Post on 09/01/2019

สัมภาษณ์ ซิน ทศพร กับตัวตนในวันนี้ที่ ‘มีความสุขที่สุด’ ตั้งแต่เป็นนักร้อง

       ซิน ทศพร อาชวานันทกุล หรือ ซิน ซิงกูล่าร์ เป็นอีกหนึ่งนักร้องที่มีเสียงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ก่อนหน้านี้เขาโด่งดังมาจากการทำวงในนาม ซิงกูล่าร์ ภายใต้ชายคาของโซนี มิวสิค ประเทศไทย และมีเพลงที่โด่งดังมากมายทั้ง “เบา เบา” หรือผลงานจากอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองอย่าง “เธอเปลี่ยนไปแล้ว”

ปัจจุบัน ซิน เดินหน้าเริ่มต้นทำความฝันของเขาอีกครั้งกับบ้านหลังใหม่อย่างค่าย ไวท์ มิวสิค ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และกำลังทยอยสร้างสรรค์ผลงานออกมาเรื่อย ๆ โดยมีซิงเกิลล่าสุดที่ใช้เวลากว่าห้าเดือนอย่าง “ฟัง” เป็นเพลงเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

วันนี้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับนักร้องหน้าหวานคนนี้เกี่ยวกับหลายประเด็น เขาจะรับมืออย่างไรกับกระแสที่ว่า “ดังแล้วแยกวง” หรือ เขาจากที่เคยเป็นเด็กขี้อายเขากลายมาเป็นนักร้องอาชีพได้อย่างไร

The People : ก่อนหน้านี้หายหน้าหายตาไปนานเพราะอะไร
ซิน : ก่อนหน้านี้หายไปช่วงหนึ่งเพราะมีความเปลี่ยนแปลงเรื่องย้ายค่ายเกิดขึ้น คือตอนนี้ซินย้ายมาอยู่กับ ไวท์ มิวสิค ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนมกราคม หลังจากนั้นก็มีประชุมคุยกันเรื่องการทำเพลง ซินก็ไปเตรียมตัวเขียนเพลงทำงานเบื้องหลังจนกลายเป็นเพลง ‘ฟัง’ ก็ใช้เวลาประมาณห้าเดือนได้

The People : ฟีดแบ็กของแฟนเพลงหลังออกมาทำเดี่ยว
ซิน : จริง ๆ ซินว่าฟีดแบ็กดีกว่าที่เราคิดไว้ เพราะว่าเป็นคนที่ไม่ค่อยได้คาดหวังอะไรกับเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ เหมือนกับว่าเรามีหน้าที่ทำเพลงแล้วก็ทำแบบที่เราต้องการ และทำออกมาให้ดีที่สุดคือเรารู้สึกว่าเพลงที่ออกมาอย่างน้อย ๆ เราต้องชอบแล้วถึงปล่อยมันออกมาได้

The People : สมัยที่ยังทำเพลงเป็นวง ตอนนั้นรู้สึกเป็นตัวเองไหม
ซิน : สำหรับส่วนตัวของซินวิธีการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นวงหรือเดี่ยว คือซินก็ยังเป็นคนแต่งเพลงเองและก็แต่งเนื้อร้องทำนองเอง เพราะฉะนั้นซินว่าที่ต่างกันน่าจะเป็นเรื่องของช่วงเวลามากกว่า คือเพลง ณ ตอนนั้นคือเราตอนอายุเท่านั้น ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างก็พัฒนาไปตามเวลาของมัน ซึ่งหลายคนก็ยังไม่ทราบว่าซินเป็นเขียนเพลงเองไม่ว่าจะเป็นเพลง เบา เบา หรือ ลอง จริง ๆ ก็เขียนเพลงเองทุกเพลงทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นตอนทำวงหรือเดี่ยว

The People : ท้อไหมเวลาเจอฟีดแบ็กว่า ‘ดังแล้วแยกวง’
ซิน : ไม่ค่อยได้ไปตามฟีดแบ็กเท่าไหร่ เพราะเรารู้อยู่ว่าความเป็นมามันเป็นอย่างไรบ้าง เราถึงตัดสินใจแบบนั้นแบบนี้ เราเลือกที่เราทำงานแล้วมีความสุขดีกว่า

The People : คุณมีวิธีการดึงความเป็นตัวเองออกมาอย่างไร
ซิน : คงพยายามให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะว่าอย่างที่บอกมันก็เริ่มมาจากตัวซินเองด้วยทั้งเนื้อร้องทำนองแล้วก็การโปรดิวซ์ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาก็คงโชคดีด้วยที่ทางค่ายไม่เปลี่ยนตัวตนอะไรของเรา

The People : ถ้าจะให้นิยามดนตรีของซินในปัจจุบัน มันคือดนตรีแบบไหน
ซิน : ตอนนี้มันคงเป็นความผสมผสาน ซินก็ไม่รู้ว่ามันจะเรียกว่าอะไร คือก็ไม่รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะเรียกแนวดนตรีของตัวเองว่าอะไร เราแค่ผสมทุกอย่างที่เราชอบ แล้วก็คิดว่าถ้าสองสิ่งนี้หรือสามสิ่งนี้มาผสมกันแล้วมันน่าจะออกมาเวิร์ค

The People : หลายคนยังไม่รู้ว่าซินจบสถาปัตย์ นิเทศศิลป์ มา
ซิน : จริง ๆ ที่เลือกเรียนทางนี้เพราะเป็นอีกอย่างที่ชอบมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว คือเรื่องของศิลปะ ก็เนี่ยเป็นสองสิ่งในชีวิตที่ขาดไม่ได้ คงเป็นศิลปะกับดนตรีสองอย่าง ซึ่งซินว่าสองอย่างนี้มันก็มีวิธีคิดหรือวิธีการทำงานที่คล้าย ๆ กัน

The People : ในมุมมองของคุณศิลปะและดนตรี คล้ายกันอย่างไร
ซิน : คงเป็นเรื่องของการสื่อสารมากกว่าของทั้งสองอย่างทั้งดนตรีและศิลปะ ซินว่ามันเป็นการสื่อสารของคนที่สร้างงานออกไปสู่ใครก็ได้ที่มาเห็นงานของเรา ทั้งดนตรีและศิลปะมันก็เป็นเรื่องของการสื่อสาร ทั้งสื่อสารแบบเชิงข้อความ หรืออารมณ์

The People : ดนตรีที่ดีเกินไป คนอาจจะเข้าไม่ถึง คุณชั่งน้ำหนักเรื่องนี้อย่างไร
ซิน : สำหรับเรา อย่างที่บอกเราเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง เราคิดว่าศิลปินหรือว่านักร้องหรือว่าคนทำงานทุกคนควรจะเอาตัวเองเป็นตัวตั้งมากกว่า แต่ละคนจะได้มีแนวทางเป็นของตัวเอง ถ้าเกิดสมมติว่าทำเอาใจคนอื่นก็อาจจะเหมือนกันไปหมด เพราะฉะนั้นเราว่าเอาตัวเองเป็นตัวตั้งดีกว่า

The People : ปัจจุบันทำงานกับค่ายที่ใหญ่ขึ้น เป็นตัวเองมากขึ้นไหม
ซิน : อย่างที่บอกเราเป็นคนทำงานด้วยตัวเอง ซึ่งบางครั้งเราก็อยากมีคนที่คอยซัพพอร์ทเราในบางเรื่อง ซึ่งแกรมมี่ก็ตอบโจทย์เราในตรงนี้ เพราะคือตรงไหนที่เราทำแล้วเหมือนกับว่าเป็นตัวเอาจริง ๆ เขาก็ปล่อยให้เราทำโดยที่ไม่ได้เข้ามา แบบเฮ้ย ทำไมคุณไม่ทำแบบนั้น คุณไม่ทำแบบนี้ แต่แบบว่าตรงไหนที่เขาเห็นว่าซัพพอร์ทช่วยเหลือเราได้ เขาก็จะถามหรือหยิบยื่นมาให้ เหมือนกับว่าทำงานเป็นทีม

The People : ตอนที่เรียนเป็นนักออกแบบ เคยวาดฝันไว้ไหมว่าตัวเองจะกลายมาเป็นนักร้อง
ซิน : ถ้าเป็นตอนเด็ก ๆ คงเป็นความคิดเล่น ๆ เผลอฝันไปตามสไตล์เด็กมากกว่าตอนนั้นเราก็ไม่รู้หรอกว่าอนาคตมันจะแบบได้ทำจริงไหม ถ้าเป็นช่วงเด็กคงเป็นเรื่องของความอยากที่จะทำเป็นตัวตั้งมากกว่า เหมือนกับว่าได้เขียนเพลงหรือได้วาดรูปมันมีความสุขมันก็ตอบโจทย์แค่นั้นไม่ได้คิดไปถึงว่ามันจะแบบเป็นอาชีพได้เหมือนในปัจจุบัน

The People : ตอนนี้วงการเพลงถูกเทคโนโลยี disrupt ส่งผลกระทบอย่างไรบ้างต่อตัวคุณ
ซิน : คือมันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียของมัน ซินคิดว่าข้อดีคงเราอาจจะเจอกันง่ายขึ้นระหว่างศิลปินกับคนฟังเพลง เดี๋ยวนี้มันเข้าไปในเว็บต่าง ๆ หรือว่าแม้แต่โทรศัพท์มือถือมันก็ฟังได้เลย แล้วมันก็ลิ้งก์กันไปในแต่ละแนวเพลง มันอาจจะทำให้คนฟังค้นหาเราเจอง่ายขึ้น

แต่ข้อเสียมันก็มีอย่างที่รู้กัน เดี๋ยวนี้แผ่นซีดีหรืออะไรก็แล้วแต่มันแทบจะหายไป แล้วก็รายได้ของศิลปินส่วนมากก็จะไปอยู่ตรงโชว์ ซึ่งตรงนี้เรามีความรู้สึกว่ามันอาจจะไม่แฟร์บ้างบางศิลปินที่แนวเพลงเขาอาจจะไม่ใช่แนวเพลงที่เอาไว้โชว์ บางครั้งแนวเพลงบางแนวของศิลปินบางคน มันอาจจะเหมาะกับไว้ฟัง หรือไว้เล่นที่ที่เป็นของเขาจริง ๆ ซึ่งตรงนี้เรารู้สึกว่ามันน่าเสียดายถ้าเขาจะหาเลี้ยงชีพตัวเองไม่ได้ด้วยเหตุผลนี้

The People : ซินดูเป็นคนขี้อาย หันมาเป็นนักร้องได้อย่างไร
ซิน : จริง ๆ มันขัดแย้งกับตัวเรามากเลยนะ เพราะว่าตอนเด็ก ๆ เราเป็นเด็กขี้อายมาก เวลาไปพูดหน้าชั้นหรืออะไรก็แล้วแต่ เราจะเป็นคนที่ไม่อยากออกไปพูดหน้าชั้น แล้วก็เวลามีกิจกรรมของโรงเรียนก็ไม่ค่อยได้ไปร่วมกับเขา คือไม่ได้เอาตัวเองไปอยู่ข้างหน้ามากเท่าไหร่ ก็จะเป็นคนแบบนั้นจริง ๆ แล้วพอกลายมาเป็นศิลปินเราต้องปรับตัวอาจจะเยอะกว่าชาวบ้านเขานิดหนึ่ง

คือเรารู้แหละว่าถ้าเป็นศิลปินยังไงวันหนึ่งมันก็ต้องมายืนอยู่ข้างหน้า ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วในตอนแรก ๆ เราอาจจะแค่นำเสนอผลงานเราอาจจะแค่นำเสนอเพลงของเรา แต่เราว่ามันก็ต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเองในด้านนี้ เพื่อที่จะได้นำผลงานของตัวเองเอาไปสู่คนฟังได้อย่างแท้จริง

The People : ยังจำโชว์แรกในฐานะนักร้องได้ไหม
ซิน : เป็นโชว์ที่แบบเราไม่ชอบเลย หมายถึงเราไม่ชอบตัวเองเลย เพราะว่ามันเป็นโชว์ที่ใหญ่มาก ณ ตอนนั้น แล้วเราตอนนั้นเหมือนไม่มีประสบการณ์เลย ยังไม่รู้ด้วยซ้ำถ้าขึ้นเวทีใหญ่ขนาดนั้นต้องใส่เอียมอนิเตอร์นะ ไม่งั้นคุณไม่รอดแน่นอน มันเป็นโชว์ที่เราไม่โอเคกับตัวเองเลย แต่เรามีความรู้สึกว่าจากโชว์นั้นจากจุดนั้นมันทำให้เรายิ่งต้องผลักตัวเองให้ถึงที่สุดจนเรารู้สึกโอเคกับตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

The People : คิดว่าตัวเองผ่านจุดสูงสุดไปหรือยัง
ซิน : ถ้าถามเรื่องความดังมันไม่ค่อย เป็นปัจจัยในการทำงานเพลงหรือการใช้ชีวิตของเราเท่าไหร่ อย่างที่บอกว่าเราอยากให้มีคนถามมากกว่าว่าตอนนี้มีความสุขที่สุดหรือยังมากกว่า ถ้าถามว่าผ่านช่วงที่ดังที่สุดหรือยังเราไม่รู้มันอาจเป็นเรื่องที่คนภายนอกเป็นคนมองมากกว่า

The People : ซิน ในวันนี้มีความสุขที่สุดแล้วหรือยัง
ซิน : ตอนนี้มีความสุขที่สุด ตั้งแต่ทำงานเพลงเป็นศิลปินออกมา


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Releated

สัมภาษณ์ ฉันทนา ทิพย์ประชาติ “การทำหนังเป็นพื้นที่ระบาย และเป็นพื้นที่หายใจของเรา”

คุยกับนักแสดงและทีมงาน จากมิวสิคัล “เดอะ ไลอ้อน คิง” ละครเวทีที่เปี่ยมไปด้วยความทรงจำ

WHY “Y” ทำความเข้าใจวัฒนธรรมวายกับ รศ.ดร.นัทธนัย ประสานนาม

สัมภาษณ์ ไผท ผดุงถิ่น: เทคสตาร์ทอัพสายก่อสร้าง เทรนด์ของโลกและการเลี้ยงลูก

สัมภาษณ์ จันจิรา สมบัติพูนศิริ: การเมือง ความเป็นไทย อยู่ตรงไหนบนแผนที่โลก

สัมภาษณ์ ชาติชาย เกษนัส ความแตกต่างทางวัฒนธรรมหนังไทย-พม่า และการไม่พัฒนาของหนังไทย

สัมภาษณ์ โอ – อนุชิต สพันธุ์พงษ์ นักแสดงผู้ถูกหล่อหลอมด้วยความเป็นเหตุเป็นผล

สัมภาษณ์ เรืองฤทธิ์ ศิริพานิช ความฉลาดเป็นพรสวรรค์ และการสอบไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต