Post on 08/03/2019

ซิด ไมเออร์ ผู้ให้กำเนิด Civilization

(ซ้าย-บน) ภาพจากเกม Civilization ภาคแรก (ซ้าย-ล่าง) ภาพจากเกม Civilization 6 (ขวา) ซิด ไมเออร์ ในงานประชุมนักพัฒนาเกมเมื่อ 12 มีนาคม 2010 (Official GDC)

Civilization หรือ “อารยธรรม” ในภาษาไทยราชบัณฑิตให้นิยามไว้หมายถึง “ความเจริญของสังคมในทุกด้านที่ได้สั่งสมมา ทั้งการเมืองการปกครอง กฎหมาย เศรษฐกิจ ศิลปะ วิทยาการ ศีลธรรม ความเชื่อทางศาสนาที่เป็นระบบ และวัฒนธรรม”

แต่สำหรับคนที่เป็นคอเกมวางแผน Civilization คือเกมวางแผนแบบผลัดกันเล่นยอดนิยม ที่ผู้เล่นจะเป็นผู้นำพาแต่ละอารยธรรมเดินไปข้างหน้า ซึ่งแต่ละหมากที่เดินไปอาจจะหมายถึง “ความเจริญ” หรือการได้เปรียบผู้เล่นอื่นก็ได้ แต่ขณะเดียวกันมันก็อาจพาอารยธรรมนั้นไปสู่ “ความล้าหลัง” และล่มสลายได้เช่นกัน

เกมชุดนี้ออกภาคแรกมาตั้งแต่ปี 1991 สมัยที่ภาพยังเป็นพิกเซลแตก ๆ แบบสองมิติ มันกลายมาเป็นเกมดังขายดีในทันที และมีภาคต่ออกมาเรื่อย ๆ ถึงปัจจุบัน โดยมีภาคหลักทั้งหมด 6 ภาค และภาคเสริมล่าสุดก็เพิ่งออกเมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา (2019)

และชื่อเต็ม ๆ ของเกมชุดนี้ก็คือ Sid Meier’s Civilization ตามชื่อของ ผู้พัฒนาเกมนี้ขึ้นมานั่นเอง

ซิด ไมเออร์ (Sid Meier) เกิดที่ออนตาริโอ ในแคนาดา ก่อนย้ายมาเรียนที่สหรัฐฯ จนจบวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน เขาเป็นคนที่ชอบเล่นเกมมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่ไม่ใช่วิดีโอเกม (เขาเกิดปี 1954) หากเป็นพวกตุ๊กตาทหารต่อสู้กันและพวกบอร์ดเกมต่าง ๆ พอเข้าเรียนเขาก็สนใจคอมพิวเตอร์และมาเรียนด้านนี้ ระหว่างเรียนก็เคยออกแบบเกมง่าย ๆ อย่าง OX (หรือ Tic-tac-toe)

จนกระทั่งมีการเปิดตัวเครื่องเล่นเกม “Atari” ทำให้เขาเห็นว่าเกมกับคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งที่ไปกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ ตอนนั้นเขาเรียนจบแล้ว และได้มาทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ให้กับบริษัท General Instrument Corporation เขาใช้เวลาว่างศึกษาวิธีการแฮกคอมพิวเตอร์ และได้ลองทำเกมเลียนแบบ Space Invader เกมยานยิงมนุษย์ต่างดาว ก่อนเอาไปปล่อยในเน็ตเวิร์กของที่ทำงาน ทำเอาเพื่อนร่วมงานติดงอมแงม จนเจ้านายต้องสั่งให้เขาเอามันออกจากระบบ

ที่นี่เขายังมีเพื่อนสนิทที่เล่นเกมแข่งกันประจำ วันหนึ่งพวกเขาเล่นเกม Red Baron เกมบังคับเครื่องบินบนเครื่อง Atari บิล สตีลีย์ (Bill Stealey) เพื่อนซี้อดีตทหารอากาศที่แพ้ไมเออร์มาทุกเกมเชื่อว่าถ้าเป็นเกมนี้เขาจะต้องชนะไมเออร์ได้แน่ ๆ แต่ก็ยังแพ้อีกตามฟอร์ม หลังชนะได้ไมเออร์ยังโม้อีกว่า เกมนี้ก็ดีอยู่นะ แต่เขาเชื่อว่าเขาจะสามารถทำเกมบังคับเครื่องบินเสมือนจริงที่ดีได้ยิ่งกว่านี้อีก

