Post on 10/09/2021

ซีมู หลิว: จากนายแบบ ‘Stock Photo’ สู่ฮีโร่เชื้อสายเอเชียคนแรกแห่งจักรวาล ‘Marvel’ ใน ‘Shang-Chi’

“ไม่หล่อ หน้าตาเหมือนอาตี๋ข้างบ้าน ไม่มีสง่าราศี ไม่น่าเป็นพระเอกได้ หน้าตาแบบนี้เป็นซูเปอร์ฮีโร่ไม่ได้หรอก” 

ถ้อยคำเหล่านี้คือคำปรามาส คำสบประมาท คำดูถูกเหยียดหยามที่ ‘ซีมู หลิว’ (Simu Liu) ต้องพบเจอมาเกือบตลอดทั้งชีวิต แต่วันนี้เขาสามารถลบคำสบประมาทเหล่านั้นได้แล้วจากการเป็นซูเปอร์ฮีโร่เชื้อสายเอเชียคนแรกของ ‘Marvel’ ในภาพยนตร์เรื่อง ‘Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings’ (2021) ที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์

ซีมู หลิว กลายเป็นแรงบันดาลใจคนใหม่ ไม่เพียงแต่ผู้มีเชื้อสายเอเชีย แต่เขายังเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลกในความมานะบากบั่น ไม่หวั่นกับกระแสวิจารณ์อันโหดร้าย

ซีมูหลิว จากเมืองฮาร์บิน

‘ซีมู หลิว’ หรือ ‘หลิวซือมู่’ (刘思慕) ชื่อในภาษาจีนของเขาแปลว่า คนึงหา เขาเกิดที่เมืองฮาร์บิน ประเทศจีน และย้ายไปยังประเทศแคนาดาตอนอายุ 5 ขวบ ซีมูเรียนจบทางด้านการธุรกิจจาก ‘University of Western Ontario’ ในปี 2011 ด้วยระดับเกียรตินิยม Honours Business Administration (HBA) และทำงานเป็นพนักงานบัญชี แต่นั่นมันไม่ใช่เป้าหมายของชีวิตของเขา

ซีมูทำงานบัญชีได้เพียงแค่ 8 เดือน โดยทุกวันมีแต่ความทรมาน กระทั่งเขาถูกที่ทำงานไล่ออกโดยต้องเก็บของให้เสร็จภายใน 10 นาที แต่ภายหลังเขากลับรู้สึกว่า นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ที่ทำงานเก่ามอบให้กับเขา เพราะตอนนั้นเขาไม่มีความกล้าพอที่จะลาออกเอง

หลังจากนั้น ซีมูได้เบนเข็มมาทางการแสดง โดยเริ่มต้นจากการเป็นนักแสดงประกอบในภาพยนตร์เรื่อง ‘Pacific Rim’ (2013) ที่เขาแสดงเป็นหนึ่งในฝูงชน ต่อมาซีมูรับบทตัวประกอบที่มีบทพูดบทแรกในซีรีส์ ‘Nikita’ (2012) และยังเป็นหนึ่งในทีมสตันท์แมนของซีรีส์ ‘Heroes Reborn’ (2015) โดยใช้ทักษะศิลปะการต่อสู้อย่างเทควันโด มวยหย่งชุน และทักษะทางด้านยิมนาสติก

แม้ว่าจะเปลี่ยนเส้นทางเดิน แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่ยอมเปลี่ยน คือชื่อในวงการให้คนอื่นเรียกง่ายขึ้น ซีมูยังยืนยันว่า เขาจะใช้ชื่อที่พ่อแม่ตั้งมาต่อไปโดยไม่คิดจะเปลี่ยนเพื่อความสะดวกสบายของใคร แม้ว่าเขาจะเคยพูดติดตลกในทวิตเตอร์ว่า เขาเคยถึงขั้นโดนเรียกชื่อว่า ซีเมน (Semen) หรือ อสุจิ ก็ตาม

“ผมไม่ยอมแลกอะไรทั้งนั้นในการเปลี่ยนชื่อของผมให้มีความเป็นภาษาอังกฤษมากขึ้น แม้ว่าผมจะเคยงอนที่พ่อแม่ของผมตั้งชื่อแบบนี้ ถึงขั้นถามว่า ทำไมไม่ตั้งชื่อให้ผมง่าย ๆ อย่างสตีฟหรือไม่ก็ทอมมี่ล่ะ”

