Post on 12/07/2019

สัมภาษณ์ Sir Poppa แรปเปอร์ผู้ศรัทธาในความ “จริง” ของเพลงฮิปฮอป

       ภาพของชายสวมชุดผีตาโขนบนเวทีที่แสงไฟหลากสีสาดส่องลงมา พร้อมกับดวงตาหลายคู่ของผู้ชมที่จับจ้องเขาเป็นตาเดียว หากไม่ใช่ว่าชายคนนี้ยืนอยู่ในรายการที่เฟ้นหาสุดยอดแรปเปอร์อย่างรายการ The Rapper แล้ว เชื่อว่าคงไม่มีใครคาดคิด ว่าชายในชุดผีตาโขนจะสลัดหน้ากากออกมาเพื่อแรปเป็นภาษาอีสาน ในสไตล์ที่เอาจังหวะดนตรีพื้นบ้านมาผสมกับบีทสังเคราะห์แบบฮิปฮอปอย่างลงตัว

ชายคนนั้นคือ ป๊อปอภิวัฒน์ ชินอักษร หรือ Sir Poppa แรปเปอร์ผู้มีรางวัลอันดับ 2 จากรายการ The Rapper เป็นเครื่องการันตีความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ในการทำเพลงของเขา

แม้ว่าสำหรับหลาย ๆ คน คำว่าฮิปฮอปอาจจะเป็นแค่แนวเพลง สไตล์การแต่งตัว หรือวัฒนธรรมที่มีความเป็นใต้ดิน แต่สำหรับ Sir Poppa ฮิปฮอปคือความรักและแรงศรัทธาที่ช่วยสร้างเส้นทางให้กับเขา จากเด็กที่แต่งเพลงแรปเล่น ๆ และกลายเป็นวิศวกรที่หัวใจอยู่กับการทำเพลงมากกว่าเครื่องจักร สู่แรปเปอร์ที่ใส่ชุดผีตาโขนขึ้นเวทีรายการ The Rapper และคว้ารางวัลที่ 2 จนกลายมาเป็นศิลปินที่มีส่วนผลักดันวงการเพลงฮิปฮอป ที่นับวันจะยิ่งเติบโตขึ้นในไทย

วันนี้เราได้มีโอกาสมาพูดคุยกับ Sir Poppa กับคำถามที่ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ชายคนนี้หลังรักในฮิปฮอป จนถึงขั้นที่เขาสามารถพูดได้ว่าฮิปฮอปสำหรับผมมันคือศาสนา

The People : เริ่มชอบเพลงฮิปฮอปตั้งแต่เมื่อไหร่

Sir Poppa : ผมมาสนใจฮิปฮอปช่วง ม. ปลาย ตอนประมาณอายุ 17 ย่าง 18 ตอนนั้นผมก็เล่นดนตรีอยู่ด้วยเป็นมือกลองในวงโรงเรียนที่จังหวัดเลย เราเป็นคนชอบฟังเพลงอยู่แล้วตั้งแต่เด็ก แล้วก็จะฟังหลายแนวมาก แต่มารู้จักฮิปฮอปเอาทีหลัง ทีนี้ผมมีนิสัยส่วนตัวอย่างหนึ่งก็คือผมเป็นคนที่ชอบอะไรไม่เหมือนชาวบ้านเขา พอผมได้ฟังเพลงฮิปฮอป สำหรับผมมันเป็นแนวเพลงที่แปลกมากในตอนนั้น แต่มันก็เป็นแนวเพลงที่ดูเท่ดูมีเสน่ห์ แล้วจะเป็นคนส่วนน้อยที่ฟังผมเลยชอบ พอชอบแล้วก็เริ่มลองเขียนเพลงแรป เริ่มแต่งตัวแบบฮิปฮอป จนกลายเป็นว่าผมไม่ใช่แค่ชอบ แต่ผมหลงรักมันไปเลย

The People : เคยนึกไหมว่าฮิปฮอปจะกลายเป็นอาชีพในอนาคต

Sir Poppa : ไม่เลย ตอนเริ่มทำก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะหาเงินจากตรงนั้น แค่รู้สึกว่าอยากแรป แล้วพอมีเพื่อนที่ชอบฮิปฮอปเหมือนกัน เลยทำเพลงด้วยกัน ตอนนั้นอินเทอร์เน็ตยังไม่มี ก็เลยไรท์แผ่นซีดีแล้วก็ขายด้วย แต่ก็ไม่ได้คิดว่าวันหนึ่งมันจะมาเป็นอะไรที่สามารถหาเลี้ยงชีพเราได้ เพราะว่าตอนนั้นเพลงฮิปฮอปมันไม่ดังเลยในประเทศไทย

