Post on 16/04/2020

เซอร์ สเตอร์ลิง มอสส์ ราชันไร้มงกุฎ สุดยอดนักแข่งผู้ไม่เคยได้แชมป์ F1

สเตอร์ลิงกับลูอิส แฮมิลตัน

โลกมักจดจำคนที่ขึ้นแท่นที่ 1 แต่สำหรับแวดวงรถแข่ง Formula 1 หรือ F1 เซอร์ สเตอร์ลิง มอสส์ (Sir Stirling Moss) ที่แม้ตลอดชีวิตนักแข่งจะไม่เคยได้แชมป์ F1 สักครั้ง แต่เขากลับเป็นตำนานที่ทุกคนในวงการยกย่อง

เวลาถกกันว่าใครคือสุดยอดนักกีฬาในกีฬาชนิดนั้น ๆ จำนวนแชมป์ที่ได้มักถูกนำมาวิเคราะห์ประกอบเสมอ เพราะถือเป็นมาตรวัดความเก่งที่เห็นชัดที่สุด ในวงการ F1 ไมเคิล ชูมัคเกอร์ เจ้าของแชมป์ 7 สมัย กับ ลูอิส แฮมิลตัน แชมป์ 6 สมัย อาจเบียดบี้กันมาอย่างสูสี แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ไม่เคยได้แชมป์จะไม่ได้รับการยกย่องเลย โดยหนึ่งในไม่กี่คนที่ขึ้นไปอยู่ในทำเนียบนั้นอย่างสมศักดิ์ศรี คือนักแข่งชาวอังกฤษระดับตำนาน สเตอร์ลิง มอสส์ 

สาเหตุที่สเตอร์ลิงมาอยู่ในจุดนี้ได้ เพราะเขาสร้างประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ประดับวงการมอเตอร์สปอร์ตมากมายจนได้ฉายา “มิสเตอร์มอเตอร์สปอร์ต” (Mr. Motor Sport) ตลอด 14 ปีของการเป็นยอดนักซิ่ง เขาลงแข่งทั้งหมด 529 สนาม สามารถเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกได้ถึง 212 สนาม หากนับแค่ F1 อย่างเดียว เขาลงแข่ง 66 สนาม และได้ชัยชนะทั้งสิ้น 16 ครั้ง แต่เมื่อรวมคะแนนสะสมตลอดฤดูกาล เขาก็ไม่เคยไปถึงดวงดาวแห่งแชมป์ F1 เลย ถึงอย่างนั้น ผู้คนก็ยกย่องให้เขาเป็นนักแข่งที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในวงการ แถมยังได้รับการยกย่องว่าโดดเด่นกว่านักแข่งรถดีกรีแชมป์โลกหลายคนเสียอีก

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน ค.ศ. 2020 แฟนกีฬาท้าความเร็วทั่วโลกต้องรับรู้ข่าวเศร้า เมื่อสเตอร์ลิงเสียชีวิตด้วยวัย 90 ปี หลังต่อสู้กับโรคชราและอาการป่วยออด ๆ แอด ๆ มานาน การจากไปของเขาถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องในประวัติศาสตร์ F1 ปี 2020 หลังจากโรคโควิด-19 ทำพิษจนการแข่ง F1 ฤดูกาลที่ 70 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ควรจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ต้องเลื่อนแข่ง โดยไม่รู้ว่าจะได้เปิดสนามเมื่อไหร่กันแน่

สเตอร์ลิง ครอว์เฟิร์ด มอสส์ เกิดเมื่อวันที่ 17 กันยายน ปี 1929 เขาเติบโตในครอบครัวนักกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬารถแข่ง เพราะพ่อของเขา อัลเฟรด เป็นหมอฟันผู้มีงานอดิเรกคือการแข่งรถ ที่ในยุค 1920s เขาเข้าแข่งรถหลายรายการ หนึ่งในนั้นคือรายการใหญ่อย่าง Indianapolis 500 ที่อัลเฟรดลงแข่งถึง 2 ครั้ง และเข้าเส้นชัยในอันดับดีสุดที่ 14 ส่วน ไอลีน ผู้เป็นแม่ก็ชอบรถซิ่งเช่นกัน และ แพท น้องสาวของสเตอร์ลิงก็เป็นนักแข่งรถแรลลีชื่อดัง

เดิมทีสเตอร์ลิงหลงใหลการขี่ม้ามากกว่า และมีหน่วยก้านดีทีเดียว แต่ต่อมาก็หันเหความสนใจไปสู่กีฬารถแข่งเหมือนคนอื่นในบ้าน ส่วนหนึ่งเพราะสเตอร์ลิงได้รับการปลูกฝังจากพ่อตั้งแต่ยังเด็ก อัลเฟรดมักเอาเขามานั่งบนตักระหว่างขับรถเล่นเสมอ และเมื่อลูกชายอายุครบ 18 ปี หลังมีใบขับขี่เรียบร้อยก็มุ่งมั่นอยากเข้าวงการแข่งรถทันที ประเดิมด้วยการแข่ง Cooper 500 และชนะได้ถึง 11 ครั้ง จาก 15 ครั้ง แม้ตอนแรกอัลเฟรดจะไม่ค่อยสนับสนุนให้ลูกเดินทางสายนี้เท่าไหร่ แต่เมื่อเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจ เขาก็เปลี่ยนท่าทีมาส่งเสริมและให้กำลังใจลูกชายแทน

ช่วง 2-3 ปีแรก สเตอร์ลิงหาประสบการณ์ด้วยการตะลอนไปทั่วยุโรป ลงแข่งขันให้กับรายการเด่น ๆ มากมายและพิชิตชัยได้หลายสนาม จนแมวมองจากหลายทีมตาลุกวาว ก่อนที่ในปี 1954 ทีม Maserati จะดึงตัวเข้ามาแข่ง F1 ซึ่งสเตอร์ลิงก็ปล่อยของตั้งแต่ปีแรก สามารถขับเคี่ยวกับ ฮวน มานูเอล ฟันจิโอ จากทีม Mercedes ซึ่งตอนนั้นเป็นแชมป์ F1 2 สมัย ได้อย่างสูสี

สนามที่แจ้งเกิดสเตอร์ลิงคือ Italian Grand Prix ซึ่งเขาแซงฟันจิโอและเกือบจะชนะแล้ว แต่เคราะห์ร้ายที่เครื่องยนต์ดันมีปัญหา จนเขาต้องออกจากการแข่งไปก่อนในรอบที่ 68 แต่มันคือสัญญาณบ่งบอกว่าในอนาคตภายหน้า เขาจะกลายเป็นนักแข่งชั้นเซียนอย่างแน่นอน

แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะในปี 1955 ถือเป็นปีทองของสเตอร์ลิงเลยก็ว่าได้ เมื่อเขาย้ายไปอยู่ทีม Mercedes และสามารถเอาชนะรายการ British Grand Prix คว้าชัยใน F1 ได้เป็นครั้งแรก แถมยังเฉือนชนะเพื่อนร่วมทีมอย่างฟันจิโอในเวลาเพียงเสี้ยววินาที สร้างประวัติศาสตร์อีกต่อ ด้วยการเป็นนักแข่งชาวอังกฤษคนแรกที่ได้แชมป์ในบ้านเกิดตัวเอง

ไม่เพียงแค่นั้น ในปีเดียวกันสเตอร์ลิงยังชนะศึก Mille Miglia ที่อิตาลี ซึ่งเป็นการแข่งซิ่งระยะทาง 992 ไมล์ ในเวลาเพียง 10 ชั่วโมงนิด ๆ กลายเป็นการแข่งที่สร้างชื่อให้เขามหาศาล นอกจากเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก เขายังซิ่งทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างฟันจิโอถึง 32 นาที เป็นสถิติที่ไม่น่ามีใครทำลายลงได้อีกแล้ว ด้านฟันจิโอ ซึ่งเวลาต่อมาจะได้แชมป์ F1 มาครองรวม 5 สมัย เจอความสามารถของเด็กคนนี้เข้าไป ถึงกับยกย่องสเตอร์ลิงเลยว่าเป็นคู่ปรับที่เขาเกรงกลัวที่สุดตลอดอาชีพการแข่งของเขา

นับแต่นั้น ไม่ว่าจะลงแข่งในรายการไหน สเตอร์ลิง มอสส์ ก็กลายเป็นเต็งแชมป์ทุกครั้งไป ความสามารถอันเหลือร้ายของเขาทำให้คู่แข่งเสียวสันหลังวาบเสมอ แต่ถึงจะมาแรงแซงโค้ง สเตอร์ลิงกลับไม่เคยจบฤดูกาล F1 ในฐานะแชมป์เลย ทุกปีมักจะมีปัจจัยแทรกซ้อนมาขวางทางแชมป์เสมอ และไปไกลสุดเพียงแค่รองแชมป์ 4 สมัยเท่านั้นในปี 1955-1958

ปีที่สเตอร์ลิงเข้าใกล้แชมป์มากที่สุดคือปี 1958 อันเป็นปีที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ F1 เพราะปีนั้นมีนักแข่งเสียชีวิตขณะแข่งถึง 4 คน สเตอร์ลิงในฐานะนักแข่งทีม Cooper-Climax สามารถเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 ได้ถึง 4 สนาม แต่สุดท้ายแชมป์กลับตกเป็นของ ไมค์ ฮอว์ธอร์น นักแข่งเพื่อนร่วมชาติจากทีม Ferrari แม้ว่าฮอว์ธอร์นจะได้ชัยชนะเพียงแค่สนามเดียวก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลเป็นเช่นนี้ เพราะสเตอร์ลิงแข่งไม่จบหลายสนาม ขณะที่ฮอว์ธอร์นประคองตัวเข้าเส้นชัย 5 อันดับแรกบ่อยกว่า จึงเก็บคะแนนที่สเตอร์ลิงทิ้งเรี่ยราดได้มากกว่า

กระนั้น การตัดสินแชมป์เกิดการพลิกผันในสนามที่ 9 ของฤดูกาล อย่าง Portuguese Grand Prix ฮอว์ธอร์น โดนปรับแพ้ (Disqualified) แม้ว่าจะเข้าเส้นชัยอันดับที่ 2 ตามหลังสเตอร์ลิง เพราะคณะกรรมการมองว่ามีช่วงหนึ่งที่ฮอว์ธอร์นขับรถออกนอกสนามในจุดที่กำหนดไว้

แต่สเตอร์ลิงซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นตรงนั้น และมองว่าการโดนโทษของฮอว์ธอร์นไม่ยุติธรรม จึงไปอธิบายกับคณะกรรมการว่า คู่แข่งรายสำคัญไม่ได้ทำผิดกฎอย่างที่ใคร ๆ คิด เป็นผลให้คณะกรรมการตัดสินใจคืนแต้มกลับไปให้ฮอว์ธอร์น และมันเป็นแต้มสำคัญที่จะส่งผลให้สเตอร์ลิงชวดแชมป์เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล

น้ำใจนักกีฬาเป็นสิ่งที่นักกีฬาทุกคนต้องมีกันอยู่แล้ว แต่น่าจะมีไม่กี่คนที่กล้าช่วยให้คู่แข่งอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบกว่าตัวเอง หนึ่งในนั้นก็คือสเตอร์ลิง หลายคนมองว่าการชวดแชมป์ครั้งนั้นเป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะเขายึดมั่นมากเกินไป แต่เจ้าตัวไม่เคยเสียใจเลย และให้สัมภาษณ์อยู่บ่อย ๆ ว่า เขาจะเสียใจถ้าได้แชมป์ครั้งนั้นมาครองด้วยการตัดสินโทษผิด ๆ เพราะมันจะทำให้ความหมายของคำว่า “ชัยชนะ” ที่ทุกคนยกย่อง ต้องสูญเสียความน่าเชื่อถือ

หลังจบฤดูกาลดังกล่าว สเตอร์ลิงยังแข่ง F1 ต่อจนถึงฤดูกาล 1961 ช่วงนั้นแม้จะยังคงฟอร์มเก่งกาจ แต่ก็ทำได้มากสุดแค่เพียงครองอันดับ 3 เท่านั้น ก่อนที่ในปี 1962 เขาจะตัดสินใจย้ายไปอยู่กับทีมม้าลำพอง Ferrari

อย่างไรก็ตาม กลับเกิดเรื่องไม่คาดคิดก่อน F1 ฤดูกาลนั้นจะเริ่มขึ้น เมื่อเขาไปแข่งชิงถ้วย Glover Trophy ในวันที่ 23 เมษายน ให้กับทีม Lotus ขณะที่ทุกอย่างเหมือนจะผ่านไปด้วยดี รถของเขาซึ่งกำลังเร่งเครื่องมาอย่างแรงกลับเสียหลักและพลิกคว่ำจนพังยับ ส่งผลให้สเตอร์ลิงได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน

สมัยนั้น การแข่งรถได้ชื่อว่าเป็นกีฬาที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายที่สุด เพราะไม่มีมาตรการป้องกันการบาดเจ็บที่ได้ประสิทธิภาพ อุบัติเหตุเพียงนิดเดียวอาจส่งผลให้นักแข่งตายได้ง่าย ๆ และมันเกิดขึ้นบ่อยมาก โชคดีว่าอุบัติเหตุครั้งนั้นไม่ได้คร่าชีวิตสเตอร์ลิงเหมือนนักแข่งคนอื่น แต่ก็รุนแรงขนาดส่งให้เขาอาการโคม่าถึง 38 วัน และยังเป็นอัมพาตครึ่งตัวนานครึ่งปี ถึงจะฟื้นฟูร่างกายกลับมาดังเดิม แต่เขาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป

สเตอร์ลิงรู้ดี เพราะเมื่อทดสอบขับรถแล้วพบว่าไม่สามารถควบคุมรถได้ดีเหมือนก่อน สเตอร์ลิงจึงประกาศรีไทร์ บอกลาอาชีพนักแข่งรถด้วยวัยเพียง 34 ปี

แต่ถึงจะเลิกแข่ง สเตอร์ลิง มอสส์ ก็ไม่เคยหายหน้าหายตาไปไหน แฟน ๆ สามารถพบเจอเขาได้ในงานแข่งรถแทบทุกสัปดาห์ ซึ่งเขายังทำหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวและนักวิเคราะห์ให้กับช่อง ABC ของสหรัฐอเมริกาในช่วงหนึ่งด้วย

นอกจากนั้น สเตอร์ลิงยังเป็นเซเล็บชาวอังกฤษที่ปรากฏตัวออกสื่อบ่อยมาก เคยไปเป็นนักแสดงรับเชิญในหนังสายลับ เจมส์ บอนด์ เวอร์ชันปี 1967 เรื่อง Casino Royale และออกรายการโทรทัศน์เป็นประจำ มีบ้างที่เขาคันไม้คันมือกลับมาร่วมการแข่งขันเฉพาะกิจเอาสนุก เช่น การแข่งขันขับรถตัดหญ้า (Lawn Mower Racing) และโชว์ความสามารถเหนือชั้น จนได้แชมป์มาครองด้วยในปี 1975 และ 1976

ชื่อ “สเตอร์ลิง มอสส์” ยังเป็นตำนานของตำรวจจราจร เพราะเวลาตำรวจอังกฤษจับกุมคนขับรถเร็วกว่ากำหนด พวกเขามักจะถามคนขับว่า “ขับเร็วแบบนี้คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร สเตอร์ลิง มอสส์ งั้นเหรอ?” เป็นมุกตลกที่ใคร ๆ ชอบเอามาล้อเลียนเขาอยู่บ่อยครั้ง รวมทั้งตัวเขาเอง แถมครั้งหนึ่งเจ้าตัวยังเคยโดนตำรวจเรียกให้จอดเพราะขับรถเร็ว แล้วโดนถามคำถามนี้เข้ากับตัวด้วยอีกต่างหาก

ตลอดอาชีพการเป็นนักแข่งรถของสเตอร์ลิง เขาฝากการแข่งระดับตำนานไว้มากมาย ชนิดต่อให้ไม่เคยได้แชมป์ F1 ก็ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์ตัวเองอีกแล้ว เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าฝีมือของเขาเก่งกาจเพียงใด เขาได้รับเลือกให้เข้าสู่หอเกียรติยศของวงการมอเตอร์สปอร์ตในปี 1990 จากนั้นอีก 10 ปีต่อมา ก็ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ให้เป็นอัศวิน ถือเป็นอีกหนึ่งเกียรติประวัติในชีวิต ที่ไม่ใช่นักแข่งทุกคนจะได้รับเกียรติเช่นนี้

สเตอร์ลิงยังปรากฏตัวบนสนามแข่ง F1 เป็นประจำ ด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสและอัธยาศัยดีกับทุกคน ไม่เคยถือเนื้อถือตัว และถือเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนสำคัญของ Mercedes ก่อนที่จะแก่ตัวลงเรื่อย ๆ และมีปัญหาสุขภาพหลายอย่าง จนเลิกออกสื่ออย่างสิ้นเชิงตั้งแต่ปี 2018

น่าสนใจว่าทั้งที่ผู้คนยุคปัจจุบันไม่น่าจะมีใครเคยดูการแข่งของสเตอร์ลิง มอสส์ แบบเต็ม ๆ เหมือนอย่างที่เราเฝ้าดูการแข่ง F1 ยุคนี้ได้อย่างเต็มอิ่ม แต่หลักฐานความยิ่งใหญ่ของเขาก็ปรากฏให้เห็นผ่านคลิปสั้น ๆ (เท่าที่ยังมีหลักฐานหลงเหลือ) ภาพนิ่ง ตัวอักษร และคำสรรเสริญยกย่องจากเหล่าประจักษ์พยาน ที่เคยเห็นความยอดเยี่ยมในช่วงพีคของเขามากับตา การที่ชื่อเสียงของสเตอร์ลิงยังส่งตรงมาถึงทุกวันนี้ บ่งบอกได้อย่างดีว่า ความเป็นตำนานของเขาคือของจริง และมันไม่มีทางล้มล้างได้

ถึงจะไม่เคยได้แชมป์ F1 แต่ สเตอร์ลิง มอสส์ ไม่เคยเสียใจ แถมยังภาคภูมิใจด้วยซ้ำ เพราะบางทีหากเขาได้แชมป์มาครองสักสมัยหนึ่ง เขาอาจไม่ได้รับการจดจำเท่าที่เป็นอยู่ และแม้วันนี้ยอดนักแข่งมากความสามารถ ผู้น่ายกย่องทั้งในและนอกสนามแข่งจะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่มั่นใจได้ว่าความยิ่งใหญ่ของเขาจะยังเป็นตำนานในวงการ F1 ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ก็ไม่มีใครลืมเลือน

 

ที่มา

https://www.formula1.com/en/latest/article.the-king-that-was-never-crowned-sir-stirling-moss-remembered.1hsgcCo24xkLW8APD4Wuy5.html

https://www.nytimes.com/2020/04/12/obituaries/stirling-moss-dead.html

https://www.theguardian.com/sport/gallery/2020/apr/12/sir-stirling-moss-motor-racing-legends-life-in-pictures

https://www.washingtonpost.com/local/obituaries/stirling-moss-f1-driver-known-as-one-of-the-best-behind-the-wheel-dies-at-90/2020/04/12/91f03b9c-7cd3-11ea-9040-68981f488eed_story.html

https://www.youtube.com/watch?v=EImB7ekSJ3U

https://www.youtube.com/watch?v=4DVpg5ubvyM

https://www.youtube.com/watch?v=ea3iZKLduvg

https://www.youtube.com/watch?v=Voo2KaF_0GA

 

เรื่อง: ปารณพัฒน์ แอนุ้ย

 


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

นิโคลา เนเลอร์ นักกีฬาศิลปะการบังคับม้ากับความพิการทางสายตาที่ไม่อาจมาขวางกั้นความฝัน

ธนบูรณ์ เกษารัตน์ จิตวิญญาณของนักกีฬาอาชีพ ไม่ได้อยู่แค่ 90 นาทีในสนาม

เอ็ด วูดเวิร์ด ซีอีโอแมนฯยูฯ อดีตนักบัญชี ชายผู้ที่แฟนบอลเรียก “ลอร์ดเอ็ด” กับชีวิตที่ตัวเลขพาไปเจอกับฟุตบอล

Green Bay Packers ครองแชมป์มากที่สุด ด้วยระบอบประชาธิปไตย

บิลลี บีน แห่งทีมเบสบอล Oakland Athletics วิเคราะห์สถิติตัวเลขเกมกีฬา ที่มาความเจ๋งของลิเวอร์พูล

ฮิวงะ โคจิโร จากกัปตันซึบาสะ เสือร้ายผู้ใช้ฟุตบอลถีบตัวเองให้พ้นจากความยากจน

ไรอัน เมสัน นักบอลดวงกุด กับลูกโหม่งที่ต้องแลกด้วยการแขวนสตั๊ด

ซากุรางิ ฮานามิจิ: ปรัชญาชัยชนะแห่ง Slam Dunk “พื้นฐานคือสิ่งสำคัญ”