ฝ่ายสตีลีย์ก็เลยบอกว่า “ถ้านายทำได้ เราก็ขายได้” ไมเออร์ทำตามคำท้าออกแบบเกมบังคับเครื่องบินในชื่อ Hellcat Ace ออกมา ฝ่ายสตีลีย์ก็เอาไปขายได้เงินมาสองแสนดอลลาร์ ทั้งคู่เห็นทางที่จะก้าวหน้าในทางนี้ได้จึงพากันลาออกจากงานมาร่วมกันพัฒนาเกมที่ MicroProse ที่ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Sid Meier’s Civilization

นอกเหนือไปจากตัวเกมแล้ว สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเกมของไมเออร์ก็คือ การตั้งชื่อ เราจะเห็นเกมหลายเกมที่เขาออกแบบจะต้องมีชื่อของเขานำหน้าเพื่อบอกความเป็นเจ้าของอยู่เสมอ ซึ่งน้อยเกมนักที่จะทำอะไรแบบนี้ บางคนเห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าคนแบบนี้น่าจะเป็นพวกอีโก้สูงชอบเอาตัวเองเป็นที่ตั้งรึเปล่า?

แต่จากปากคำของคนใกล้ชิดยืนยันว่า ไมเออร์ไม่ใช่คนแบบนั้นเลย ไอเดียที่จะเอาชื่อเขามาประดับหน้าชื่อเกมก็ไม่ใช่ไอเดียของเขาเอง แต่เป็นสตีลีย์ ตอนนั้นเกมขายดีของพวกเขาคือเกมจำลองการบินเป็นหลัก แล้วจู่ๆ ไมเออร์ก็ได้ไอเดียจะทำเกมเกี่ยวกับโจรสลัดออกมา ตอนแรกสตีลีย์ก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องที่บ้าบอมาก ก่อนคิดขึ้นได้ว่าถ้าแฟน ๆ ของไมเออร์ที่ตามเกมขับเครื่องบินของพวกเขามาตลอดรู้ว่าไมเออร์เป็นคนทำเกมโจรสลัดเกมนี้ แฟน ๆ อาจจะตามมาซื้อเกมแนวใหม่ของพวกเขาก็ได้ มันเลยเป็นที่มาของ Sid Meier’s Pirates! เกมแรกที่มีชื่อของไมเออร์นำหน้า  

หลังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามกับเกมโจรสลัดที่ถือว่าเป็นการเปิดหน้าใหม่ของวงการเกมสมัยนั้น โปรเจกต่อมาอย่าง Railroad Tycoon เกมวางแผนพัฒนาบริษัทเดินรถไฟก็ยิ่งทำให้ไมเออร์เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น และปีต่อมาไมเออร์ก็ได้ปล่อย Civilization เกมวางแผนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเกมหนึ่งในประวัติศาสตร์และทำให้ ซิด ไมเออร์ กลายเป็นหนึ่งในตำนานของวงการเกม

จะเห็นได้ว่าเมื่อก่อนเกมของแต่ละบริษัทสามารถออกกันได้แบบติด ๆ อย่างภาคแรกของ Civilization พวกเขาใช้ทีมในการผลิตเพียงไม่ถึงสิบคนใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปีก็เสร็จ ด้วยความที่ข้อจำกัดสำคัญคือหน่วยความจำทำให้พวกเขาใส่อะไรเข้าไปได้ไม่มาก ถึงอย่างนั้น Civilization ต้นฉบับซึ่งออกแบบมาเพื่อเล่นบนระบบ MS-DOS ก็ยังมีอารยธรรมให้เลือกมากถึง 15 อารยธรรม

ผู้เล่นจะสามารถเลือกเล่นเป็นผู้นำที่มีตัวตนจริง ๆ ในประวัติศาสตร์ (หรือจะเปลี่ยนชื่อก็ได้ตามสะดวก) ซึ่งแต่ละอารยธรรมก็จะมีบุคลิกที่ต่างกันไปและยังมีเทคโนโลยีเริ่มต้นที่ต่างกัน แม้จะเริ่มต้นที่ยุค 4000 ปีก่อนคริสตกาลพร้อมกัน แต่แต่ละอารยธรรมก็จะมีความได้เปรียบเสียเปรียบที่ต่างกันไป ทำให้ผู้เล่นต้องวางแผนให้ดีว่าจะพาอารยธรรมของตนไปในทิศทางใดเพื่อปิดข้อด้อยและเสริมจุดแข็งให้กับตัวเอง

เกมนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากหลาย ๆ เกม เช่น Sim City เกมพัฒนาเมืองที่แสดงให้เห็นว่า คอมพิวเตอร์เกมไม่จำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของความรุนแรงไล่ฆ่ากัน รวมถึงบอร์ดเกมในชื่อเดียวกันว่า “Civilization” ออกแบบโดย ฟรานซิส เทรชแฮม (Francis Tresham) นักออกแบบเกมชาวอังกฤษ ซึ่ง Avalon Hill ได้สิทธิเป็นผู้จัดจำหน่ายในสหรัฐฯ  และบรูซ เชลลี (Bruce Shelley) หนึ่งในทีมออกแบบบอร์ดเกมของ Avalon Hill ก็เป็นหนึ่งในทีมที่มาช่วยพัฒนาเกมร่วมกับไมเออร์

ปัจจุบันเกมได้ขยายรูปแบบการเล่นออกไปมาก มีระบบศาสนา ระบบการปกครอง การเลือกใช้นโยบายส่งเสริมกิจการต่าง ๆ และเพิ่มเรื่องของภัยธรรมชาติ อย่างเช่น พายุ น้ำท่วม ภูเขาไฟระเบิด หรือปัญหาโลกร้อน ให้ผู้เล่นต้องวางแผนรับมือ

เกมของเขาเกี่ยวพันกับเรื่องของประวัติศาสตร์มีการใส่เกร็ดความรู้เกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ของแต่ละอารยธรรม รวมถึงสิ่งมหัศจรรย์ของโลกซึ่งผู้เล่นจะได้โบนัสจากการก่อสร้างเหล่านั้น ในทางหนึ่งก็มีส่วนช่วยให้คนที่ไม่รู้ได้รู้ หรือจุดประกายให้คนเกิดความอยากรู้อยากศึกษาเพิ่มเติม ขณะเดียวกันเกมทำนองนี้ก็มักมีนักวิชาการท้วงติงถึงความถูกต้องของข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ถูกนำมาใช้ในเกม

เพื่อเลี่ยงปัญหาโดยใช่เหตุ ไมเออร์จึงเลือกที่จะไม่เอาผู้นำที่มีปัญหาภาพลักษณ์อย่าง “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” มาปรากฏอยู่ในเกมเลย (แต่ก็ยังมีคนอยากเป็นฮิตเลอร์ และสร้าง Mod หรือตัวเพิ่มเติมดัดแปลงเกมให้มีฮิตเลอร์เป็นตัวเลือกอยู่เรื่อย ๆ )

และครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์กับ The New York Times ถึงจุดประสงค์ของการพัฒนาเกมชุดนี้ขึ้นมาว่า “เราไม่ได้พยายามจะผลิตซ้ำประวัติศาสตร์ เราแค่มอบเครื่องมือและองค์ประกอบทางประวัติศาสตร์ให้คุณลองดูว่า ถ้าคุณอยู่ในอำนาจแล้วผลมันจะเป็นยังไง”

ด้วยชื่อเสียงและความสำเร็จ ทำให้มีคนชอบถามไมเออร์ว่าถ้าอยากจะเป็นนักออกแบบเกม ต้องทำอย่างไร? ไมเออร์บอกว่ามันมีวิชาพื้นฐานทางเทคนิคที่มีประโยชน์อยู่หลายวิชาที่น่าเรียน แต่ที่สำคัญคือการมองหาความสนใจอื่นๆ เพราะเกมมันเป็นเรื่องอะไรของอะไรบางอย่างที่นอกเหนือไปจากเรื่องของเทคนิค เขาจึงอยากให้คนที่สนใจจะเป็นนักออกแบบเกมต้องให้ความสนใจกับเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ตัวเกมเท่านั้น

“เกมจะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอะไรสักอย่าง ไม่ใช่แค่เกมที่ไปพ้องไปต้องกับเกมอื่น ผมจึงหวังว่าหลาย ๆ คนจะสนใจเรื่องของประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ดนตรี หรืออะไรก็ตามแต่ แล้วเอาเรื่องที่เขาสนใจมาปรับเป็นเกมได้ ซึ่งก็จะช่วยขยายขอบเขตจากสิ่งที่เราทำอยู่ ไม่ใช่แค่สร้างเกมที่คล้ายกับเกมที่เคยทำกันมาก่อน” ไมเออร์กล่าว (Rev3Games)


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ และต่างประเทศ