The People : รู้มาว่าเคยเป็นวิศวกรมาก่อนด้วย อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้กลายมาเป็นแรปเปอร์แบบทุกวันนี้

Sir Poppa : ตอนแรกผมทำทั้งสองอย่างคู่กัน ผมเรียนคณะวิศวะ แล้วผมก็ทำเพลงไปด้วย จริง ๆ ตอนผมเรียนมหา’ลัย ถ้ามีคนมาถามผมว่าอยากเป็นวิศวกรจริง ๆ เหรอ ผมก็ตอบได้ไม่เต็มปากว่าผมอยาก ตอนที่สอบเข้ามหา’ลัย ผมติดเพื่อนที่อยู่วงดนตรี พอเพื่อนบอกจะสอบเข้าวิศวะก็เลยลงตามเพื่อน ปรากฏว่าดันสอบติด เลยต้องเรียนต่อไป แต่พอจบมาแล้วไปทำงานวิศวกรได้ประมาณ 4 ปีในบริษัท ผมเริ่มรู้สึกว่าผมไม่มีความสุขกับการทำงานประจำ ผมตื่นเช้ามาแล้วผมรู้สึกว่าวันนี้ไม่อยากไปทำงานเลย ในทางกลับกันผมอยากเข้าสตูดิโอมากกว่า ถ้าผมตื่นเช้ามาแล้วผมเดินเข้าสตูดิโอ ผมอยู่ในนั้นได้วันหนึ่งเป็นสิบชั่วโมงแบบที่ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย จนปีที่ 3 ที่ 4 มันเริ่มชัดขึ้นแล้วว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นวิศวกร เราคิดว่าเราเกิดมาเพื่อเป็นแรปเปอร์ ปีที่ 4 ผมได้มาทำวงกับเพื่อน ชื่อวงว่า JSR แล้วเราได้กระแสตอบรับที่ดีใน YouTube มีคนดู 20 ล้านวิว มีงานจ้างเยอะมากขึ้น แล้วก็สามารถที่จะมีรายได้จาก YouTube กับการเล่นคอนเสิร์ต เลยรู้สึกว่าเรามีตัวเลือก ก็เลยขอแม่ลาออกเพื่อที่จะเป็นแรปเปอร์แบบเต็มตัว บอกคุณแม่ว่าขอลาออกไปลองหนึ่งปีได้ไหม แล้วถ้ามันไม่รอดก็จะกลับไปทำงานประจำ

The People : อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้ตัดสินใจไปออกรายการ The Rapper

Sir Poppa : ตอนที่ผมลาออก ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีรายการนี้ พอลาออกมาได้ประมาณ 4 เดือนก็มีประกาศของรายการ The Rapper ออกมา ผมเห็นภาพพี่ขัน (ขัน ไทเทเนี่ยม) กับพี่โจ้ (โจ้ โจอี้ บอย) ที่เป็นไอดอลของเรามาร่วมงานกัน แล้วเขาไม่ได้ร่วมงานกันมาหลายสิบปี แล้วผมรู้สึกว่ามันเจ๋งมาก เรารู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของวงการนี้ แล้วเราก็อยากมีส่วนผลักดันให้วงการนี้มันกว้างขึ้นไปอีกก็เลยลงสมัคร

The People : ในรายการ The Rapper เราได้โชว์การแรปเป็นภาษาอีสาน แล้วก็ใส่ชุดผีตาโขนตอนแรปด้วย ได้แรงบันดาลใจมาจากไหน