นอกจากความตั้งมั่นในการไม่เปลี่ยนชื่อ ซีมูยังมุ่งมั่นในสายอาชีพนักแสดงของเขาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะบทบาทเล็กขนาดไหน ซีมูก็ไม่เกี่ยง รวมไปถึงการแต่งตัวคอสเพลย์ที่นำพาชีวิตเขาไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

 

นักคอสเพลย์ผู้เจ็บปวด

ในช่วงที่ซีมูหันหลังให้กับอาชีพที่ได้เงินเดือนแน่นอนมาเอาดีทางด้านการแสดง หนึ่งในอาชีพที่เขาทำ คือการเป็นนักคอสเพลย์ที่แต่งตัวเป็นซูเปอร์ฮีโร่ไปเอนเตอร์เทนคนในงานปาร์ตี้ต่าง ๆ โดยชุดหลักที่เขามักใส่คือชุดสไปเดอร์แมน กระทั่งวันหนึ่ง เขาได้พบเหตุการณ์ที่ทำให้เขาจำฝังใจถึงขั้นนำมาเขียนเล่าในแคมเปญ #FirstTimeISawMe ในปี 2017 ซึ่งเล่าถึงแรงบันดาลใจที่เขาอยากเป็นซูเปอร์ฮีโร่ เพื่อที่จะขจัดอคติทางเชื้อชาติให้หมดไป

“ตอนที่ผมกำลังกระเสือกกระสนดิ้นรนให้มีเงินใช้พอเดือนชนเดือน ในฐานะนักแสดง ผมทำงานพิเศษเป็นนักคอสเพลย์แต่งเป็นซูเปอร์ฮีโร่ไปหาเด็ก ๆ ในงานปาร์ตี้ ผมจะเป็นฮีโร่ตัวไหนก็ได้ตราบใดที่ไม่เปิดเผยหน้า เพราะเรารู้กันดีว่า ไม่มีชาวเอเชียคนไหนเป็นซูเปอร์ฮีโร่

“วันหนึ่งคนที่คอสเป็นแบทแมนแคนเซิลงานเอานาทีสุดท้าย ผมเลยต้องไปแต่งตัวแทนเขา ผมไม่เคยโชว์หน้าตัวเองมาก่อน และกังวลว่าจะมีปฏิกิริยายังไง แต่ผมไม่ได้เตรียมใจมาเพื่อแตกสลาย เมื่อผมถูกเด็กชายเชื้อสายเอเชียคนหนึ่งพูดใส่ผมว่า ‘คุณเป็นแบทแมนไม่ได้หรอก คุณหน้าเหมือนผม’

“วันนี้ผมถูกถามว่า บทบาทในฝันของผมในฐานะนักแสดงคืออะไร ผมตอบกลับไปอย่างจริงจังเลยว่า ผมอยากแสดงบทซูเปอร์ฮีโร่ ผมรู้สึกได้ว่าคงจะมีคนกลอกตาใส่หลายคนเลย เพราะว่าในฐานะนักแสดง ผมควรจะเชิดชูการแสดงที่สุดดาร์กและเข้มข้น แต่ขอโทษนะ ผมอดคิดถึงเด็กตัวน้อยคนนั้นไม่ได้ เขาคือผู้ที่ถูกสอนให้เชื่อว่า เขาไม่คู่ควรกับการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ เพียงเพราะว่าสีผิวของเขา เจ้าหนู ฉันขอสัญญาว่านายจะได้เห็นซูเปอร์ฮีโร่ของนายบนจอหนังสักวันหนึ่ง ฉันกำลังทำงานอย่างหนักทุกวันเพื่อที่จะทำให้มันเกิดขึ้นให้ได้”

(อ้างอิงทวีต: https://twitter.com/simuliu/status/892973802539421696?lang=en)

STOCK PHOTO หาเลี้ยงชีพ

คุณอาจจะเคยเห็นหน้าของซีมูในที่ไหนสักแห่ง เพราะว่าเขาเคยทำอาชีพเป็นนายแบบ ‘Stock Photo’ หรือภาพสต็อกที่สามารถซื้อไปใช้ในงานโฆษณาหรือประกอบสื่อต่าง ๆ มาก่อน เขาทำอาชีพนี้ในปี 2014 โดยได้รับค่าตัวเพียง 100 ดอลลาร์ และตอนนี้มันกลายมาเป็นสิ่งที่หลอกหลอนเขา เพราะเมื่อเขาเริ่มเป็นที่รู้จักก็มีคนเอาภาพเหล่านั้นมาล้อเลียนอย่างแพร่หลาย ทั้งป้ายโฆษณา และหนังสือแบบเรียน ซึ่งภาพเซตที่โด่งดังที่สุดคือภาพเซตการประชุมทางธุรกิจ ที่เขารับบทพนักงานคนหนึ่งที่ประชุมอยู่กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ และภาพที่เขากำลังชี้ไปยังคอมพิวเตอร์

แม้ว่าหน้าตาของซีมูจะปรากฏไปทุกที่ แต่ผลงานที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จัก และเป็นที่รักอย่างมากในหมู่ชาวเอเชียน-แคนาดาและเอเชียน-อเมริกันคือ ‘Kim’s Convenience’ (2016) ซึ่งเขารับบทเป็น ‘จอง คิม’ หนุ่มเชื้อสายเกาหลีที่อาศัยอยู่ที่แคนาดาซึ่งมีปมปัญหากับพ่อซึ่งเปิดร้านมินิมาร์ทขายของชำ

จากการแสดงที่มีเสน่ห์อย่างเป็นธรรมชาติ ซีมูได้รับโอกาสให้ทำงานอื่น ๆ อีกมากมาย แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ซีรีส์ที่เปรียบเสมือนต้นกำเนิดชื่อเสียงของเขากลับถูกตัดจบในซีซั่นที่ 5 ซึ่งฉายตอนสุดท้ายไปเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ โดยซีมูถึงขั้นระบายลงสื่อโซเชียลฯ ถึงความอัดอั้น และความเสียดายที่ซีรีส์เรื่องดังกล่าวไม่ได้ไปต่อ ซีมูแก้ข่าวว่า ไม่ใช่เพราะเขากำลังจะไปเป็นฮีโร่มาร์เวล แต่เป็นเพราะผู้สร้างตัดสินใจไม่ไปต่อเอง

SHANG CHI ฮีโร่ผู้สร้างปรากฏการณ์

จากทวิตเตอร์แบบเกรียน ๆ ของซีมูอันหนึ่ง ที่ทวีตไว้ในเดือนธันวาคมปี 2018 ว่า

“เอาละ Marvel เราจะมาคุยกันได้หรือยัง #ShangChi”

(ดูทวิตเตอร์ที่: https://twitter.com/simuliu/status/1069696323056586752?lang=en)

ซีมูเผยว่าตอนที่เขาได้รับการติดต่อให้ออดิชันบทนี้ เขารู้ในทันทีว่า ต้องเป็น ‘Shang-Chi’

“ผมไม่ใช่เชอร์ล็อก โฮล์มส์นะ แต่ผมได้รับโปรเจกต์นี้ในชื่อว่า ‘หนังที่ยังไม่ตั้งชื่อของมาร์เวล’ และผมส่องกระจกดูเงาตัวเอง ผมก็เลยปะติดปะต่อได้ว่ามันต้องใช่แน่”

เนื่องด้วยซีมูรู้แน่ว่า เขาต้องออดิชันบท Shang-Chi เขาจึงทุ่มสุดตัวเพื่อบทนี้ (แต่ ‘เควิน ไฟกี’ (Kevin Feige) บอสของ Marvel Studios เผยว่า ไม่รู้เรื่องทวีตของซีมูมาก่อน) โดยสิ่งที่ซีมูทำในเทปแรก ๆ คือการตีลังกาโชว์สกิลสตันท์ พร้อมกับจบด้วยท่า ‘Super Hero Landing’ ที่เขาเชื่อว่ามันโคตรเท่ เพื่อหวังว่าจะเตะตาผู้คัดเลือกนักแสดง (Casting Director) แต่เขามารู้ภายหลังได้รับบทนี้แล้วว่า จริง ๆ ผู้กำกับ ‘เดสติน แดเนียล เครตตัน’ (Destin Daniel Cretton) คิดว่ามันเฉิ่มมาก ๆ

สิ่งที่ทำให้ซีมูคว้าบทนี้ไป ไม่ใช่แค่สกิลการเล่นฉากบู๊ แต่น่าจะเป็นการแสดงที่เขาสามารถเข้าถึงบทบาทได้มากกว่า ซีมูเปิดเผยว่า บทที่เขาต้องทดสอบนั้นเป็นบทจากภาพยนตร์เรื่อง ‘Good Will Hunting’ (1997) ที่บังเอิญเป็นหนังเรื่องโปรดของเขา ถึงขนาดที่ท่องจำบทได้อย่างขึ้นใจ และสามารถพูดเป็นสำเนียงบอสตันตามแบบฉบับของ ‘แมตต์ เดมอน’ (Matt Damon) ได้ด้วย

จากนั้น 2 สัปดาห์ซีมูก็ได้รับการเรียกตัวให้ไปพบกับผู้กำกับ เดสติน แดเนียล เครตตันที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งทั้งสองเข้ากันได้เป็นอย่างดี ซีมูเผยว่า เขารู้สึกในใจตอนนั้นว่า เขาน่าจะมีโอกาสคว้าบทนี้ และหลายสัปดาห์หลังจากนั้น เขาก็ได้รับการติดต่อให้ไปคัดเลือกรอบสุดท้ายที่บรุกลิน เพื่อเข้าฉากกับอควาฟินา (Awkwafina) และดูเคมีการรับส่งระหว่างกัน ถึงแม้ว่าซีมูจะประหม่ามาก แต่เธอก็ช่วยทำให้เขาเบาใจ และทั้งสองก็สนิทกันในทันที

หลังจากนั้น 2 วัน ซีมูจึงได้รับข่าวดีจากเควิน ไฟกีว่าเขาคือ Shang-Chi และต้องบินด่วนไปเปิดตัวในงาน Comic-Con ที่แซนดีเอโกหลังจากนั้นเพียง 4 วัน!

กระแสวิจารณ์หน้าตาในประเทศจีน

ทันทีที่ซีมูได้รับการประกาศชื่อว่าจะมาเป็นซูเปอร์ฮีโร่เชื้อสายเอเชียคนแรกของ Marvel กระแสวิจารณ์อย่างรุนแรงถึงความเหมาะสมในตัวเขาก็เริ่มขึ้นทันที โดยสิ่งหนึ่งคือ ‘การวิจารณ์เรื่องรูปร่างหน้าตา’

ซีมูจัดว่าเป็นหนุ่มฮอตคนหนึ่งทางฝั่งแคนาดา โดยในปี 2019 เขาได้รับเลือกให้เป็นชาวแคนาดาคนแรกที่เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของผลิตภันฑ์ดับกลิ่นกายสำหรับผู้ชาย ‘Old Spice’ ที่ขายภาพลักษณ์สุดเซ็กซี่ แต่สำหรับค่านิยมทางตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน เขากลับได้รับกระแสวิจารณ์เชิงลบอย่างรุนแรง โหมกระแสโดยคลิปวิดีโอจาก ‘Asian Boss’ สื่อที่มักสำรวจกระแสต่างๆ ในประเทศจีน และประเทศแถบเอเชีย

สำหรับคลิปวิดีโอนี้ Asian Boss สำรวจความคิดเห็นของผู้คนตามท้องถนนในประเทศจีน และพบว่าผู้หญิงของประเทศจีนให้คะแนนซีมูต่ำมาก ทั้งยังวิจารณ์อย่างโหดร้ายว่าเขาน่าเกลียด และไม่ได้มาตรฐานความหล่อของประเทศจีน แม้ว่าในวิดีโอจะเป็นการแสดงถึงค่านิยมด้านความงาม ‘Beauty Standard’ ที่แตกต่างกัน แต่ก็ส่งผลกระทบต่อซีมูด้วย ซึ่งแน่นอนว่า เขาไม่ได้รู้สึกดีกับคำวิจารณ์เช่นนี้ แต่เขาก็โต้ตอบอย่างสุภาพ โดยเขียนข้อความในเฟซบุ๊กและไลฟ์แถลงถึงเหตุการณ์นี้ว่า

ผมเผชิญกับอคติมาตลอดอาชีพการทำงานของผม ผู้คนมักตั้งคำถามเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าตา หรือความสามารถทางการแสดงของผม ผมถูกปฏิเสธมานักต่อนัก 95 เปอร์เซ็นต์ก็ว่าได้ แล้วเราก็ถูกบอกเสมอว่า เราดีไม่พอ แต่รู้ไหมครับ สิ่งที่ทำให้เรารอดพ้นและมีชีวิตอยู่ต่อมาได้ นั่นก็คือการคิดว่า ‘เราดีพอ’ และผมก็เชื่อว่า ‘ผมดีพอ’ และผมก็จะไม่ยอมให้ใครก็ตามพรากมันไปจากผม เพราะรู้อะไรไหมครับ มันอาจจะฟังดูบ้านะ แต่ผมก็กำลังจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของ Marvel

“ผมเชื่อว่าผมทำได้ ผมเชื่อมั่นในความสามารถของผมครับ คนที่พยายามทำให้ผมรู้สึกแย่บอกเลยว่าคงไม่สำเร็จ เราจะทำหนังที่ยอดเยี่ยมออกมา ผมรู้จากก้นบึ้งของหัวใจของผมเลย”

นอกจากนี้ ซีมูยังเผยว่า เขาไม่โกรธชาวจีนที่วิจารณ์เขา เพราะยังไม่รู้จักกันดีพอ ทั้งเขายังมีความผูกพันจากเชื้อชาติ และเข้าใจความกังวลของชาวจีนที่เป็นห่วงต่อภาพลักษณ์การนำเสนอจากตะวันตก อย่างไรก็ตาม ซีมูยืนยันว่าจะไม่เป็นการเหยียดเชื้อชาติ หรือทำให้เสียชื่อเสียงอย่างแน่นอน

แม้ว่าซีมูจะไม่โกรธในคำวิจารณ์ที่เป็นประเด็น แต่เขาก็วิจารณ์สื่อที่นำเสนอในมุมนี้ด้วยเช่นกันว่า ควรระมัดระวังประเด็นที่อ่อนไหว และนำเสนออย่างสร้างสรรค์กว่านี้ ภายหลังวิดีโอคลิปที่เป็นปัญหาถูกนำออกจากยูทูบ หลังจากถูกกระแสตีกลับว่า เป็นการชี้นำการล้อเลียนรูปร่างหน้าตาของผู้อื่น อีกทั้งเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อชาวจีน เพราะกลุ่มสำรวจนั้นเป็นแค่ส่วนน้อยของประเทศเท่านั้น

หัวเราะทีหลังดังกว่า

ภาพยนตร์เรื่อง Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings ทำรายได้ไปถึง 90 ล้านดอลลาร์ จากการฉายเพียงแค่ 4 วัน ซึ่งในยุคของ COVID-19 นั้นเป็นไปได้ยากมากที่จะสร้างรายได้ถึงขนาดนี้ แถมภาพยนตร์ยังได้รับคำวิจารณ์การันตีกระแสชื่นชมอย่างมาก โดยได้คะแนน 98% จากหมวด audience score และ 92% จากเหล่านักวิจารณ์โดยการรวบรวมจากเว็บไซต์ดัง ‘Rotten Tomatoes’

หลังจากความสำเร็จดังกล่าว ซีมูได้ใช้ภาพ Stock Photo ของเขากลับมาเอาคืนคนที่เคยสบประมาทเอาไว้อย่างเจ็บแสบ พร้อมกับข้อความว่า “ผมที่กำลังหัวเราะใส่ไอ้คนที่หาว่าเราจะเจ๊ง”

ดูภาพได้ที่ : https://twitter.com/SimuLiu/status/1435001520660127751?s=19

การใช้ภาพของตัวเองที่กลายเป็นมีมไปแล้วมาตอบโต้เช่นนี้เรียกเสียงฮาและเป็นกระแสไวรัลไปทั่วอินเทอร์เน็ต ทวีตของซีมูมีผู้รีทวีตไปว่า 61,000 ครั้ง และได้ยอดไลก์กว่า 3 แสนครั้ง โดยทางเว็บไซต์ ‘Istockphoto’ ก็ได้มาตอบว่า “เราเชื่อมั่นในตัวคุณเสมอนะซีมู ถ้าเป็นซูเปอร์ฮีโร่แล้วมันไม่เวิร์ก เรายินดีเปิดประตูต้อนรับคุณเสมอ” ซึ่งทางซีมูก็มาตอบติดตลกว่า “มีประตูบานไหนเปิดโอกาสที่จะแชร์ส่วนแบ่งจากรายได้ที่คุณได้รับจากภาพพวกนี้ได้ไหมล่ะ ผมได้รับค่าตัวแค่ร้อยเหรียญเองนะ”

STOP ASIAN HATE

“เวลาผมเห็นภาพผู้สูงอายุเอเชียเหล่านี้ที่ถูกทำร้าย ผมจะคิดถึงเส้นทางชีวิตของพ่อแม่ผม ผมเห็นไปถึงว่าพวกเขามีความฝันอย่างไร พวกเขาดิ้นรนต่อสู้กับอะไรมา ความเศร้าโศก และความพยายามมองโลกในแง่ดีอย่างแน่วแน่ของพวกเขา จะต้องให้มี ‘วิชา รัตนภักดี’ อีกกี่คนพวกคุณถึงจะเห็นสิ่งเหล่านี้”

(วิชา รัตนภักดี คือชายชาวไทยที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา เขาถูกโจมตีด้วยการผลักอย่างแรงจนล้มลงกับพื้นและเสียชีวิต)

นี่คือส่วนหนึ่งจากบทความ ‘Anti-Asian Racism Is Very Real’ ที่ซีมูเขียนให้กับ ‘Variety’ เผยแพร่เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2021 เพื่อเรียกร้องให้หยุดการโจมตี ทำร้ายร่างกาย และทำให้เสียชีวิตจากกระแสความเกลียดชังของคนเชื้อชาติอื่น ๆ ที่มีต่อชาวเอเชีย หรือชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย เนื่องมาจากสภาวะการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้ผู้คนเกิดความเกลียดชังคนที่มีเชื้อสายเอเชีย เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นตอของโรคระบาด และการเสียชีวิตของผู้คนนับล้านทั่วโลก

บทความนี้ ซีมูตั้งใจกล่าวถึงชายไทยวัย 84 ปี ที่ถูกวัยรุ่นอเมริกัน​ทำร้ายจนเสียชีวิตในเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากเขาติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิดมาตลอด ซีมูกังวลว่า สักวันเรื่องน่าเศร้าเช่นนี้อาจเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขา หรือครอบครัวอื่น ๆ อีก ซีมูจึงพยายามใช้ช่องทางโซเชียลฯ ของตัวเอง เพื่อกระจายข่าวเรื่องนี้ออกไปทุกครั้งที่มีโอกาส เขาต้องการย้ำว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง การเกลียดชังคนเอเชียเกิดขึ้นมานานนับร้อยปีแล้ว แต่ก็ยังมีผู้คนจำนวนมากไม่เชื่อ รวมถึงเพิกเฉยกับการทำร้ายคนเอเชีย ซึ่งซีมูเองก็เคยถูกไล่ด้วยประโยคคลาสสิกอย่างคำว่า “กลับไปที่จีนเลยไป๊” มานับไม่ถ้วน

วันที่ 16 มีนาคม หลังจากบทความของซีมูตีพิมพ์ออกไปไม่กี่วัน เหตุการณ์ร้ายที่ซีมูพยายามเตือนทุกคนมาตลอดก็เกิดขึ้นจริง ๆ มีเหตุกราดยิงสปาในแอตแลนตา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และใน 6 รายนั้นเป็นหญิงชาวเอเชีย เหตุการณ์นี้นำไปสู่กระแสการเรียกร้อง #StopAsianHate มีการออกมาเดินขบวนในหลายรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา เหล่าคนดังฮอลลีวูดจำนวนมากออกมาพูดถึงปัญหานี้จนเป็นข่าวทั่วโลก และยังมีประเทศอื่น ๆ ให้การสนับสนุนการหยุดความเกลียดชังต่อคนเอเชีย โดยเฉพาะประเทศแคนาดาที่ซีมูอาศัยอยู่ก็มีผู้ออกมาเดินขบวนในหลายรัฐ

จากคนธรรมดาที่ไม่ได้มีพลังวิเศษเหมือนบทบาทซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวลที่เขาได้รับ ซีมูกลายเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนทางสังคมซึ่งนำไปสู่การลงนามร่างกฎหมายป้องปรามการเกิดอาชญากรรมจากกระแสการเกลียดชังชาวเอเชีย (Asian Hate) เพื่อปกป้องคนอเมริกันเชื้อสายเอเชียและแปซิฟิก (AAPI) ของ ‘โจ ไบเดน’ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 20 พฤษภาคม 

การกระทำของซีมู หลิว เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การแสดงพลังของตัวเอง และเรียกร้องในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะเป็นคนธรรมดาก็สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน

หลังจากนี้ เส้นทางซูเปอร์ฮีโร่ของซีมูได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เขายังคงไม่หยุดคว้าโอกาสใหม่ ๆ และพร้อมที่จะเป็นกระบอกเสียงให้กับชาวเอเชียทุกคน เขาเตรียมจะออกหนังสือบันทึกชีวิตของเขาที่ชื่อว่า ‘We Were Dreamers’ ที่ไม่ใช่แค่หนังสือบันทึกชีวิตคนดังธรรมดา แต่ซีมูเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นโดยกลั่นกรองจากชีวิต ประสบการณ์ของตนเอง และเรื่องราวของคนตัวเล็ก ๆ ซึ่งก็คือพ่อแม่ของเขาที่เป็นผู้อพยพ รวมไปถึงการต่อสู้กับความผิดหวัง การถูกเหยียดหยาม และอคติทางเชื้อชาติ โดยเขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หลายคนจะได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตของเขา และเดินหน้าต่อไปเพื่อทำตามความฝันให้เป็นจริง

“ฝันให้ไกล (แล้วสู้ยิบตา) เพื่อไปให้ถึง”

เรื่อง: ผู้ชายคนนั้นจากหนังเรื่องนี้

ภาพ:

https://www.imdb.com/news/ni63416444 

https://mothership.sg/2021/09/simu-liu-stock-images/ 

https://www.youtube.com/watch?v=giWIr7U1deA 

อ้างอิง:

บทความ ‘Anti-Asian Racism Is Very Real

https://variety.com/2021/film/news/shang-chi-simu-liu-anti-asian-racism-1234928348/

‘LOL!’ Shang-Chi’s Simu Liu on *those* tweets, audition backflipping and… doughnuts?

https://youtu.be/qZoY3jHgUug

Actor Simu Liu’s Response to Asian Boss ‘too ugly’ Video via Instagram Live.

https://youtu.be/LsDEuiz1hwE

https://www.usatoday.com/story/entertainment/celebrities/2021/09/02/shang-chi-simu-liu-michelle-yeoh-talk-pressure-westernize-names/5602166001/


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

ออกจากโรงเรียน หอบฟูกและหมอนออกจากบ้าน กว่าจะเป็นอัศวินรัตติกาล ‘The Weeknd’

‘Imagine’ there’s no heaven: ความฝันใต้ควันปืนและอดีตอันขมขื่นแห่งชีวิตจอห์น เลนนอน

สไปเดอร์แมน “พลังที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง”

เพลง ‘She’ ในภาพยนตร์ ‘Notting Hill’ รักหนึ่งครั้งจดจำตลอดไป

Foo Fighters – Everlong: เพลงปิดท้ายคอนเสิร์ตหลังนิวยอร์กเลิกล็อกดาวน์ เพื่อบอกให้โลกรู้ว่าหลังพายุฝนซา ฟ้าจะสวยงามเสมอ

ไจแอนท์: “ความรุนแรง” กับเพื่อน อาจจะมีที่มาจากความรุนแรงในครอบครัว (?)

Pink Floyd – Another Brick in the Wall, Pt.2: เบื้องหลังกำแพงแห่งระบบการศึกษาคือเครื่องบดเนื้อมนุษย์

“มีเดียมีเจ๊ง” การจัดแสดงผลงานนักศึกษา ที่จะมาเติมเต็มวันหยุดให้มีสีสัน