Post on 18/11/2020

ซาราห์ แมคไบร์ด ส.ว. สตรีข้ามเพศคนแรกของสหรัฐอเมริกา

“เราทำได้แล้ว เราชนะการเลือกตั้ง ขอบคุณมาก ขอบคุณมาก ๆ ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ ดิฉันหวังว่าในค่ำคืนนี้จะแสดงให้กลุ่มเด็ก LGBTQ เห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยของเรามีพื้นที่ใหญ่พอสำหรับพวกเขาด้วยเช่นกัน”

นี่คือทวีตแรกของ ซาราห์ แมคไบร์ด (Sarah McBride) สตรีข้ามเพศวัย 30 ปี ที่เธอทวีตหลังจากรู้ว่าเธอชนะการเลือกตั้งและได้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา (State Senate) ประจำรัฐเดลาแวร์ เขต 1 ได้สำเร็จ ทำให้เธอกลายเป็นสมาชิกวุฒิสภาข้ามเพศคนแรกของสหรัฐอเมริกา

ซาราห์ลงสมัครชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาในสังกัดพรรคเดโมแครต และได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนไปอย่างล้นหลามถึง 73% เอาชนะ สตีฟ วอชิงตัน ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันไปอย่างขาดลอย ซึ่งกว่าที่ซาราห์ แมคไบร์ด จะมายืนได้ถึงจุดนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย และนี่คือเรื่องราวของสมาชิกวุฒิสภาข้ามเพศคนแรกของสหรัฐอเมริกา

ซาราห์ แมคไบร์ด เกิดที่รัฐเดลาแวร์ ในปี 1990 เธอรู้มาตลอดว่าตัวเธอนั้นเป็นผู้หญิง แต่พยายามเก็บซ่อนตัวตนที่แท้จริงของเธอเอาไว้ เพราะไม่ตรงกับเพศกำเนิด เธอรู้สึกเหมือนกับ LGBTQ คนอื่น ๆ ที่รู้สึกอยากกลับบ้านตลอดเวลา แต่บ้านในที่นี้ ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้าง แต่เป็นการได้กลับไปเป็นตัวของตัวเองตามที่เธอต้องการ มีบ่อยครั้งที่ซาราห์ส่องกระจกแล้วพูดออกมาว่า “ฉันคนข้ามเพศ” แต่หลังจากนั้นไม่นาน ความรู้สึกละอายได้ถาโถมเข้าหาเธอ และต้องพูดกับตัวเองใหม่ว่า “ไม่ ฉันไม่ใช่” เพราะในตอนนั้นภาพลักษณ์ที่เธอได้รับรู้เกี่ยวกับคนข้ามเพศคือเป็นเพียงตัวตลกในซิตคอม และเธอไม่อยากเป็นตัวตลกในสายตาใคร

“ฉันจำได้ว่าตอนเด็ก ฉันภาวนาก่อนนอนทุกคืน รวมถึงทุกครั้งที่โยนเหรียญขอพร หรือทุกครั้งที่อธิษฐานเป่าเค้กวันเกิด พรที่ฉันขอมีเพียงข้อเดียว คือ ขอให้ตื่นขึ้นมาแล้วกลายเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นตัวตนที่แท้จริงของฉัน และทำให้ครอบครัวภูมิใจในตัวฉัน”

ซาราห์ยังคงเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดที่ไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง แต่เธอก็พยายามหาทางได้แสดงตัวตนของเธอออกมาบ้าง อย่างเช่นในการแต่งชุดผู้หญิงในวันฮาโลวีน 

ซาราห์เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยอเมริกัน เธอได้รับเลือกเป็นประธานนักศึกษา โดยเธอได้ทำบ้านพักสำหรับกลุ่มคนไม่ระบุเพศ (Gender-Neutral) และเสนอให้มีวิชาโทเพศวิถีและเควียร์ขึ้น (Sexuality and Queer) แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอมีความสุข เพราะยังคงไม่สามารถเป็นตัวเองได้ จนกระทั่งวันฮาโลวีน เธอยังคงแต่งตัวด้วยชุดผู้หญิงเหมือนทุกปี รูปภาพของเธอได้ถูกอัปโหลดขึ้นบนเฟซบุ๊ก มีคนมาคอมเมนต์ว่า “เฮ้ย! เจ๋งว่ะ” มันทำให้เธอคิดได้ว่า เธอน่าจะแต่งตัวแบบนี้ในทุก ๆ วัน ไม่ใช่แค่วันฮาโลวีน และช่วงนั้นเองเป็นช่วงที่เธอเริ่มรู้สึกทนไม่ไหวกับการที่ต้องอยู่ในสภาพนี้ต่อไป

“ความเจ็บปวดมันแย่ลงเรื่อย ๆ มันไปถึงจุดที่ยากลำบากมากในการจะผ่านไปได้ในแต่ละวัน ฉันหมดแรงเลย ฉันไม่มีสมาธิกับสิ่งใดเลย ฉันไม่มีความสุข”

จนที่สุดเธอได้เปิดตัวกับเพื่อนที่เรียนอยู่ที่แอฟริกา การที่เลือกเปิดตัวกับเพื่อนที่อยู่ห่างไกลกว่า 8,000 ไมล์ มันทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยและไม่มีความเสี่ยง อย่างน้อยถ้าเพื่อนเธอรับไม่ได้ ก็ยังไม่ต้องเจอหน้ากัน แต่โชคดีที่เพื่อนเธอสนับสนุนและยอมรับในตัวเธอ และในวันคริสต์มาส ปี 2011 เธอได้เลือกเปิดตัวกับครอบครัว ซึ่งเธอมั่นใจว่าทุกคนสามารถยอมรับได้ เนื่องจากพี่ชายของเธอก็เพิ่งเปิดตัวว่าเป็นเกย์ไปก่อนหน้านี้ไม่นาน 

“ฉันบอกแม่ว่า หนูคิดเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศและรสนิยมทางเพศของฉันมาโดยตลอด และหนูก็ได้ข้อสรุปแล้วว่า หนูคือคนข้ามเพศ” 

จากนั้นเธอเปิดตัวกับเพื่อน ๆ ในสัปดาห์ต่อมา ซึ่งคือวันที่เธอดำรงตำแหน่งประธานนักศึกษาวันสุดท้าย และเธอได้บอกให้โลกได้รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของ ซาราห์ แม็คไบร์ดคือใคร ผ่านหน้าบทความคิดเห็นพิเศษในหนังสือพิมพ์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งทุกคนเข้าใจและยอมรับในตัวตนของเธอ

“ตอนแรกฉันกลัวกับการตอบรับของคนในมหาวิทยาลัยมีให้ฉันหลังจากที่เปิดตัว แต่ทุกคนสนับสนุนฉันอย่างเต็มที่ หลายคนเดินเข้ามาพูดกับฉันว่า ‘ฉันหวังว่าในตอนนี้คุณคงมีความสุขนะ’” ซึ่งประโยคเหล่านี้เป็นพลังขับเคลื่อนเล็ก ๆ ให้เธอก้าวไปสู่กระบวนการการแปลงเพศ 

“ฉันไม่ได้แปลงเพศเพื่อให้มีความสุข แต่ฉันแปลงเพศเพื่อที่จะได้เป็นตัวของตัวเอง” 

แต่เมื่อแปลงเพศแล้ว เธอกลับต้องเผชิญกับอุปสรรคใหม่ นั่นก็คือการเลือกปฏิบัติ การดูถูกเหยียดหยาม ตลอดจนการวิพากษ์วิจารณ์ในรูปร่างของเธอ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทำให้หลายครั้ง เธอถูกมองข้าม ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างที่ควรจะเป็น และทำให้ความมั่นใจของเธอลดลง

“เคยมีคนบอกฉันว่า ฉันมีความเป็นหญิง (feminine) มากเกินไป มันทำให้ฉันดูไม่น่าเชื่อถือและถูกนำไปล้อเลียน กลายเป็นว่าสังคมให้การยอมรับ พึงพอใจในความเป็นชาย (masculinity) มากกว่า ขณะเดียวกันถ้าฉันมีความเป็นหญิงไม่พอ ฉันก็ไม่ใช่ ‘หญิงแท้’ (real woman) ในแบบที่สังคมต้องการ”

แต่สุดท้ายแล้วซาราห์นำคำดูถูกเหยียดหยามที่บอกว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงมาเป็นแรงผลักดันก้าวข้ามผ่านสิ่งเหล่านั้น และทำให้เธอมีความสนใจในงานด้านการเมือง กลายเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศในทุกเพศ และส่งเสริมสิทธิของกลุ่ม LGBTQ

“โฮโมโฟเบีย, ทรานส์โฟเบีย และการกีดกันทางเพศล้วนมีรากฐานมาจากความอคติทั้งสิ้น ความเชื่อที่ว่าเพศกำเนิดจะเป็นตัวกำหนดว่าเราเป็นใคร เราจะรักใคร เราควรทำตัวอย่างไร และเราต้องทำอะไร นั่นทำให้เห็นว่าสิทธิของ LGBTQ ก็คือเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศ” 

ซาราห์เคยฝึกงานในทำเนียบขาว ในงานด้านเกี่ยวกับสิทธิของ LGBTQ ในสมัยของประธานาธิบดี บารัค โอบามา รวมถึงเคยทำงานกับ แจ็ค มาร์แคล อดีตผู้ว่าการรัฐเดลาแวร์, และ โบ ไบเดน อดีตอัยการสูงสุดแห่งรัฐเดลาแวร์

ในปี 2013 เธอเข้าร่วมคณะกรรมการขับเคลื่อนสิทธิ LGBTQ ประจำรัฐเดลาแวร์ และเป็นผู้สนับสนุนการออกกฎหมายป้องกันการก่ออาชญากรรมที่มาจากความเกลียดชัง (hate crime) ที่มีต่อคนข้ามเพศในรัฐเดลาแวร์ โดยแจ็ค มาร์แคล อดีตผู้ว่าการรัฐเดลาแวร์ ได้กล่าวชื่นชมซาราห์ที่ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งกฎหมายนี้ 

“ผมต้องขอบคุณซาราห์เพื่อนของผม เธออธิบายถึงความยากลำบาก การฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อให้ได้มาซึ่งอัตลักษณ์ทางเพศของเธอ ต่อหน้าที่ประชุมสมัชชาด้วยความกล้าหาญ การสนับสนุนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของเธอเป็นแรงผลักดันให้สามารถผ่านกฎหมายฉบับนี้ออกมาได้อย่างงดงาม ซึ่งจะช่วยสร้างความแตกต่างอย่างแท้จริงให้แก่คนข้ามเพศทุกคนในเดลาแวร์”

ซาราห์ แต่งงานกับ แอนดรูว์ เครย์ (Andrew Cray) นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน LGBTQ ในเดือนสิงหาคม 2014 แต่หลังจากนั้นเพียง 4 วัน แอนดรูว์ก็เสียชีวิตจากโรคมะเร็งในช่องปาก ซาราห์ได้เผยว่าแอนดรูว์เป็นผู้ที่สอนให้เธอมีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น “แอนดรูว์บอกฉันว่า เราไม่สามารถชนะใจคนด้วยการไปบังคับให้คนอื่นเปิดตัว (outing) หรอกนะ แต่เราจะชนะใจเขาได้ด้วยการเปลี่ยนใจและทัศนคติของเขา ด้วยการออกกฎหมายที่เหมาะสมกับพวกเขา ด้วยการปรับปรุงนโยบายต่าง ๆ ให้ทันสมัย ด้วยการสร้างพื้นที่ที่เขารู้สึกสบายใจที่จะเปิดตัว”

นอกจากนี้ซาราห์ยังเป็นโฆษกของ Human Rights Campaign องค์กรสนับสนุนสิทธิของ LGBTQ ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา เธอได้สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งในปี 2016 ด้วยการเป็นคนข้ามเพศคนแรกที่ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยในการประชุมใหญ่ของพรรคเดโมแครต (Democratic National Convention) และในปี 2018 เธอได้ออกหนังสือ ‘Tomorrow Will Be Different’ เล่าถึงเรื่องราวการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมทางเพศของเธอและสามีในรัฐเดลาแวร์และในระดับชาติ

ซาราห์จะเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาในเดือนมกราคม 2021 หลังจากที่ตำแหน่งของ ส.ว. คนเก่าหมดวาระลง ซึ่งเธอได้เตรียมตัวที่จะเข้ารับตำแหน่ง และพร้อมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ประเทศนี้แล้ว

“ฉันไม่ได้ลงสมัครเพื่อสร้างประวัติศาสตร์หรือเพื่อเป็นข่าวหน้าหนึ่ง แต่ฉันลงสมัครเพื่อสร้างความแตกต่างให้แก่ชุมชนนี้ และฉันจะทำหน้าที่ตัวแทนรัฐและ LGBTQ ให้ดีที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้”

เรื่อง: กฤตพล สุธีภัทรกุล

อ้างอิง

https://edition.cnn.com/2020/11/04/politics/sarah-mcbride-delaware-state-senate/index.html

https://www.nbcnews.com/feature/nbc-out/sarah-mcbride-become-first-transgender-state-senator-u-s-history-n1246211

https://news.delaware.gov/2013/06/19/governor-signs-gender-identity-nondiscrimination-act/

https://people.com/politics/election-2020-sarah-mcbride-first-openly-transgender-state-senator-in-delaware/

https://philadelphia.cbslocal.com/2020/11/04/delaware-sarah-mcbride-elected-first-transgender-state-senator-in-united-states/

https://twitter.com/SarahEMcBride/status/1323805254081761282

https://sarahmcbride.com/about-sarah/

https://www.thelily.com/from-unwavering-ache-to-advocacy-sarah-mcbrides-journey-breaking-barriers-as-a-transgender-woman/

https://unothegateway.com/sarah-mcbride-set-to-become-first-transgender-state-senator-in-u-s-history/

https://victoryfund.org/candidate/sarah-mcbride/

https://www.washingtonblade.com/2020/11/11/sarah-mcbride-prepares-for-new-role/

https://youtu.be/7AF2mr4d_Qg

https://youtu.be/Kw5vyJ30djM


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

แดเนียล เครก Bond and Beyond

“วราวุธ” นำทีม ทส. ลงพื้นที่วัดมังกรกมลาวาส ร่วมรณรงค์ “ชีวิตวิถีใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม”

‘เอส แอนด์ พี’ ขอส่งความสุข ด้วยเค้ก คุกกี้ และชุดตะกร้าของขวัญ ปี 2021

สัมภาษณ์ จันจิรา สมบัติพูนศิริ: การเมือง ความเป็นไทย อยู่ตรงไหนบนแผนที่โลก

ซีเจ เมเจอร์ เปิดตัวภาพยนตร์โรแมนติกแห่งปี “Classic Again จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ”พร้อมชวนคนดูร่วม “เปิดกล่องความทรงจำไปกับรักครั้งแรก”

อกาธา คริสตี : เคยหายตัวแบบ Gone Girl 11 วัน ปริศนาชีวิตของราชินีขี้อายแห่งวงการนวนิยายอาชญากรรม

ครูเคลมองต์ มาติเยอร์ ภาพยนตร์ The Chorus: ผู้ใหญ่สมัยนั้นที่เด็กสมัยนี้มองหา

เกษรวิลเลจ รวม 12 ร้านเด็ดสำหรับคน Work From Home ส่งให้ถึงมือ