Sir Poppa : จริง ๆ ผมแรปคำว่าผีตาโขนมาตั้งแต่เพลงออดิชั่นที่ผมส่งเข้าไปในรายการแล้ว ผมรู้สึกว่าผีตาโขนมันเป็นวัฒนธรรมหนึ่งในจังหวัดเลยที่เป็นเสน่ห์ที่ทำให้คนต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยว แล้วผมก็แค่อยากลองใส่ชุดผีตาโขนแรปสักครั้งในชีวิต ผมเป็นคนเลยแท้ ๆ แต่ไม่เคยได้มีโอกาสใส่ชุดผีตาโขนเลย เคยแต่ไปดูเขาแห่กัน เราเลยคิดว่ามันเจ๋งมากถ้าเราได้ใส่ชุดนี้แล้วแรปไปด้วย ภาพในหัวมันมาตั้งแต่ตอนออดิชั่นแล้ว พอถึงรอบ Play Off ผมเลยออกแบบโชว์เอง แล้วบอกพี่กอล์ฟฟักกลิ้งฮีโร่ว่าผมอยากทำเพลงนี้ โชว์แบบนี้ ใส่ชุดนี้ อยากนำเสนอตรงนี้ แล้วก็อยากแรปเป็นภาษาอีสาน ซึ่งเป็นภาษาบ้านเกิดของผมลงไปในโชว์นี้ด้วย ผมคงไม่สามารถใส่ชุดผีตาโขนไปเล่นคอนเสิร์ตที่ไหนได้แล้ว มันคงมีแค่ที่นี่ที่เดียว พอบอกพี่กอล์ฟพี่กอล์ฟก็เห็นด้วย

The People : มีความท้าทายในการเอาในการเอาวัฒนธรรมท้องถิ่นมาผสมกับฮิปฮอปไหม

Sir Poppa : ต้องผสมผสานไม่ให้มันออกมา hard sale ขนาดนั้น เพราะว่าภาษาอีสานถ้ามันแรปเยอะ ๆ มันจะฟังดูเหมือนเพลงลาวมากกว่าเพลงไทย ด้วยภาษาที่ใกล้เคียงกันแล้วเราก็ต้องทำให้มันฟังง่ายที่สุด ถ้าแรปจ๋าเลยคนก็อาจจะฟังไม่รู้เรื่อง ก็เลยมีการเอาความเป็นป๊อบมาผสมด้วย เอาเสน่ห์ของดนตรีอีสานมาผสมด้วย ให้มันรู้สึกว่าเป็นกลางที่สุด คนฟังแล้วย่อยง่าย

The People : เสน่ห์ของเพลงฮิปฮอปที่ทำให้เราหลงรักมันคืออะไร

Sir Poppa : ผมชอบฮิปฮอปที่ความเป็นขบถของมัน ซึ่งแตกต่างจากแนวอื่น ฮิปฮอปเป็นแนวเพลงที่อยากจะพูดอะไรก็ได้ ในขณะที่แนวเพลงอื่น ๆ มันจะมีการปรุงแต่งเยอะ แล้วส่วนมากแรปเปอร์จะเล่าความจริงออกมาเป็นเนื้อเพลง มีความรู้สึกกับสิ่งรอบตัวเรื่องไหนก็เอามาเล่า แต่มันจะมาจากตัวเราเป็นหลักก่อน ว่าเราเกิดในภูมิลำเนาแบบนี้ อยากเล่าเรื่องแบบนี้ จะแรปเรื่องเจอกับคนขายยาเสพติด เพื่อนติดคุก ก็แรปได้หมด แล้วเราก็ใช้คำแบบที่ใช้กับเพื่อนสนิทกันได้ อย่าง เฮ้ย มึงไปกินข้าวกันปะวะ มันจะไม่มาพูดกันแบบ คุณครับเราไปทานอะไรกันดี แต่ว่าคนส่วนมาก พอฟังฮิปฮอปก็จะรู้สึกว่าหยาบคายจัง แต่ผมรู้สึกว่ามันจริงใจกว่า ผมว่าเสน่ห์ของฮิปฮอปมันอยู่ตรงนั้น มันคือการพูดเรื่องจริงแบบตรงไปตรงมา

The People : แล้วเพลงฮิปฮอปต้องมีคำหยาบไหม

Sir Poppa : ถามว่าเสมอไปไหม ไม่จำเป็น บางเพลงของผมก็ไม่มีคำหยาบ เราต้องดูว่าคำนั้นมันใช้ถูกที่ ถูกตำแหน่งหรือเปล่า บางท่อนของเพลงมันอาจจะต้องแรงเพื่อให้มันกระแทกใจคนฟังหรือเปล่า ถ้าจะไปปรุงให้มันสุภาพ คนอาจจะไม่อินในประโยคนี้ คนมองว่าฮิปฮอปมันหยาบเพราะเขาติดภาพจากการแข่งในรายการ Rap Is Now หรือเปล่า เพราะในรายการมันเป็นการแรปแบบ battle ซึ่งมันเหมือนกีฬาของวงการฮิปฮอป เหมือนเวลาคุณดูต่อยมวย เขาก็ต่อยกันจริง คิ้วแตกจริง โดนหน้ากันจริง แต่จบเกมเขาจับมือกัน มันคือกีฬา ถ้าคุณไม่ต่อย คนดูก็ไม่สนุก Rap Battle ก็เหมือนสังเวียนการต่อสู้แต่เปลี่ยนจากหมัดเป็นคำแทน เพราะฉะนั้นถ้าเรามาแรปสุภาพมันก็เหมือนหมัดแยปคนดูก็ไม่สนุก มันเลยต้องมีคำหยาบเพื่อให้มันเป็นเหมือนหมัดฮุคบ้าง แต่เขาไม่ได้เกลียดกันจริง พอจบเกมเขาก็จับมือกัน แต่คนทั่วไปที่เพิ่งมารู้จักฮิปฮอปอาจจะมองว่าส่วนนั้นคือทั้งหมดของฮิปฮอป แต่จริง ๆ มันไม่ใช่ มันเป็นแค่กีฬา

The People : คิดยังไงกับการที่เพลงฮิปฮอปกับแรปเริ่มถูกเอามาใช้ในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น ทั้งเรื่องสังคม เรื่องการเมือง

Sir Poppa : เวลาทำเพลงฮิปฮอป มันต้องพูดความจริงอยู่แล้ว ถ้าพูดเรื่องไม่จริงมันก็เหมือนเพลงตลก ไม่ว่าคุณจะแรปอะไรก็ช่าง มันต้องเช็คเครดิตได้ว่า พูดแบบนี้เพราะอะไร คิดอะไรอยู่ มันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ไหม ถ้าไม่ใช่ คุณก็ไม่ควรพูด อย่างเพลง ‘ประเทศกูมี’ ก็พูดเรื่องจริงนะ อาจจะไม่ 100% แต่ผมว่า 95% ในนั้นที่พูดเรื่องจริง ซึ่งมันเป็นเสน่ห์ของฮิปฮอปที่แนวอื่นเขาไม่ทำหรืออาจจะทำไม่ได้ขนาดนี้ ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ดีและถูกต้องแล้ว เพราะคำว่าประชาธิปไตยประชาชนทุกคนต้องมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็น เขาแค่แสดงความคิดเห็นออกมาผ่านบทเพลงซึ่งเป็นสื่อที่เขาถนัด แต่ผมเป็นคนที่ไม่ได้อินกับเรื่องการเมืองขนาดนั้น ไม่ได้ศึกษาลึกมาก เขาอาจจะมีความเข้าใจที่ลึกกว่า ทำให้เขานำเสนอออกมาได้

The People : เป็นคนที่เล่นคอนเสิร์ตได้มันส์มาก มีเคล็ดลับอะไรไหม

Sir Poppa : ผมจะบอกเพื่อน ๆ ในทีมเสมอว่า ให้เล่นจริงเหมือนซ้อม ซ้อมเหมือนเล่นจริง ในห้องซ้อมมีอยู่แค่หกคน ให้คิดว่าเราอยู่ท่ามกลางคนห้าพันคน แล้วซ้อมให้เต็มที่ที่สุด พอเราอยู่ที่สนามจริง เสียงคนกรี๊ดมันอาจจะทำให้เราตื่นเต้น ผมจะบอกกับเพื่อนว่า คิดซะว่าเราไม่ได้อยู่กับคนห้าพันคน แต่เราอยู่ในห้องซ้อมที่มีแค่คนหกคน จะได้ไม่เครียด ไม่ตื่นเต้น และเล่นให้เต็มที่ เป็นตัวเองให้มากที่สุด พอไม่มีความกดดัน เราจะมั่นใจ ผมเป็นคนที่ทำสคริปต์น้อยมากเวลาเล่นคอนเสิร์ต แล้วไปสนใจเรื่องที่เกิดขึ้นข้างหน้าให้มากที่สุด มันเลยจะสนุกตรงนั้น ถ้าเราเตรียมมาเป๊ะ พอเจอของจริงแล้วไม่เหมือนที่ซ้อม เราก็จะจัดการไม่ถูก JSR จะพยายามเอ็นจอยกับหน้างานให้ได้มากที่สุด เตรียมแค่ในระดับหนึ่ง แล้วไปสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เลยทำให้คนสนุก

