการทำกิโมโนตัวใหม่แสนงดงามให้ใส่อีกด้วย

 

ซาดาโกะ ซาซากิ ตัวจริง

 

ซาดาโกะผู้ไม่รู้ว่าตัวเองป่วยหนัก คาดหวังว่าตัวเองจะได้กลับไปเรียน แต่ก็ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1955 ความที่ครอบครัวของเธอไม่มีเงินมากนัก ทำให้ไม่สามารถจ่ายยาแก้ปวดหรือทำการรักษาใด ๆ เพิ่มเติม ซาดาโกะจำต้องอดทนกับความทรมาน และแสร้งว่าตัวเองไม่เป็นอะไร

ความรุนแรงของโรคเริ่มเผยโฉมออกมาผ่านผิวหนัง ไม่ว่าบริเวณหน้าอกที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสี รอยจุดสีม่วงเริ่มขึ้นตามคอ แขน และขา แต่เพื่อไม่ให้ใครกังวลใจเวลาเยี่ยม ซาดาโกะขอร้องให้นางพยาบาลนำผ้ามาพันปิดเอาไว้

ช่วงเดือนสิงหาคม 1955 ซาดาโกะย้ายห้องพักไปนอนกับ คิโยะ (Kiyo) เด็กสาวอีกคนที่อายุแก่กว่าเธอสองปี วันหนึ่งเพื่อนร่วมชั้นของคิโยะนำนกกระเรียนกระดาษมาเป็นของขวัญเยี่ยม คุณพ่อของซาดาโกะจึงเล่าเรื่องตำนานนกกระเรียนศักดิ์สิทธิ์ให้ฟัง เมื่อฟังจบ เธอจึงขอกระดาษจากทุกคนเพื่อพับนกกระเรียนแล้วขอพรให้ตัวเองหายดี เธอขอแม้กระทั่งกระดาษห่อยาหรืออะไรก็ตามที่สามารถพับได้ รวมไปถึงเพื่อนสนิทของเธอก็นำกระดาษมาจากโรงเรียนเพื่อให้ซาดาโกะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ

มีการบันทึกไว้ว่า ช่วงสิ้นเดือนสิงหาคมปีนั้น ซาดาโกะแทบไม่มีแรงลุกนั่งพับกระดาษด้วยซ้ำ แถมมือก็บวมเป่งจนพับได้ลำบาก แต่ซาดาโกะก็ใช้ช่วงเวลาที่เหลืออันน้อยนิดของชีวิตพับนกกระเรียนจนครบ 1,000 ตัว

กลางเดือนตุลาคม 1955 อาการของซาดาโกะเข้าขั้นวิกฤต ครอบครัวพยายามขอร้องให้เธอกินข้าว ซึ่งเธอก็ขอข้าวต้มชามากินก่อนจะกล่าวประโยคสุดท้ายในชีวิตว่า “อร่อยจัง” 

และแล้ววันที่ 25 ตุลาคม 1955 ซาดาโกะ ซาซากิ ก็จากไปอย่างสงบ พร้อมครอบครัวที่อยู่เคียงข้างในวินาทีสุดท้าย

 

 

ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งคือคนมักคิดว่าซาดาโกะพับนกกระเรียนได้เพียง 644 ตัวแล้วเสียชีวิต ก่อนที่เพื่อน ๆ ของเธอจะช่วยกันพับให้ครบแล้วฝังไปพร้อมกับร่างของเธอ แต่นั่นเป็นเรื่องราวเวอร์ชันนิยาย Sadako and the Thousand Paper Cranes ของนักเขียน เอเลนอร์ คอร์ (Eleanor Coerr) ขณะที่ความจริงตามข้อมูลในพิพิธภัณฑ์ Hiroshima Peace Memorial Museum ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเธอพับครบ 1,000 ตัว แถมยังพับเกินมาอีก 300 ตัวด้วย เช่นเดียวกันพี่ชายคนโต มาซาฮิโระ ซาซากิ (Masahiro Sasaki) ก็เขียนในหนังสือประวัติซาดาโกะว่า เธอทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ

หลังจากซาดาโกะเสียชีวิต ความลับอย่างหนึ่งก็เปิดเผยออกมา เมื่อใต้เตียงของเธอมีรายงานผลตรวจเลือดวางซ่อนอยู่ ถึงแม้จะไม่มีใครบอกซาดาโกะว่าเป็นโรคอะไร แต่การที่เธอได้อ่านผลตรวจเลือดตัวเองก็พอคาดการณ์ได้ว่า ซาดาโกะรู้ตัวอยู่แล้วว่าตัวเองป่วยหนักขนาดไหน แต่นั่นก็ไม่พ้น “ความหวัง” ที่เธอพยายามพับนกกระเรียนเพื่อขอพรให้ตัวเองหายดี

การสูญเสียซาดาโกะทำให้ครอบครัวและกลุ่มเพื่อนรวมตัวกันระดมทุนสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงเด็กที่เป็นเหยื่อของระเบิดนิวเคลียร์ เป็นอนุสรณ์สันติภาพเยาวชน (Children’s Peace Monument) ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางสวนสันติภาพฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน

แน่นอนว่าซาดาโกะมิใช่เด็กคนเดียวที่เสียชีวิตจากกัมมันตภาพรังสี เพียงแต่เธอเป็นหนึ่งในตัวแทนความบริสุทธิ์ที่ต้องเผชิญหน้ากับความโหดร้ายของสงครามที่ตัวเองไม่ได้ก่อ อนุสรณ์สันติภาพจึงเป็นเครื่องย้ำเตือนความเลวร้ายจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และเรียกร้องให้เกิดสันติภาพบนโลกกลม ๆ ใบนี้ 

เหมือนดั่งประโยคที่สลักไว้ใต้อนุสรณ์ว่า “This is our cry. This is our prayer. Peace in the world”

 

เรื่องโดย: สหธร เพชรวิโรจน์ชัย

 

ข้อมูลจาก

https://www.silpa-mag.com/history/article_40718

Hiroshima Peace Memorial Museum

 

 


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง