Post on 06/11/2021

บทสัมภาษณ์ SILVY: bully, เพศหลากหลาย และการออกจากกรอบ beauty standard ด้วยความมั่นใจไซซ์ XL

“เราเจ็บกับรูปลักษณ์ภายนอกที่อ้วนแล้วหนึ่ง เรารู้แล้วว่าอันนี้เป็นปัญหาหลักที่คนจะชอบมาสั่งเราว่า อ้วนมันไม่น่ารัก มันต้องผอมกว่านี้”

คือคำพูดของ ‘ซิลวี่ – ภาวิดา มอริจจิ’ หรือ ‘SILVY’ ถึงความคิดเบื้องหลังบทเพลง ‘XL’ ที่เขียนขึ้นจากประสบการณ์ที่เคยถูก beauty standard กดทับ จนรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากที่จะรักตัวเอง

นับจากเรื่องของการถูก bully เรื่องที่ถูกกดทับด้วย beauty standard รวมถึงเรื่องราวของการ come out กับครอบครัวและผู้คนว่าเธอคือหนึ่งคนที่อยู่ใน LGBTQIA+ ซิลวี่ย้อนพูดคุยถึงเรื่องราวในอดีต ตั้งแต่วันที่พยายามจะเปลี่ยนตัวเองให้ตรงตามมาตรฐานสังคม จนถึงวันที่ปลดล็อกตัวเอง และเลือกส่งต่อความสุขของการ ‘รักตัวเอง’ ให้กับผู้คน ด้วยคำที่ซิลวี่ย้ำชัดตลอดบทสนทนาว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นสาวไซซ์ไหน ไซซ์ S หรือ plus size ทุกคนก็สวยงาม

S M L but I like it XL!

 

The People: ย้อนเล่าเรื่องราวในวัยเด็กสักหน่อย ผ่านประสบการณ์แบบไหนมา

ซิลวี่: เราเด็กภูเก็ต เด็กใต้ แล้วก็เป็นเด็กค่อนข้างที่จะเกเรนิด ๆ แล้วก็ซ่า ๆ แบบมั่นใจ ไม่ได้มั่นใจในตัวเองนะ มั่นใจในเรื่องเสียงร้องเพลงของตัวเองมาก แล้วก็เป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยกล้าแสดงออกเท่าไร แต่ว่าไม่ได้มีความสงสัย หรือความคับแค้นในใจตัวเองว่าฉันเกิดมาอ้วนไม่เหมือนคนอื่น แล้วฉันดูไม่ดีอะไรอย่างนี้ เราจะมีความ proud ในรูปร่างของตัวเองประมาณหนึ่ง ถึงแม้ว่าเราจะโดนแซว หรือโดนอะไรอย่างนี้ เรากล้าที่จะตอบกลับ กล้าที่แสดงจุดยืนชัดเจนมาก เราเป็นคนค่อนข้างไม่ยอมคนตั้งแต่เด็กเลย

 

The People: เริ่มรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าตัวเองร้องเพลงได้ ร้องเพลงเพราะ และอยากร้องเพลง

ซิลวี่: แม่เล่าให้ฟังว่าตั้งแต่สมัยแบบเด็ก ๆ เลยจะชอบร้องออกมาเป็นเสียงเพลงอะไรอย่างนี้ใช่ไหม แต่ว่าถ้าที่ตั้งใจที่จะเอาดีด้านนี้ก็ประมาณช่วง 7 – 8 ขวบ ที่เริ่มเรียนร้องเพลงครั้งแรก เรียนแล้วรู้สึกชอบ แล้วก็รู้สึกอยากจะทุ่มเทกายและใจให้กับตรงนี้ เพราะว่าเราค่อนข้างเป็นเด็กเกเร ไม่ค่อยรักเรียนเท่าไร เป็น feel แบบว่า ไม่เก่งวิชาการ เก่งปฏิบัติ เป็นเด็กกิจกรรมตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วพอเรามาลองเรียนร้องเพลงแล้วก็รู้สึกว่า เฮ้ย! เราอาจจะทำสิ่งนี้ได้ดีนะ โรงเรียนร้องเพลงที่เรียนนี่คือโรงเรียนของครูอ้วน – มณีนุช แล้วเขาก็มีการจัดการประกวดอยู่บ่อย ๆ ได้ขึ้นมากรุงเทพฯ ประกวด ได้แข่งกับเด็กกรุงเทพฯ แล้วก็แข่งระดับภาค ระดับภาคเสร็จ มาแข่งระดับประเทศ เราก็เลยจะคุ้นชินกับการประกวดบนเวทีร้องเพลงค่อนข้างมาก

 

The People: จุดเริ่มต้นของการประกวดรายการ The Star 

ซิลวี่: น่าจะเป็นจุดที่เราเห็นรุ่นพี่ที่เราประกวดร้องเพลงมาด้วยกันนะ พี่แก้ม พี่โดม พี่เกด เขาก็เป็นเด็กภูเก็ตเหมือนกัน ประกวดด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ เลย แล้วเราก็เห็นว่าเขาทำได้ เรารู้สึกว่าอยากลอง พอเราอายุถึงปุ๊บ 15 จำได้เลยเพิ่งได้บัตรประชาชนเอง ไปเลย เข้าเลย แล้วก็ไปกับคุณแม่ ตี 4 ไปต่อแถวที่หาดใหญ่ แล้วก็เข้าไป audition เลย ด้วยความคิดที่ว่าอยากเป็นศิลปิน อยากเป็นนักร้อง แล้วก็อยากพิสูจน์ตัวเองว่าเรามีดีด้านนี้ เราจะไปได้ไกลถึงไหน

 

The People: เคยเห็นซิลวี่เล่าว่าคุณย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ด้วยตัวคนเดียวเอง เข้ามาเพราะการประกวดครั้งนั้นเลยไหม

ซิลวี่: ใช่ คือพอเราประกวดเสร็จแล้ว ถึงแม้ว่าเราไม่ได้ที่หนึ่ง แต่เราได้เซ็นสัญญา คือเราเป็นเด็กที่ถ้ามีฝันก็จะตามล่าฝัน เป็นนักล่าฝันตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วก็รู้สึกว่า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ที่หนึ่ง แต่ฉันได้เซ็นสัญญาแล้ว ฉันก็ยังมีโอกาสนะ ตอนนั้น fight กับแม่ เถียงกันแบบ แม่ หนูจะอยู่ หนูต้องอยู่ ยังไงก็ต้องอยู่กรุงเทพฯ เพราะว่างานมันอยู่ที่นี่ มันยังมีงานต่อ มันยังมีต้องไปคอนเสิร์ต ต้องไปเดินสาย ไปออนทัวร์ ก็ขอเขาอยู่คนเดียวเลยที่กรุงเทพฯ บวกกับแม่ขึ้นมาไม่ได้ เรามีกัน 2 คนในครอบครัว เพราะพ่อเสียชีวิตแล้ว ที่ภูเก็ตก็จะไม่มีใครดูแลบ้าน แม่ก็เลยต้องปล่อยมาให้อยู่คนเดียวด้วยความจำเป็น แล้วเราก็ดีใจที่ได้อยู่ เพราะว่าคิดไว้แล้วว่าจะอยู่กรุงเทพฯ แล้วก็จะเต็มที่กับตรงนี้ จะเป็นศิลปินให้ได้

 

The People: หลังจากนั้นเป็นอย่างไรต่อ ได้ทำงานหรือเดินตามฝันอย่างไรบ้าง

ซิลวี่: จำได้ว่าตอนแรกมีละครเรื่อง ‘รักเกิดในตลาดสด’ เข้ามา ทางช่อง 3 เป็นละครเรื่องแรกในชีวิต แล้วก็ได้เล่นเป็นบทกิมแช ก็คือเป็นบทเด็กอ้วนคนหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็มีร้องเพลงประกอบละครบ้าง แต่หลัก ๆ ที่หนัก ๆ ที่สุด ที่ไปแบบไปใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้นเลยคือการได้เป็นนักแสดงสมทบละครเวที เป็น dancer ด้วย เป็นนักแสดงด้วย สมทบอยู่ข้างหลังตัว main อีกที ก็ใช้เวลาตรงนั้นไปเกือบ ๆ 5 ปี

 

The People: ตอนไหนที่เริ่มรู้สึกเจ็บปวดเพราะถูกตัดสินจากรูปร่าง

ซิลวี่: ก่อนหน้านี้ไม่ได้รู้สึกมีผลเท่าไร เพราะว่าตอนที่เราอยู่กับพ่อแม่ คือพ่อเราก็เป็นคนอ้วน เราก็เลยไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่คนจะ bully แต่ถามว่า ตอนเด็ก ๆ มีโดน bully ไหม ก็โดน แต่ว่าก็ไม่ได้รู้สึกหนักหนาเท่ากับตอนที่เราเข้ามาในวงการ แล้วมันเริ่ม เรามี spotlight คนก็เริ่มแบบว่า อุ๊ย! ถ้าผอมกว่านี้ สวยกว่านี้แน่นอน คนก็เริ่มแบบ อุ๊ย! ถ้าผอมกว่านี้ ได้บทนี้นะอะไรอย่างนี้ เรารับรู้ถึงตรงนี้ได้ชัดเจนก็เมื่อตอนที่เราเข้ามาในวงการ 

ตอนอายุ 15 ครั้งแรกเลยที่ได้ลอง audition ละครเวที บทแรกที่เราเคยได้ cast คือเป็นบทนางเอก แล้วเราโดนสั่งลดน้ำหนักว่า ถ้าลดน้ำหนักได้เป็นนางเอกเลยนะ จะให้ audition เป็นนางเอกเลยอะไรอย่างนี้ เราก็ตะบี้ตะบันลด อยากทำให้ได้ แล้วก็พยายามทำ พยายามลดน้ำหนัก พยายามฝึกซ้อมตัวเอง ทำทุกอย่าง แล้วสุดท้ายพอวัน audition ก็ไม่ได้อยู่ดี แล้วก็บวกกับว่า เราได้รับแรงกดดันเรื่องรูปร่างของเราเนี่ยค่อนข้างมากว่า มันช่างเป็นอะไรที่ ทำไมคนถึงมาจับต้องมันเยอะจังเลย เราถึงได้เรียนรู้ถึงคำว่าแบบลุคมันมีผลนะ ตั้งแต่สมัยยังเด็กเลย แล้วก็พอเราเจอที่บอกว่า โดนสั่งลดน้ำหนักแล้วจะได้งานงานนี้ หลังจากนั้นมา เราก็รู้สึกว่า เราต้องเรียนไปด้วยฟิตเนสไปด้วย แล้วก็ทำงานไปด้วยตลอดเวลา แล้วก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเข้าฟิตเนสมากกว่าที่จะไปโรงเรียนอีก drain มาก สภาพคือเป็นลมตอนไปเรียนหรืออะไรอย่างนี้ คือหนัก

 

The People: พูดถึง appearance ที่เปลี่ยนไป อยากให้เล่าถึงพัฒนาการตัวเอง การเปลี่ยนแปลงตัวเองหน่อยว่าคุณมาเป็นคุณใน look นี้ได้อย่างไร

ซิลวี่: เอาจริง ๆ คือไม่ได้ plan ไว้ว่า ฉันจะลุคแบบนี้ เพราะว่าตอนสมัย 15 นั่นก็คือเคว้งมาก จับทางไม่ถูก ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรเลย แต่เหมือนพอมันเจ็บมาเยอะ นี่ก็คือ 10 แล้วนะ ในวงการ 11 ปี ตอนนี้ 26 แล้ว 11 ปีในการค้นหาตัวตนมา ไม่ได้คิดไม่ได้ฝันว่าตัวเองจะออกมาเป็นแบบนี้ แต่ว่ารู้อย่างเดียวก็คือว่า เราเจ็บกับรูปลักษณ์ภายนอกที่อ้วนแล้วหนึ่ง เรารู้แล้วว่าอันนี้เป็นปัญหาหลักที่คนจะชอบมาสั่งเรา ว่าอ้วนมันไม่น่ารัก มันต้องผอมกว่านี้ อย่างที่สองคือ ความเป็นผู้หญิง ความเป็นเด็กเรียบร้อย ความไม่ก๋ากั่น รอยสักก็คือห้ามมีหรืออะไรอย่างนี้ เรารู้ว่าตรงนี้มี แต่มันอึดอัดอยู่ในใจ เพราะว่าเราไม่ชอบ เราเป็นคนห้าว ๆ เราเป็นผู้หญิงห้าว ๆ แล้วทำไมเราถึงต้องเก็บไว้วะ อะไรประมาณนี้ 

แล้วก็พวกแบบการดูแลตัวเอง ทำไมหนูไม่ดูแลตัวเองเลยลูก หนูต้องดูแลตัวเองมากกว่านี้ เรารู้ว่าพวก 3 สิ่งนี้เราเคยไปทำมาทั้งหมดแหละ เราเคยอยากผอม เราเคยอยากเป็นเด็กสาวน่ารักแอ๊บแบ๊วมาก่อนแล้ว แต่พอมันใช้เวลาอยู่มาสักพักเนี่ย มันรู้สึกอึดอัดแล้วก็กดดัน แล้วก็รู้สึกว่า ถึงเราเป็นแบบนั้นเราก็โดน judge อยู่ดี โดนผู้ใหญ่ว่าอยู่ดี โดนคอมเมนต์จากชาวเน็ตอยู่ดี เลยค่อย ๆ หาความสบายใจของตัวเอง พอทำอะไรที่ตัวเองสบายใจมากขึ้นแล้ว เวลาเราโดนด่ามันจะโอเคกว่าการที่เราไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง ก็เลยค่อย ๆ จับทางมาเรื่อย ๆ เริ่มจากค่อย ๆ ตัดผมสั้น ค่อย ๆ สัก แล้วก็เดินหน้ามาในทางที่ตัวเองสบายใจเพิ่มขึ้น ๆ จนกลายมาเป็นทุกวันนี้

The People: พูดถึงคลิป stop bullying ที่เคยทำ

ซิลวี่: คือมันมีคนที่โดน bully แล้วฆ่าตัวตาย แล้วเราว่ามันเป็นเรื่องที่ sensitive มาก แต่ไม่ได้รับการเผยแพร่มากนัก ในแง่ของสื่อ mass เองก็ตาม ไม่ค่อยมีใครออกมาสร้าง movement ตรงนี้ว่า bully มันเป็นเรื่องที่สามารถทำร้ายจิตใจคนคนหนึ่งจนเขารู้สึก lost แล้วก็รู้สึกไม่อยากอยู่แล้วได้ มันมีอยู่จริงนะ เราก็เลยรู้สึกว่า ถ้าเรามีพื้นที่ในการแสดงออกตรงนี้ ไหน ๆ เราก็ได้พื้นที่สื่อตรงนี้แล้ว แล้วเราก็ suffer มาเองด้วยกับเรื่องนี้ เราอยากที่จะขับเคลื่อนหรือสร้าง movement ด้านนี้ 

เพราะว่าการทำให้ใครบางคนรู้สึกแย่ โดยที่เจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม มันเป็นเรื่องที่ไม่โอเค รวมถึงคนที่โดน bully เองก็จะรับมือยังไง เมื่อเจอคน bully เราอยากอยู่ตรงนี้เพื่อบอกว่า กว่าเราจะแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ เราก็เคยอ่อนแอมาก่อน แต่แค่ทุกวันนี้เรารับมือเก่งขึ้น แล้วเราก็อยากที่จะ advise คนอื่น ๆ เช่นกันว่า ถึงแม้ว่ามันจะมีใครสักคนมา bully เรา แต่เราสามารถยืนหยัด แล้วก็เข้มแข็งได้ ในการที่จะ fight back หรือว่าในการที่จะไม่ใส่ใจได้ มันเป็นเรื่องที่ต้อง communicate กันมาก ๆ ระหว่างคน bully กับคนที่ถูก bully เราว่ามันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แล้วก็ต้องได้รับการ acknowledge จริง ๆ 

 

The People: อีกคอนเทนต์ที่เห็นซิลวี่ทำอยู่บ่อย ๆ คือเรื่อง self-love เรื่องส่งเสริมให้คนรักตัวเอง โดยเริ่มจากการที่ซิลวี่ก็รักตัวเองให้คนอื่นดูก่อน อยากให้เล่าให้ฟังว่า ทำไมถึงเลือกที่จะทำตรงนี้

ซิลวี่: หลัก ๆ เลย ถ้ามองให้แบน ๆ เลยคือก็ทำเพื่อตัวเองด้วย เพราะทุกครั้งที่ทำคลิป self-love หรือทุกครั้งที่ลง content เกี่ยวกับ self-love เราได้ boost confidence ของตัวเองด้วย เมื่อไหร่ที่เรา post ว่า ฉันรักร่างกายของฉันจังเลย การที่เราลงไปแบบนี้ แล้วมีคนได้รับพลังงานตรงนี้จากเรา เราก็ได้ย้ำกับตัวเองด้วยว่า เรามีความสุข เราเลือกที่จะมีความสุขได้ ทั้ง ๆ ที่เราเกิดมาอาจจะแตกต่าง บวกกับว่าเราเคยไม่รักตัวเองมาก่อน แล้วเรารู้สึกว่าการมีความสุขกับโลกปัจจุบันนี้มันยาก ยิ่งพอมี social media ที่มี Instagram model หรือว่ามี influencer ต่าง ๆ ที่ดูดีเหลือเกินในช่องทางเหล่านั้น เราก็จะเปรียบเทียบหรือเอาตัวเองไปวัดกับเขาได้ว่าเราดีไม่พอ

เพราะฉะนั้นเราก็แค่อยากจะแสดงจุดยืนว่า อย่าลืมว่าธรรมชาติคืออะไร อย่าลืมว่าร่างกายคนเรามันมีรอยแตก อย่าลืมว่ามันมีชั้นไขมัน มันคือเรื่องปกติ มันคือเรื่องธรรมชาติ เราแค่อยากนำเสนอมุมมองตรงนี้ว่า ผิวเรามันไม่ได้เนียนนะ มันแค่ เราอาจจะใช้ app หรืออะไรอย่างนี้ คือให้คนรู้ความเป็นจริงว่า โลกนี้มันเต็มไปด้วยมายา แล้วก็อยากที่จะนำเสนอความจริงเยอะ ๆ ให้คนได้มา relate กับเราได้ว่า อ๋อ! ความเป็นจริงมันเป็นอย่างนี้ แล้วก็เขาจะได้รู้สึกเหมือนมีเพื่อน เพราะเราก็คนปกติเหมือนกัน

 

The People: สำหรับซิลวี่ beauty standard คืออะไร และจะต้องทำอย่างไรถ้าไม่ตรง beauty standard

ซิลวี่: คือจริง ๆ เมื่อก่อนเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำว่า beauty standard เลย เราเพิ่งจะมาเรียนรู้ว่าคำว่า beauty standard คือมันมีอยู่จริง เมื่อประมาณ 2 – 3 ปีก่อน ที่เราท่อง YouTube ไปเจอ beauty blogger ออกมาพูดเรื่องนี้ ที่ผ่านมาตอนสมัยเด็ก เราแค่จะมี goal ของเรา body goal ที่ดีที่สุดคือ สูงยาวเข่าดี นี่คือหนึ่งอย่างแล้ว ที่เราเรียนรู้ว่า อ๋อ! นี่แหละคือ beauty standard มันคือ expectation ที่เรารู้สึกว่า เราอยากไป match ตรงนั้นน่ะ ผิวขาวคือ beauty standard เราอยากผิวกระจ่างใส ผิวเนียนคือสวย คือ beauty standard ผมยาวสุขภาพดี คือ beauty standard 

เราวัดจากประสบการณ์ตรงที่เราเคยวิ่งตามสิ่งที่เราไม่มี ว่าสำหรับเรานั่นคือ beauty standard ทุกวันนี้สิ่งที่เราทำคือ เราไม่ได้มองว่า beauty standard ไม่ matter นะ เราว่ามัน matter แต่เราแค่จะอยู่ตรงนี้เพื่อบอกว่า ถึงมัน matter แต่เธอเลือกที่จะไม่แคร์มันได้ แล้วเธอเลือกที่จะมีความสุขแล้ว happy กับตัวเธอเองได้ โดยที่เธอไม่ต้องสนใจเลยว่าเธอจะ match กับ beauty standard ไหม ถ้ามันมี standard แบบนั้น เธอก็สร้าง standard ใหม่ของเธอขึ้นมา เธอเป็น standard ของตัวเธอเองได้ อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับใคร เราควรจะหา standard ของตัวเราเองว่า standard ที่เราพอใจ ที่เราชอบมันคืออะไร

The People: คิดอย่างไรกับคำทักทายแบบไทย ๆ ด้วยการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับภาพลักษณ์

ซิลวี่: เรารู้สึกว่าคำพวกนี้มันเป็นคำทักทายไปโดยปริยาย แทนที่จะถามว่าสบายดีไหม ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง กลับกลายเป็น ไปทำอะไรมา ดำขึ้นหรือเปล่า หรืออะไรอย่างนี้ มันต่างกันนะ มันอาจจะเป็นความเป็นห่วงลึก ๆ แหละ แต่ว่าเราเลือกวิธีการที่จะพูดออกไปได้ไง มันคือมารยาท เราว่านะ บางคนมองว่าเป็นเรื่องปกติที่จะทักทายคนแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว ไม่จำเป็นต้องทักแบบนั้นก็ได้ ถ้าเป็นห่วงก็คือแค่ถามว่า How are you? เออ แค่นั้นจบ Are you ok? แค่นี้จบ แล้วอย่างที่บอก เราว่าเรื่องของการ bully หรืออะไรอย่างนี้ มันไม่มีมากพอที่จะให้คนรู้ว่าแบบไหนเรียกว่า bully เรียกว่าไม่ bully แล้วก็อยู่ที่เราด้วย สมมติวันก่อนเพิ่งไปเจอเลย เราไปโรงพยาบาลมา แล้วเราขึ้นชั่งน้ำหนัก แล้วเขาก็ถามว่า น้ำหนักเท่าไหร่ นี่ก็ตอบไปว่า 71 เขาแบบ โห้ อีกนิดหนึ่งจะ 80 แล้วนี่

มันคือแบบ โทษนะ แล้วกูไปเกี่ยวอะไรกับมึง นึกออกไหม แล้วแวบนั้นในหัวก็คืองงว่ามันยังมีคนแบบนี้อีกหรือวะ เพราะว่าเขาไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลย แต่ทำไมเขาถึงกล้ามาพูดกับเราด้วยถ้อยคำนี้ มันก็เลยต้องตั้งคำถามว่า จะทำยังไงให้เราอยู่บนโลกนี้ได้ โดยที่มันมีคนอีกหลาย ๆ คนด้วยซ้ำที่ไม่รู้ว่า bully คืออะไร คำนี้มันเพิ่งมา exist ตอนสมัยนี้ที่มันมี social media แล้ว คนเริ่มมาทำกระทู้เอง เพิ่งมีบทความ เมื่อก่อนคนยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากขนาดนี้ ทำอย่างไรให้คนภายนอกเขารู้ซึ้งถึงคำว่า bully ได้เท่ากับการแบบ มันเหมือนกับที่ต่างชาติเขาออกมายืนหยัด เพื่อแบบห้าม racist นะ มันเรื่องเดียวกันเลย กับห้าม bully นะ เรื่องสีผิว เรื่องความสูง ความเตี้ย รูปร่างแต่ละคน คือมันเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะฉะนั้น ถ้าสงสัยอะไรในตัวใครอีกคนหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าเขาไปเผชิญอะไรมา ก็คืออย่าทัก แค่นั้นเอง

 

The People: ในฐานะคนทำเพลง คิดว่าในการที่เราสร้างเสียงเพลงสักเพลงขึ้นมา สามารถช่วย raise awareness ตรงนี้ได้ไหม

ซิลวี่: เราว่าได้มาก เพราะว่าตั้งแต่ปล่อย XL มา สื่อหลายสื่อมากที่เข้ามาให้ความสนใจ แล้วเราก็พูดอย่างจริงใจเลยว่าสิ่งที่ตัวเองเจอมาคืออะไรบ้าง แล้วทำไมถึงอยากทำเพลงแบบนี้ แล้วก็หลาย ๆ comment และหลาย ๆ คนเองก็ตาม บอกว่ามันควรจะมีนานแล้วแต่แค่มันไม่มีคนกล้าออกมาทำ เราคิดแบบนั้นเช่นกัน เรารู้สึกว่าถ้าเราทำ XL 10 ปีที่แล้ว มันก็อาจจะไม่มีคน get ก็ได้ แต่ ณ วันนี้มันถูกที่ ถูกเวลา แล้วมันเหมือนคนก็ต้องการ realness ตรงนี้ว่า มันเป็นเรื่องจริง คือคนรูปร่างแตกต่างกันมันมีอยู่บนโลกนี้ ทุกคนมันแตกต่างกันหมดเลย มันเป็นเรื่องจริง แล้วมันโอเคที่เขาจะมีความสุขในชีวิตเขา

เราไม่ได้บอกว่า ให้เขาแบบ XL ปุ๊บคือไม่ต้อง healthy เลยนะ อย่าแบบ อยากกินอะไรกิน หรือว่าอะไรอย่างนี้ แต่สิ่งที่เรากำลังจะบอกว่า XL คือ be proud XL ได้ แล้วก็หาสิ่งที่ตัวเอง happy happy แบบไหนทำแบบนั้น happy ที่จะเต้น เป็น XL แล้วเต้น ทำแบบนั้น ท้ายที่สุดแล้วคือ แล้วแต่ความสบายใจของแต่ละคน เราแค่อยากที่จะบอก แล้วก็เท่าที่อ่านใน comment คือมันไม่ใช่แค่สาว XL ที่เข้ามาเห็นด้วยกับเพลงนี้ มันมีทั้งสาว ๆ หรือแม้แต่ผู้ชายเองก็ตามนะ ที่เข้ามาบอกว่าฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกมีความมั่นใจมากขึ้น เพราะว่ามันไม่มีคนออกมาทำในสื่อ mass เราคิดว่า การที่ XL ออกมาเป็นเพลง มันแค่ 3 นาที มันเข้าใจง่าย เห็นภาพ ทุกอย่างมันชัด มันทำให้คนเข้าถึงได้ง่าย แล้วก็เข้าใจ message ได้ง่าย มันก็เลยน่าจะเปลี่ยนแปลง perspective หรือว่ามุมมองของแต่ละคนได้ง่ายขึ้นค่ะ

 

The People: อยากให้เล่าถึงที่มาของเพลงต่อ อะไร drive ให้คุณเขียนเพลง ‘XL’

ซิลวี่: เริ่มต้นเลยคือเราทำเพลงกับทีมฝรั่ง แล้วทีมฝรั่งที่เราทำด้วยเขาไม่รู้จักเรามาก่อน เราก็เลยต้องเล่าให้เขาฟังว่าที่ผ่านมาเราเจออะไรมาบ้าง เราก็เล่ามาหมดเลยว่าเคยโดนกดดันยังไงบ้างในเรื่องของรูปร่าง มันหนักหนากับเรายังไงบ้าง แล้วก็ที่เรากลับมาเป็นที่รู้จักเพราะอะไร เพราะเรามีความมั่นใจ เริ่มทำ content เกี่ยวกับเรื่องรูปร่างที่มันแตกต่าง แต่ว่ามันโอเคที่จะแตกต่าง เราเริ่มทำอะไรแบบนี้ แล้วคนก็เริ่มรักเรามากขึ้น แล้วพอเขาเห็นประเด็นนี้ เขาก็เลยรู้สึกว่ามันคงจะดี ถ้าสมมติทำเพลงที่เป็นเพลงเร็วและทำให้คนเข้าใจง่าย แล้วคนรู้สึกว่ามันเป็น anthem ของเขา ฟังแล้วเขารู้สึกดีกับตัวเอง ก็เลยออกมาเป็นเพลง XL 

คือเพลง XL เนี่ยแต่งได้จากการนั่งไล่ ๆ ดู caption ของตัวเองที่ผ่านมา ตอนลงพวกแบบ body positivity ของตัวเอง แบบ extra large คือ extra sexy เอ้อ เอาซิ อะไรอย่างนี้ นั่ง ๆ ดู caption ของตัวเองแล้วก็ เออ…มันคงจะดี ถ้าเราได้เผยแพร่ positivity ตรงนี้ให้กับคนฟังคนดูอะไรอย่างนี้

 

The People: อะไรคือนิยามความมั่นใจแบบ XL

ซิลวี่: ความมั่นใจแบบ XL ก็คือ การที่เรากล้าเฉิดฉายในแบบของตัวเอง ที่เราบอกว่าในแบบของตัวเอง เพราะว่าแต่ละคนน่ะเฉิดฉายกันคนละแบบ บางคนเต้นเก่ง เอาดีด้านเต้นแล้วเฉิดฉายออกมา เต้นสุดฤทธิ์ไปเลย บางคนร้องเพลงเก่ง เฉิดฉายในการร้องเพลงให้เก่ง บางคนเรียนเก่ง ก็เฉิดฉายแบบการเรียนเก่ง นึกออกไหม แต่ละคนความมั่นใจไม่เหมือนกัน ความเก่งไม่เหมือนกัน แต่ละปัจเจกบุคคลไม่เหมือนกันสักคน แต่สิ่งที่ควรจะมีคือความมั่นใจในตัวเองว่า ตัวเองทำอะไรได้ดี แล้วทำมันออกมาให้ 100% ให้มัน XL ให้มันยิ่งใหญ่ไปเลย 

ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาแขวะ หรือจะมาบอกว่า อุ๊ย! อะไรอะเธอ มั่นใจเนอะอะไรอย่างนี้ แบบว่าอันนี้คือสิ่งที่เราเจอมา ยิ่งสมัยเด็ก ๆ จะชอบโดนว่า แบบอย่าเก่งเกิน อย่ากล้าเกิน อย่ามั่นใจเกิน เพราะว่าเดี๋ยวจะโดนคนแขวะ แบบเหมือน feel ที่ว่า พอแต่งตัวดีทีหนึ่ง แล้วก็มีคนทัก อุ๊ยมึงแต่งตัวไปไหน นึกออกไหม มันจะมีคนประเภทนี้อยู่ แบบอุ๊ย แต่งหน้าไปไหนหรืออะไรอย่างนี้ ทั้งที่จริง ๆ ก็คือถ้าเขาอยากแต่งหน้าเต็มก็เรื่องของเขา นึกออกใช่ไหม เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัว ไม่ต้องอาย เป็นเลย ความมั่นใจแบบ XL เป็นไปเลย

มันคือความชอบส่วนตัวของแต่ละคน เราแค่ต้องยอมรับความชอบของคนอื่นว่า ถ้ามันไม่ได้เหมือนเรา มันไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ ไม่ได้แปลว่ามันไม่ดี ไม่ได้แปลว่ามันไม่สวย ไม่ได้แปลว่ามันแปลก เพราะฉะนั้นเปิดใจให้มันมากขึ้น โลกมันกว้าง มันใหญ่ ยอมรับความแตกต่างให้มันมากขึ้น

The People: ทราบว่าตัวคุณก็อยู่ใน LGBTQIA+ community ด้วย ลองเล่าสักหน่อยว่าคุณ born to be LGBTQIA+ เลยไหม หรือว่ามารับรู้ทีหลัง

ซิลวี่: เราอยู่โรงเรียนชายหญิงมาตั้งแต่เด็กนะ แต่ว่าที่ภูเก็ตก็จะมีโรงเรียนสตรีที่มีผู้หญิงด้วย แล้วก็จะมีทอมเยอะมาก เราก็รู้สึกตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ แล้วว่าตัวเราเองมีความทอมบอย มีความเป็นสาวห้าว คือเราก็รู้สึกถึงเพศที่เป็น LGBTQ เนี่ย เหมือนแบบมีใน circle เร็ว คือรับรู้ว่าในโรงเรียนมีทอมหรือว่าเกย์ เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าเจอมาแบบค่อนข้างใกล้ชิด

 

ส่วนที่รู้สึกว่าตัวเองสามารถชอบผู้หญิงหรือว่ามีความสนใจกับผู้หญิง ก็ตั้งแต่เด็กเลย เพราะว่ามันแค่จะมี sense อะไรบางอย่าง แต่ถามว่ามันมีกับผู้ชายด้วยไหม มันก็มีด้วย หมายถึงเรามีเท่ากันหมดเลย เราค่อนข้างรู้ตัวตั้งแต่เด็ก ๆ ว่า ถ้าเรามีความรู้สึกพิเศษให้กับใครแต่ละคนน่ะ เราไม่ได้มองเลยว่า appearance หรือรูปร่าง หรือว่า gender เขาคืออะไร แล้วก็มันเป็นอย่างนั้นมาเรื่อย ๆ จนทุกวันนี้ ที่ยังเป็นแบบนี้ ก็คือยัง continue ที่ในมุมมองของความรัก เราจะมองว่ามันเป็นเรื่องของความรู้สึก เป็นเรื่องของ spark ที่จะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ โดยที่ไม่ได้จำกัด gender

 

The People: ที่ผ่านมาเคยมีคนที่ไม่เข้าใจ หรือว่าไม่อยากให้คุณเป็นแบบนี้บ้างไหม

ซิลวี่: มี มันไม่ใช่ว่า อยู่ ๆ เรา openly เกย์แล้วทุกคนยอมรับ แรก ๆ แม่เราก็งงว่ามันคืออะไร เพราะว่าสมัยก่อนมันก็ยังถูกมองเป็นเรื่องแปลกนะเรื่องแบบนี้ เราเคยโดนผู้ปกครองเพื่อนบอกคุณครูว่า ห้ามซิลวี่เล่นกับคนนี้ ห้ามเล่นกับลูกเขา ลูกเขาเป็นผู้หญิงนะ แบบเหมือนเราจะปิ๊งปั๊งกันนิดหน่อยอะไรอย่างนี้ ซึ่งอันนั้นคือเด็กมากเลยนะ ป.6 แต่ก็คือปิ๊งปั๊งในฐานะแบบ best friend แบบเหมือนเพื่อนที่สนิทกันเกินเพื่อนนิดหน่อยเป็น puppy love ที่ยังไม่มีอะไรน่ากังวล แต่ว่าก็มีผู้ปกครองเพื่อนที่บอกครูว่าอย่าให้เขาใกล้กัน อย่าให้เขาเป็นเพื่อนกัน ณ ตอนนั้นเรารู้สึกได้ถึงคำถามในหัวว่า ทำไมวะ แล้วมันผิดอะไร แต่ทุกวันนี้ผู้ปกครองเพื่อนคนนั้นทักมาหาเรานะ ทักมาคุยกับเรา บอกว่าเรื่องสมัยก่อนป้าขอโทษนะ เพราะเขาก็รู้ว่าสิ่งที่เขาทำ มันทำกับเด็กคนหนึ่งโดยที่เด็กยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย 

รวมถึงแม่เราก็ด้วย ที่ตอนแรกเหมือนจะไม่ get ไม่เข้าใจ แต่ ณ ทุกวันนี้ที่เขารู้แล้วว่า สิ่งที่ลูกทำ เราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนน่ะ ตราบใดที่เราพากันไปทำอะไรดี ๆ แล้วเราไม่ได้เดือดร้อนตัวเอง ไม่ได้เดือดร้อนคนอื่น มันไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติ หรือไม่ใช่เรื่องที่ควรจะไปห้ามหรือไปปิดกั้น

 

The People: มองว่าสังคมไทยปัจจุบันมีความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศมากขึ้นหรือยัง และสามารถทำอย่างไรได้บ้างเพื่อให้ความเข้าใจเรื่องนี้ขับเคลื่อนไปได้ไกลมากกว่านี้

ซิลวี่: เราว่ามันมากขึ้น แต่มันก็ยังไม่มากขนาดนั้นหรอก เราว่ายังมีพ่อแม่บางคนที่กลัวถ้าลูกจะเป็น LGBTQIA+ หรือแม้แต่กลัวว่าลูกมีเพื่อนแบบนี้ แล้วจะพาลูกไปเป็น LGBTQIA+ คือยังมีคนกลัวว่าลูกเขาจะไม่ได้เป็น straight อยู่ ซึ่งเรารู้สึกว่าเขาก็ไม่ได้ผิด แต่เขาแค่ต้องเปิดใจ แล้วมาลองดูในโลกของ LGBTQIA+ จริง ๆ ก่อนว่าตัวตนของเขาเป็นอย่างไร 

แล้วถ้าเขาลองเปิดใจ แล้วลองเข้ามาดูในโลกของ LGBTQIA+ จริง ๆ เขาจะรู้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติมากที่ถ้าลูกเขาจะ experience หนูว่าเป็นเรื่องที่ดีถ้าลูกกับผู้ปกครองได้คุยกัน ถ้าลูกจะสามารถปรึกษาพ่อแม่ได้ว่าสิ่งที่ลูกเป็นมันคืออะไร คือหนูว่าเป็นเรื่องที่ดีถ้าพ่อแม่จะ educate ตัวเองว่าทุกวันนี้โลกมันเป็นอย่างไร ว่าความหลากหลายทางเพศมันคืออะไร แล้วเข้าใจ ให้ลูกได้มี experience ตรงนี้ได้เพราะว่ามันไม่ผิด

 

The People: ตัวของซิลวี่เองได้มีการพูดคุยกับคุณแม่เพื่อปรับความเข้าใจอย่างไรบ้าง

ซิลวี่: คุยตลอดค่ะ คืออย่างที่เราบอกว่าตอนแรกที่แม่ไม่โอเคที่เราเคยมีแฟนเป็นผู้หญิงคนแรก แต่เราก็คุยกับเขาตลอด เราบอกเขาตลอดว่า แม่หนูชอบทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชาย เคยทะเลาะกันจนบ้านแตกอยู่เหมือนกัน แต่หลังจากนั้นมา ก็เริ่มเป็นเรื่องที่เราพูดคุยกันได้มากขึ้น เพราะเขารู้แล้วว่าสิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราเป็น เขาไม่สามารถเปลี่ยนเราได้ 

มันใช้เวลานานแต่ at the end มันต้องใช้กันคนละครึ่งทาง เราก็คนละครึ่งทางโดยการที่เราบอกเขาอย่างใจเย็นว่าเนี่ยเราไม่ได้ทำอะไรผิดนะ การที่เราชอบผู้หญิงมันโอเคได้นะ แล้วเอาจริง ๆ ไหม ตอนที่เรามีแฟนเป็นผู้ชาย แม่เราเป็นห่วงเรามากกว่าเดิมอีก ก็คือสุดท้ายแล้วมันก็เป็นห่วงหมด ถ้าลูกมีความรักหรือมีแฟน คนเป็นพ่อเป็นแม่เขาเป็นห่วงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราว่ามันเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะปรึกษาผู้ปกครองหรือปรึกษาผู้ใหญ่ในเรื่องของความรัก หรือในเรื่องของการจะได้ใครสักคนหนึ่งมาเป็นแฟน เรื่องเพศไม่น่ากลัวหรอก น่ากลัวตรงที่ว่าจะเจอคนดีหรือไม่ดีมากกว่า

 

The People: ใน MV จะมีฉากที่คุณสวมวิกผมยาว แล้วเรียกตัวตนนั้นว่า Old Silvy อยากให้เล่าถึงตรงนี้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ Old Silvy 

ซิลวี่: ทำไมถึงเป็น Old Silvy ใช่ไหม เอาจริง ๆ XL เป็นอะไรที่โคตร authentic เลย เพราะว่าเราบอกเองเลยว่า มันจะต้องมีฉากที่ผมยาว แล้วก็ฉากที่ตัดผมตัวเอง เพราะว่ามันคือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง Old Silvy ที่เราหมายถึงคือ ตอนสมัยเราเข้ามาในวงการแรก ๆ ที่แบบ concern เหลือเกินว่าจะต้องเป็นผู้หญิงสวย จะต้องไว้ผมยาวถึงจะสวย จะต้องเป็น diva เท่านั้น เรารู้สึกว่า ถ้าเรามี part นี้ใน MV ก็น่าจะเท่ดี เราก็เลยขอทำ part นั้นใน MV

เรารู้สึกว่า Old Silvy ตอนนั้นนะ เราไม่มีความ special เรารู้สึกว่าเราพยายามเหมือนคนอื่น แต่พอ ณ วันหนึ่งที่เรามีตัวตนที่ชัดเจน เรารู้ว่าเราต้องการอะไร เรารู้ว่าผมยาวไม่เหมาะกับกูว่ะหรืออะไรอย่างนี้ พอเรารู้แล้ว แล้วเราก็รู้สึกได้เป็นตัวเองแล้วมันก็ fresh มันสนุกในการใช้ชีวิตมากขึ้น

 

The People: มีอะไรที่อยากบอกกับ Old Silvy หรือตัวเองในวัย 15-16 ไหม

ซิลวี่: ทุกวันนี้ยังย้อนไปดูคลิปอยู่เลยนะ เชื่อไหมเมื่อก่อนย้อนไปดูคลิปแล้วร้องไห้ไม่หยุดเลย เพราะว่ารู้สึกสงสารตัวเอง เพราะ ณ วันนั้นมันยากจริง ๆ มันแบบ มันยากกับการคุยกับตัวเองมากว่าจะหาความมั่นใจจากตัวเองยังไงดี ทุกวันนี้สิ่งที่อยากบอก ก็คงจะแค่บอกว่า เธอสู้มาก เธอเก่งแล้ว 

 

The People: แล้วมีอะไรที่อยากจะบอกคนที่อาจจะมีวัยเด็ก หรือวัยค้นหาตัวตนที่ผ่านประสบการณ์คล้าย ๆ กับคุณมาบ้างไหม

ซิลวี่: ก็อยากจะบอกว่าให้เวลาตัวเองเยอะ ๆ แล้วก็อย่ากดดันตัวเอง ในยุคนี้ที่ social media เข้ามา เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ดีด้วยก็จริง ถ้าเราเสพอะไรดี ๆ เสพอะไรที่เป็นพลังงานให้กับตัวเรา แต่มันก็สามารถเป็นสิ่งที่ทิ่มแทงเราได้เหมือนกันถ้าเราแอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะฉะนั้นให้เวลาตัวเอง ได้อยู่กับตัวเองมาก ๆ อาจจะ off social media บ้างเล็กน้อย เพราะทุกวันนี้ก็ทำอยู่เหมือนกัน แล้วก็ตราบใดที่วันนี้ยังแบบ ยังมีชีวิตอยู่ ไม่สายเกินไปที่จะทำอะไรสักอย่าง ถ้าอยากทำก็ทำเลย อยากลุกขึ้นไปแต่งตัวแบบนี้ ทำเลย อยากตัดผม ตัดเลย อยากเปลี่ยนสีผม เปลี่ยนเลย คือเวลามันเดินไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้สึกว่า อยากทำอะไรก็ต้องไปทำ แล้วเราก็จะค่อย ๆ หาตัวตนของตัวเองเจอเอง เพราะว่าเราได้ไปลองแล้ว เราได้ไปลองให้รู้ว่า เราชอบอะไรไม่ชอบอะไร ลองไปให้หมด ลองเรื่องดี ๆ นะ เราเรียนรู้จากการลอง แล้วก็จนมา end up ทุกวันนี้ได้แบบนี้

The People: หลังจากนี้มี plan ที่อยากถ่ายทอดเรื่องราวแบบไหนผ่านเพลงอีกบ้าง

ซิลวี่: จริง ๆ ตอนนี้เพลงใน stock มีไว้เยอะมากแล้ว แล้วก็ส่วนมากเป็นเพลงที่อยากทำหมดเลย เพราะว่าเป็นเพลงที่เกี่ยวกับชีวิตของตัวเราเอง แล้วก็เป็นวิธีการถ่ายทอดของตัวเราเอง ก็อยากให้ทุกคนรอมากกว่า เพราะว่าตอนนี้กำลังค่อย ๆ จะปล่อยออกมาค่ะ ก็อยากให้ช่วยติดตาม

 

The People: ฝากผลงาน

ซิลวี่: YouTube Channel นะคะ SILVY แล้วก็ถ้าใครที่อยากติดตาม content หรืออยากที่จะรู้เรื่องราวว่าซิลวี่ช่วงนี้ทำอะไร ก็ไปกด subscribe ไว้ได้เลย เพราะว่าส่วนมาก content ที่จะลงก็น่าจะอยู่ในนั้น แล้วก็เพลงใหม่ด้วย เพลงใหม่ก็จะอยู่ในนั้น แล้วก็ฝาก stream XL นะคะ ทุก music platform เลย ไม่ว่าจะเป็น Spotify,  Apple Music, JOOX หรือว่า YouTube เองก็เช่นกัน แล้วก็ IG นะคะ silvypavida ขายเสื้อ crop ด้วย IG svxstyle นะคะ เข้าไปดูกันได้ค่ะ


อ่านและเขียนเกี่ยวกับศิลปะ ดนตรี ชีวิต และแมว

Related

เจสซี่ – เมฆ เมฆวัฒนา: ความสุข ธรรมชาติ และเสียงดนตรี ของมือกีตาร์ที่มีทุกอย่างเป็นแรงบันดาลใจ

Skylize: การออกวิ่งก่อนสยายปีกระฟ้า ของเหล่า ‘ผู้แพ้ที่ไม่ยอมแพ้’ ที่จะบินไปให้สุดปลายฝัน.

เพจพี่น้องป.4: สถาบันพี่น้องที่สร้างเสียงหัวเราะให้ทุกคน แม้คุณจะเป็นลูกคนเดียว

‘ขนมโอเดนย่า’ และ ‘การ์ดดรากอนบอล’ ในความทรงจำของ ปอ-วุฒิชัย อนุชิตนานนท์

โต้ง – บรรจง ปิสัญธนะกูล: 17 ปี บนเส้นทางหนังสายสยอง จาก ‘ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ’ สู่ ‘ร่างทรง’

จบกฎหมายมาฟอร์มวงประสานเสียง ‘Season Five’ ดนตรีคืออะไรในสายตา ‘เอก-สุดเขต จึงเจริญ’

‘ศูนย์พักคอยมัสยิดนูรุ้ลยากีน’ จากสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ สู่สถานที่พักพิงทางกายของผู้ป่วยโควิด-19

กิ๊ฟ-เกณิกา อมรธีรเวช: เมื่อการสูญเสียเป็นมากกว่าตัวเลข และการชุมนุมคือหนทางเปล่งเสียงแห่งความหวัง