The People : คิดว่าเอกลักษณ์อะไรของเราที่พาเรามาถึงจุดนี้ได้

Sir Poppa : เพราะว่ามันเกินคำว่ารักไปแล้วสำหรับผม ฮิปฮอปมันอยู่ในเส้นเลือด ฮิปฮอปสำหรับผมมันคือศาสนา มันคือความรัก ความศรัทธา ความเชื่อ เวลาเรานับถือศาสนาอะไร เราต้องเชื่อ เราต้องศรัทธา เราต้องรักมันจริง ๆ เราถึงจะยึดถือสิ่งสิ่งนี้ได้ การที่คุณจะทำอะไรบางอย่างให้สำเร็จ คุณจะต้องรักมันแล้วก็เชื่อมันมาก ๆ อยู่กับมัน มีความสุขกับมัน มันจะทำให้คุณประสบความสำเร็จได้ในวันหนึ่ง

The People : สุดท้าย ให้ฝากผลงานเพลงกับคนอ่านหน่อย

Sir Poppa : ตอนนี้มีเพลงล่าสุดที่ทำร่วมกับ P-Hot ชื่อเพลงว่า ‘ในฐานะอะไรก็ได้’ เป็นซิงเกิ้ลเดี่ยวซิงเกิ้ลที่ 2 ของผม เพลงแรกของผมคือเพลง ‘ใจบาง’  ซึ่งทำร่วมกับแกงส้ม ธนทัต แล้วก็ซีดี กันต์ธีร์  ดูเอ็มวีได้ที่ช่อง YouTube ของ We Records จะมีผลงานเพลงออกมาเรื่อย ๆ แน่นอน แล้วก็วง JSR ยังทำอยู่นะครับ บางคนอาจจะสงสัยว่ายังทำวงอยู่หรือเปล่า ด้วยความที่ตอนนี้ทุกคนในวงมีหน้าที่ในชีวิตจริงที่ต้องรับผิดชอบ ก็เลยอาจจะมารวมตัวกันยากขึ้น แล้วพอเป็นเพลงของวงก็อาจจะต้องใช้เวลานานหน่อย ในการเอาไอเดียของทุกคนมารวมกันแล้วกลั่นกรองเป็นเพลง แต่จะได้ฟังในเร็ว ๆ นี้แน่นอน

The People : คิดเราอยู่ในฐานะอะไรในวงการฮิปฮอป

Sir Poppa : ก็คงเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งที่คอยขับเคลื่อนวงการฮิปฮอปอยู่

 

เรื่อง : พัทธมน สินธุวณิชเศรษฐ์ (The People Junior)

 


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Related

สัมภาษณ์ Slot Machine การเดินทาง ‘ผ่าน’ ศาสนา มนุษย์ต่างดาว และเพลงสากลที่ ‘รอ’ วันสำเร็จ

น้ำพราว สุวรรณมงคล: ผู้หลงรักนิยายไซ-ไฟ สู่สำนักพิมพ์ที่ชวนเคว้งคว้างในอวกาศ

สัมภาษณ์ พีระพงศ์ จรูญเอก ทิ้งชีวิตมนุษย์เงินเดือนออกตามหาฝัน ปั้น “ออริจิ้น” จุดกำเนิดอสังหาฯ หมื่นล้าน

สัมภาษณ์ ปอย PORTRAIT 15 ปี บนเส้นทางสายดนตรีที่มีความเศร้านำทาง

พิษณุ ศัตรูลี้ CEO สยามบอร์ดเกม ผู้นำเข้าและแปลบอร์ดเกมมากที่สุดในเมืองไทย

สัมภาษณ์ ปริญญ์ หมื่นสุกแสง การยืนยงคงหนึ่งแห่งสถานีวิทยุ COOLfahrenheit

“เพศไม่ใช่แค่จู๋ – จิ๋ม” สัมภาษณ์ พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร ผู้ก่อตั้งคลินิกเพศหลากหลายแห่งแรกในเอเชีย

สัมภาษณ์ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ และ ไผทวัฒน์ จ่างตระกูล ผู้จัดงาน Hotel Art Fair ที่จับงานศิลปะมารวมอยู่ในห้องโรงแรม