Post on 30/09/2019

นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้ผลักดันหลักประกันสุขภาพไทย ที่มาโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค

คนจำนวนไม่น้อยรู้จัก หรือเคยใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท รักษาทุกโรค อันเป็น ‘สิทธิขั้นพื้นฐาน’ ด้านสาธารณสุขที่รัฐมีหน้าที่ต้องจัดให้ ซึ่งผู้ที่บุกเบิกริเริ่มแนวคิดนี้ในเมืองไทยไม่ใช่นักการเมืองคนไหน แต่เป็นนายแพทย์ผู้มีนามว่า สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ 

ย้อนไปในปี พ.ศ.2520 นักศึกษาแพทย์จบใหม่ทุกคนต้องเลือกโรงพยาบาลในพื้นที่เพื่อเข้าปฏิบัติงานเป็นแพทย์ใช้ทุนในต่างจังหวัด ซึ่งหากใครเคยชมภาพยนตร์เรื่องหมอเจ็บ ฉากหนึ่งที่คุ้นตากันดีคือบรรดานักศึกษาแพทย์จะมายืนรอเพื่อจับฉลากโรงพยาบาลที่ตนเองต้องไปปฏิบัติภารกิจ หลายคนภาวนาให้ได้จังหวัดหัวเมืองที่พอจะมีแสงสีให้ได้หย่อนใจ แต่ไม่ใช่สำหรับ ‘หมอหงวน’ หรือ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ บัณฑิตคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เลือกไปประจำที่โรงพยาบาลราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ในตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาล 

สิ่งที่เป็นแรงผลักสำคัญให้สงวนเลือกจังหวัดที่ติดอันดับความยากจนที่สุดเป็นพื้นที่แรกที่รับราชการ นั่นคือเลือดของความเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและคนทุกข์ยากมาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์ที่รามาธิบดี ในสมัยนั้น สงวนเป็นตัวตั้งตัวตีทำหนังสือ ‘มหิดลสาร’ ที่มีเนื้อหาตั้งคำถามถึงความเหลื่อมล้ำในสังคม เผยแพร่ความคิดและอุดมการณ์ที่ว่ากันว่าก้าวหน้าในห้วงเวลานั้น โดยใช้นามปากกาว่า ‘พงศา อารัมภ์’ สงวนสวมหมวกนักศึกษาและนักกิจกรรมในเวลากลางวัน ส่วนยามค่ำเขากลับมาสวมเสื้อกาวน์ขึ้นวอร์ดดูแลคนไข้

หลังเหตุการณ์ ‘6 ตุลา 2519’ แกนนำนักศึกษาหลายคนตัดสินใจเข้าป่า แต่สงวนกลับเลือกปักหลักอยู่ในเมือง ไม่ใช่เพราะอุดมการณ์ที่เปลี่ยนผัน แต่เพื่อร่ำเรียนจะได้นำความรู้ไปช่วยเหลือประชาชนได้เต็มที่ หลังเรียนจบ เขาสานต่อเจตนารมณ์ที่ต้องการสร้างความเท่าเทียมให้กับเพื่อนมนุษย์ ด้วยการไปเป็นแพทย์ชนบทที่ราษีไศล หลังจากรับราชการได้ 5 ปี นพ.สงวนได้ทุนไปเรียนต่อที่เบลเยียมและอังกฤษ เมื่อกลับมาแล้ว เขาก็ยังกลับไปเป็นแพทย์ชนบทต่อที่โรงพยาบาลบัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ซึ่งทั้งที่ศรีสะเกษและนครราชสีมา นพ.สงวนได้เข้าไปบุกเบิกโครงการสุขภาพชุมชน ตั้งแต่เรื่องโภชนาการหมู่บ้านไปจนถึงการจัดตั้งกองทุนยา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น

จุดเปลี่ยนสำคัญของทั้ง นพ.สงวน และโฉมหน้าระบบสาธารณสุขของไทย เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2529 นพ.สงวนย้ายมาทำงานในกระทรวงสาธารณสุข และเริ่มเรียนรู้เรื่องระบบการเงินและงบประมาณสาธารณสุข ซึ่งได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่วางอยู่บนฐานคติที่การรักษาพยาบาลคือ ‘สิทธิ’ ซึ่งเดิมทีนั้นการรักษาพยาบาลของไทยไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะชนบท บางครอบครัวต้องสิ้นเนื้อประดาตัวเพราะไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล หากไม่เช่นนั้นก็ต้องรอให้โรงพยาบาลจำแนกเป็นผู้ป่วยอนาถา รอรับการสงเคราะห์จากโรงพยาบาล 

ราว พ.ศ.2543 นพ.สงวนได้รับทุนจากสหภาพยุโรปให้ทำงานเรื่องปฏิรูประบบสุขภาพ โดยเริ่มทดลองที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ในชื่อโครงการ 70 บาท รักษาทุกโรค เก็บค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วย 70 บาท และโครงการจะจ่ายงบอุดหนุนรายหัวในส่วนที่เหลือ เล่ากันว่าช่วงนั้น นพ.สงวนนำโครงการเข้าไปปรึกษากับรัฐบาล แต่ถูกปฏิเสธกลับมาด้วยคำตอบที่ว่างบประมาณไม่เพียงพอ แต่ นพ.สงวนไม่ล้มเลิกความคิด เขาเดินหน้าศึกษาลู่ทางความเป็นไปได้เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาอย่างทั่วถึง เขานำแนวคิดเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเข้าไปคุยกับพรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งก็ได้รับคำปฏิเสธเหมือนเดิม มีเพียงพรรคไทยรักไทย ที่มี ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค ให้ความสนใจ จนกลายมาเป็นหนึ่งในนโยบายที่ไทยรักไทยนำไปใช้ประกอบการหาเสียงจัดตั้งรัฐบาล จนออกมาในรูปของนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค ของรัฐบาลไทยรักไทยในที่สุด

นพ.สงวนเคยกล่าวเอาไว้ว่า ช่วงแรกของการผลักดันโครงการ สิ่งที่ต้องเผชิญอย่างหนักคือ ความหวาดระแวงว่าโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค จะเป็นเพียงนโยบายประชานิยมของพรรครัฐบาล รวมถึงแรงเสียดทานที่ว่าตนเองทำงานรับใช้นักการเมือง เพื่อแลกกับตำแหน่งหน้าที่การงาน 

“กว่าจะมาขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นใครจะรัก ใครจะชัง ใครจะด่าว่าเรารับใช้นักการเมือง เราก็รู้ตัวเองดีว่าเราไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่เคยมีใครรู้หรอกว่าเขาเสนอให้ตำแหน่งทางการเมืองกับผม แต่ผมไม่เคยรับเลย” 

นอกจากแรงเสียดทานทางสังคมที่ นพ.สงวนต้องเผชิญ สิ่งท้าทายสำคัญที่เกือบทำให้โครงการเดินหน้าต่อไปไม่ได้คือ การได้รับงบประมาณสนับสนุนอย่างจำกัด ซึ่งหากจะให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้ งบรายหัวที่รัฐบาลควรจะจัดสรรให้คือคนละ 2,200 บาท ต่อคนต่อปี ซึ่งในปีแรก พ.ศ.2545 ได้งบประมาณเหมาจ่ายต่อปีคนละ 1,202.40 บาท ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 6 ปี กว่าที่รัฐบาลในขณะนั้นจะจัดสรรงบประมาณมาให้ได้เกือบเท่าที่ตั้งไว้ ซึ่งงบที่ได้คือ 2,100 บาท 

กระนั้น นพ.สงวนก็เห็นว่า หากต้องการให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างถ้วนหน้าจริง จะต้องไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้นที่ขึ้นอยู่กับพรรครัฐบาล เพราะหากภายภาคหน้าเปลี่ยนรัฐบาล โครงการก็อาจถูกพับเก็บไปได้ จึงจำเป็นต้องมีการตราขึ้นเป็นกฏหมายเพื่อบังคับใช้ เป็นที่มาของการตั้ง สำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) เป้าหมายสูงสุดก็เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ บูรณาการ 3 กองทุนเข้าด้วยกัน คือ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม และกองทุนข้าราชการ ซึ่งตั้งแต่จัดตั้งระบบหลักประกันสุขภาพขึ้นมาจนถึง พ.ศ.2558 สามารถช่วยให้คนไทยมีสิทธิรักษาพยาบาลได้ถึง 48.386 ล้านคน หรือราว ๆ 160 ล้านครั้ง หากนับจากการเข้ารับบริการรักษาพยาบาล 

นพ.สงวนกล่าวไว้เสมอตั้งแต่ครั้งที่เริ่มผลักดันระบบขึ้นมาว่า ระบบประกันสุขภาพนั้นอย่างไรเสียเงินมันก็ไม่พอ สิ่งที่ต้องคิดถึงคือในอนาคตต้องมองหาภาษีใหม่ ๆ เข้ามาช่วย เช่น ภาษีกำไรจากการขายหุ้น กำไรจากภาษีการซื้อขายเงินตราในตลาดเงิน และสิ่งหนึ่งที่นายแพทย์ผู้นี้มักกล่าวอยู่เสมอต่อความเห็นต่างคือ 

“หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นระบบของการ ‘เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข’ ในสังคม คนมีช่วยคนจน คนไม่ป่วยช่วยคนป่วย ให้ทุกคนเสียค่าใช้จ่ายในอัตราเดียวกันหรือไม่เสีย เป็นสัญลักษณ์ของประเทศที่มีวัฒนธรรมของประชาคมที่เจริญแล้ว คือการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันในสังคม ไม่ใช่อยู่อย่างตัวใครตัวมัน”

น่าเสียดายที่ นพ.สงวนจากไปด้วยวัย 55 ปี ด้วยโรคมะเร็งปอด เมื่อ พ.ศ.2551 ซึ่งหากหมอยังมีชีวิตอยู่ เขาคงจะได้เห็นว่าระบบหลักประกันสุขภาพที่เขาร่วมปลุกปั้นขึ้นมานั้นยังคงเผชิญกับสิ่งที่เขากังวลเสมอมา นั่นคือความไม่จีรังของโครงการที่แม้ว่าจะถูกทำให้อยู่ในรูปกฎหมายแล้วก็ตาม หากแต่มันยังคงแกว่งไหวไปมาตามรัฐบาลที่เลือกให้ความสำคัญ

 

ที่มา

รำลึกถึงชีวิตและผลงาน นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์
https://www.doctor.or.th/clinic/detail/6968?fbclid=IwAR3rIdJ0hDZPLy9v0pFW24SVmOxS0aNBwDDT4dmtZqCkSpAcQ6zebhmyVCI

๘ เรื่องเพื่อเข้าใจปณิธาน นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้ให้กำเนิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

https://www.sarakadee.com/2017/06/13/8-facts-sanguan-nittayarumpong/?fbclid=IwAR2HPg9MZYihtuk50lylROoUWIbIkujJ7LNIQIeo0TlEi9tjBRMsPqCCT-g

10 ปีการจากไปของ หมอสงวน ฮีโร่บัตรทอง เปลี่ยนคนไข้อนาถาให้ได้สิทธิ์ถ้วนหน้า

 https://thestandard.co/10-years-doctor-sanguan/

เปิดข้อมูล ’30 บาทรักษาทุกโรค’ ปี 2558 ช่วยคนไทยได้มากกว่า 160 ล้านครั้ง
https://www.tcijthai.com/news/2016/15/scoop/6357

ประยุทธ์ ยันไม่เลิก ’30 บาท’ เพียงหาวิธีการให้มันดีขึ้น ขู่ใครพูดอีก มีเรื่องแน่

https://prachatai.com/journal/2015/12/63214

[สาระ+ภาพ] ย้อนฟังประยุทธ์พูดถึง 30 บาทรักษาทุกโรค เวทีไทย-เวทีโลก

https://prachatai.com/journal/2019/09/84476

 

เรื่อง: รวิวรรณ รักถิ่นกำเนิด

 


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Illustrator

ชอบวาดรูป ชอบดูหนัง ชอบเที่ยว ชอบหมา ชอบนอน

Related

สมัย ศรีสมบูรณ์:ช่างซ่อมสู่กำนันยอดเยี่ยมที่ซ่อมได้ตั้งแต่เครื่องยนต์จนถึงเด็กติดยา

อิสราเอล คามาคาวิโวโอเล ชายร่างยักษ์ กับอูคูเลเล่ตัวเล็ก ผู้ใช้เสียงทุ้มนุ่มพาเราข้ามผ่านสายรุ้ง

วารินทร์ เทศนิยม กระเป๋ารถเมล์ที่ยืนหยัดในหน้าที่ แม้ช่วงเวลา “โควิด”

ไคล์ คาร์เพนเตอร์ ทหารหนุ่มอายุน้อยที่สุด ตำนานแห่ง Medal of Honor ที่ยังมีชีวิต

โลกนี้ไม่ได้มีแต่ “พี่ตูน” ที่วิ่งเพื่อคนอื่น ก่อนหน้านี้มีคน “ไม่สำคัญ” คนไหนบ้างที่วิ่งเปลี่ยนโลก

“จอห์น ฮาร์วี่ย์ เคลล็อกก์” คิดค้นคอร์นเฟล็กให้กินแทนการช่วยตัวเอง

สุไลมาน ดาราโอะ:ชาวประมงพื้นบ้านผู้อยากเห็นปูม้าเนื้ออร่อยอยู่คู่ทะเลใต้ไปนาน ๆ

ปราชญา ศิริ์มหาอาริยะโพธิ์ญา เด็กสาวอายุ 14 ปี ผู้ยื่นขอแก้กฎหมายเพื่อเพื่อนที่มีอาการซึมเศร้า