Post on 31/07/2021

สิทธิพล ชูประจง : หัวหน้าโครงการ ‘จ้างวานข้า’ ที่พาคนไร้บ้านผู้ถูกผลักตกขบวนรถไฟโดยรัฐ กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของโบกี้

“กลุ่มคนไร้บ้านมันเป็นตัวชี้วัดในหลาย ๆ เรื่องของสังคมไทย ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สวัสดิการ คุณภาพชีวิต การบริหารจัดการต่าง ๆ ของรัฐ”

เมื่อระบบโครงสร้างกีดกันพวกเขาในการเข้าถึงสวัสดิการและทรัพยากรพื้นฐาน รวมทั้งไม่เอื้ออำนวยต่อคุณภาพชีวิตที่ดี ทำให้กลุ่มคนจำนวนหนึ่งตกขบวนของการพัฒนาและกลายเป็น ‘คนไร้บ้าน’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้หลายครั้งจะมีการช่วยเหลือคนไร้บ้าน แต่นั่นก็ไม่อาจยั่งยืนเท่าการแก้ไขปัญหาอย่างถูกจุด นั่นคือการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนกลุ่มนี้ โดย ‘เอ๋-สิทธิพล ชูประจง’ เล็งเห็นว่าพวกเขามีศักยภาพและสามารถเปลี่ยนจากคนไร้บ้านมาเป็นคนที่มีบ้านได้ ดังนั้นโครงการ ‘จ้างวานข้า’ จึงเกิดขึ้นมา

The People มีโอกาสพูดคุยกับ เอ๋-สิทธิพล ชูประจง หัวหน้าโครงการ ‘จ้างวานข้า’  เกี่ยวกับความสนใจที่ริเริ่มโครงการช่วยเหลือคนไร้บ้าน สาเหตุของการเกิดคนไร้บ้านทั้งในช่วงสถานการณ์ปกติและสถานการณ์โควิด-19 ตลอดจนแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้

 

จากFoodForFriends สู่จ้างวานข้า

เอ๋เล่าว่า เขาค่อนข้างคุ้นเคยกับคนไร้บ้านอยู่บ้างจากการทำงานที่ท่าเรือบนถนนพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีคนไร้บ้าน คนจนเมืองอาศัยค่อนข้างเยอะ บางครั้งพวกเขาจะเข้ามาคุยเล่นหรือแม้กระทั่งขอความช่วยเหลือเรื่องการเข้าสู่ระบบแรงงาน ประกอบกับการได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับคนไร้บ้าน จนกระทั่งเขาได้เข้ามาทำงานกับมูลนิธิกระจกเงา ในโครงการผู้ป่วยข้างถนน หรือผู้ป่วยที่มีอาการจิตเวช 

“ทำไปทำมาก็เห็นในเรื่องคนที่อาศัยในพื้นที่สาธารณะ ได้สังเกตได้มองและพบว่ามีกลุ่มคนที่คนทั่วไปเรียกว่าคนเร่ร่อน คนจรจัด หรือศัพท์ทางวิชาการเรียก คนไร้บ้าน เรามองเห็นว่าเขามีปัญหาในเรื่องคุณภาพชีวิตสูงมาก และยังมีปัญหาเรื่องความไม่เข้าใจของสังคมและภาครัฐเอง เราเลยพยายามขยับเข้าไปทำงานกับคนกลุ่มนี้”

เมื่อเอ๋ได้ทำงานในโครงการผู้ป่วยข้างถนนที่มีอาการจิตเวช เขาได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของคนเหล่านี้ จึงอยากรู้จักและทำความเข้าใจให้มากขึ้น ดังนั้นจึงเกิดโครงการ Food For Friends เพื่อสนับสนุนปัจจัยสี่ ทั้งการแจกอาหาร สิ่งของเครื่องใช้ ตลอดจนการดูแลสุขอนามัย ซึ่งโครงการนี้ก็เปรียบเสมือนเครื่องมือเบื้องต้นในการเข้าถึงคนไร้บ้าน

“เราพยายามใช้บริการตรงนี้เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงพวกเขา เพื่อเรียนรู้และรู้จักพวกเขาในระดับหนึ่ง คนไร้บ้านก็จะรู้จักมูลนิธิกระจกเงาและ Food For Friends พอเริ่มรู้จักเรามากขึ้น เราเลยขยับขยายต่อยอดมากขึ้น ดูซิว่าเราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อที่จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไร้บ้าน ก็เลยเกิดเป็นโครงการจ้างวานข้า”

โครงการจ้างวานข้า เริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2563 หลังจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ระยะแรกซึ่งทำให้การงานหายากมากขึ้น และเกิดคนไร้บ้านหน้าใหม่จำนวนมาก ตลอดจนคนที่ยังไม่ไร้บ้าน แต่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้จนแทบจะไม่เหลือเงินในการเลี้ยงชีพ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งบ่อเกิดของโครงการจ้างวานข้า

“เรามองว่าอะไรที่เป็น Key Success ที่จะทำเรื่องนี้แล้วสามารถพลิกได้ เราเลยได้คำตอบว่า มันคือเรื่องงานและการเข้าถึงรายได้ ถ้าเขามีงานและการเข้าถึงรายได้ในระดับหนึ่ง แน่นอนว่ามันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับชีวิตในตัวเขาเองได้”

งานที่ใครก็สามารถทำได้ แค่มีใจอยากจะทำ

“ปัญหาของเขาคือไม่สามารถเข้าสู่งานในระบบได้ เพราะว่าตลาดแรงงานมีเงื่อนไขกับเขามากพอแล้ว เราก็เลยจะไม่สร้างเงื่อนไขเพิ่มอีกในการเข้าสู่การทำงาน”

ในปัจจุบันหากจะสมัครงานกับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง สิ่งที่พึงมีคือใบสมัครงาน ที่ประกอบด้วยประวัติส่วนตัว ประวัติการทำงาน วุฒิการศึกษา ตลอดจนทักษะเฉพาะตัว สิ่งเหล่านี้กลายเป็นข้อจำกัดให้คนบางกลุ่มไม่สามารถสมัครงานได้ พวกเขาจึงต้องหางานที่ไม่กำหนดคุณสมบัติพื้นฐาน แม้ว่างานนั้นจะไม่ใช่งานที่สนใจก็ตาม แต่ก็จำเป็นต้องทำเพราะต้องการ ‘อยู่รอด’ ในโลกทุนนิยมเช่นนี้

โครงการจ้างวานข้าจึงแก้ปัญหาด้วยการจ้างงานที่ไม่กำหนดเพศ อายุ ทักษะ การศึกษา ทั้งยังได้ค่าจ้างมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำของประเทศไทย โดยส่วนใหญ่จะเป็นงานทำความสะอาดในพื้นที่สาธารณะ เพราะสามารถออกแบบการทำงานได้ง่ายและบรรจุคนได้เยอะ โดยจะทำงานกับทางสำนักงานเขตของกรุงเทพมหานคร เพื่อติดต่อขอพื้นที่และการสนับสนุนเครื่องมือต่าง ๆ บางครั้งก็ช่วยแนะนำว่ามีพื้นที่ใดที่ต้องการทำความสะอาดจากคนจำนวนมาก

“งานทำความสะอาดเป็นงานที่ใคร ๆ ก็ทำได้ สกิลแค่ไหนก็ทำได้ พิการยังทำได้เลย เราไม่เกี่ยงเลยถ้าเขาสามารถเคลื่อนย้ายตัวเองได้”

ขณะนี้มีผู้ร่วมโครงการประมาณ 100 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ดังนั้นจึงทำงานไม่เกิน 5 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนจำนวนวันที่ทำงานจะแตกต่างกันตามดุลพินิจและตัวชี้วัดของโครงการ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ คนที่ทำหนึ่งวันต่อสัปดาห์ จะเป็นกลุ่มที่พอมีรายได้อยู่บ้าง คนที่ทำสองวันต่อสัปดาห์ กลุ่มนี้จะมีรายได้จากที่อื่นด้วย แต่มีภาระพอสมควร หรือไม่มีภาระแต่เป็นผู้สูงอายุที่ต้องดูแลตัวเอง เพราะเงินสวัสดิการจากรัฐไม่เพียงพอต่อการยังชีพ 

สุดท้ายคือคนที่ทำงานสี่วันต่อสัปดาห์ ส่วนใหญ่กลุ่มนี้จะเป็นคนไร้บ้านหน้าใหม่และผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 70 ปี เพื่อให้เขานำเงินส่วนนี้ไปดูแลสุขภาพและช่วยให้สามารถเปลี่ยนไปเป็นคนมีที่อยู่อาศัย ส่วนค่าจ้างพวกเขาจะได้ 400 บาทต่อวัน เพราะทางโครงการเห็นว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมในการเลี้ยงชีพแต่ละวัน โดยเงินดังกล่าวมาจากการสนับสนุนของผู้ที่เห็นด้วยกับโครงการนี้

ฝันที่กลายเป็นจริง

แม้โครงการจะไม่มีพื้นที่รองรับในการอาศัยของคนไร้บ้าน แต่ก็มีการช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่าย ข้าวของเครื่องใช้ที่สำคัญต่อการดำรงชีพ เพราะเป้าหมายสูงสุดของโครงการคือ การเปลี่ยนจากคนไร้บ้านสู่คนมีที่อยู่อาศัย

“เราคิดว่าสิ่งที่เหมาะสมกับเขาที่สุดคือ การให้เขามีรายได้ที่เหมาะสมพอที่จะนำไปสู่การตัดสินใจมีที่อยู่อาศัย แต่ว่าเราก็สนับสนุนในส่วนอื่นแทน เช่น จ่ายค่าเช่าบ้านให้เขา 3 เดือนแรก ให้เปล่าเลย เพื่อที่เขาจะได้มีเวลาเก็บหอมรอมริบในช่วงนั้น หรือแม้แต่การสนับสนุนในเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์”

ไม่ว่าจะชนชั้นใด สถานะไหนล้วนมีความฝันในชีวิตทั้งสิ้น คนไร้บ้านก็เช่นกัน นอกจากโครงการจะสนับสนุนให้เขามีที่อยู่อาศัย มีรายได้มั่นคง ยังสนับสนุนความฝันของคนไร้บ้านให้เป็นจริง โดยมีการแลกเปลี่ยนเป้าหมายและสิ่งที่อยากทำ ปกติแล้วโครงการจะมีทุนให้เปล่าเป็นเงิน เพื่อให้เขานำเงินส่วนนั้นไปบริหารจัดการชีวิต แต่นอกเหนือจากเงิน ยังรวมถึงสิ่งของที่จะช่วยให้คนไร้บ้านไปถึงเป้าหมายเช่นกัน ซึ่งทุนให้เปล่าทั้งหมดล้วนมาจากการบริจาคสิ่งของมือสองผ่านมูลนิธิกระจกเงา และการบริจาคเงินจากผู้ที่อยากสนับสนุนคนไร้บ้านผ่านเลขบัญชีที่ประกาศในเฟซบุ๊กโครงการจ้างวานข้า

“มีลุงคนหนึ่งเขาต้องการมีรายได้เพิ่ม ซึ่งลุงมีทักษะในการขายของ เราก็สนับสนุนของให้เลย เขาชอบขายรองเท้า เราก็สนับสนุนรองเท้ามือสองให้เขาที่มาจากการบริจาคให้มูลนิธิกระจกเงา”

 

ปัญหาใหญ่ที่ไร้การเหลียวแล

เรามักพบเจอคนไร้บ้านได้ทั่วไปตามท้องถนน แต่จะมีสักกี่คนที่พินิจว่าแท้จริงแล้ว อะไรคือต้นตอสำคัญที่ทำให้พวกเขากลายเป็นคนไร้บ้าน ซึ่งเอ๋ให้ความเห็นว่าเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจที่รัฐไม่สามารถจัดการได้อย่างทั่วถึงจนทำให้มีคนกลุ่มหนึ่งตกหล่น

“สิ่งที่ผลิตคนไร้บ้าน คือโครงสร้างทางสังคม ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก คือไม่สามารถที่จะทำให้คนหนึ่งคนมีรายได้พื้นฐานและต้นทุนที่จะนำไปสู่การสร้างพื้นฐานคุณภาพชีวิตให้กับตัวเองได้ ทั้งต้นทุนเรื่องการศึกษา รายได้จากการทำงานที่ต้องอาศัยทักษะทางอาชีพ”

“ก็คือรัฐไม่สามารถจัดสิ่งที่นำไปสู่ต้นทุนชีวิตให้ปัจเจกได้ เพื่อที่ปัจเจกจะนำสิ่งเหล่านี้ไปสร้างให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้”

ปัญหาการปล่อยปละละเลยของรัฐ ตลอดจนการไม่นับรวมพวกเขาอยู่ใน Priority แรก ๆ  ซึ่งแตกต่างจากต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับคนไร้บ้าน สะท้อนผ่านนโยบายที่เห็นได้ชัดในช่วงโควิด-19

“เรื่องการตรวจเชื้อคัดกรองให้กับเขา การแยกตัวผู้ติดเชื้อออกมาจากคนไร้บ้าน รัฐก็ไม่ได้มีการทำเป็นเรื่องเป็นราว หรือแม้แต่เรื่องการนำเอาวัคซีนที่เหมาะสมกับกลุ่มคนไร้บ้านมา อย่างในต่างประเทศเขานำ Johnson & Johnson มาฉีดให้คนไร้บ้าน เข็มเดียวจบ แต่ว่านั่นแหละครับ ต่างประเทศเขามองว่าคนไร้บ้านอยู่ในสมการของเขาในการที่จะปกป้องดูแล เป็นสมการหนึ่ง เป็นโจทย์หนึ่งเลย ไม่เหมือนบ้านเราที่คนไร้บ้านไม่ได้อยู่ในสมการและในความนึกคิด ถูกจัดลำดับอยู่ท้าย ๆ ให้อะไรก็ได้”

นอกจากเรื่องวัคซีนแล้ว ยังรวมไปถึงเรื่องที่พักอาศัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐยังไม่ได้ทำความเข้าใจปัญหานี้อย่างลึกซึ้ง 

“รัฐควรจะเปิดช่องทางเรื่องที่พักอาศัยให้กับเขา แต่ว่าต้องเป็นการจัดการที่เหมาะสมกับบริบทโรคระบาด เพราะว่าเท่าที่รัฐจัดให้อยู่ตอนนั้นเป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะกับโรคระบาด เช่น การอยู่รวมห้องเดียวกัน 4-5 คน ใช้ของร่วมกัน ซึ่งมันไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โรคระบาด”

ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะเลือกออกมาอยู่ข้างนอกมากกว่า เพราะแม้จะลำบาก แต่ก็คงมีค่าไม่ต่างจากการอยู่สถานที่ที่รัฐกำหนด เพราะมีผลลัพธ์ในรูปแบบเดียวกัน

นอกจากนี้ การเข้าถึงสาธารณูปการสำหรับป้องกันโรคระบาดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ทั้งหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ หรือจุดบริการเพื่อให้คนไร้บ้านสามารถชำระร่างกายให้สะอาดได้เสมอ ตลอดจนเรื่องอุปโภคบริโภค ที่เรามักจะเห็นคนแจกข้าวคนไร้บ้านบ่อย ๆ แต่ก็ทำให้เกิดความแออัดจนอาจกลายเป็นคลัสเตอร์ของโรคระบาด ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีการกระจายตัวของคนไร้บ้าน ไม่มีระบบแจ้งว่าจะมีการแจกอาหารที่จุดใดบ้าง

“การทำจุดล้างมือให้เขา มันออกแบบได้ แต่ก็ต้องย้อนกลับไปว่ารัฐต้องซีเรียส เพราะว่าเขาเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ต้องเข้าไปปกป้องคุ้มครอง พอไม่กำหนดว่าเขาจะต้องถูกดูแลคุ้มครอง ก็จะทำแบบว่าขอไปที”

“เรื่องอาหารควรทำเป็นจุด ๆ เลยว่าเราจะมีการแจกจ่ายที่จุดนี้ 50 คน จุดนี้อีก 50 คน แน่นอนว่าจะเกิดการกระจายตัว แต่ว่าตอนนี้แทบจะไม่มีการกระจายตัวจากระบบเอง มันต้องเซตระบบให้เกิดการกระจายตัว ผมคิดว่ามันสามารถทำระบบด้วยเรื่องอาหารได้ แต่ว่าก็ไม่ถูกทำ”

นอกจากนี้โครงการจ้างวานข้ายังมีนโยบายการตรวจหาเชื้อเชิงรุกแก่คนไร้บ้าน ซึ่งจะดำเนินการทุกอาทิตย์ เพราะสามารถแยกคนไร้บ้านที่ติดเชื้อออกมารักษาได้ และยังช่วยลดการระบาดจากคนไร้บ้านได้อีกด้วย

“รัฐทำช้ามาก เรารู้สึกว่ารอไม่ได้ แน่นอนว่าเราก็เห็นสถานการณ์ใช่ไหมครับ มีคนไร้บ้านเสียชีวิตกันอยู่ตลอดเลย เราคิดว่าไม่ใช่เรื่องปกติแน่นอน เราปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว เราคิดว่าเรามีศักยภาพที่จะทำ มีศักยภาพที่จะระดมทุน มีศักยภาพที่จะบอกสังคมว่า ช่วยสนับสนุนหน่อยแล้วเราจะเป็นคน Organize เอง”

หากรัฐสามารถจัดการตามแนวทางดังกล่าว คนไร้บ้านเหล่านี้คงไม่ต้องเสี่ยงเสียชีวิตริมถนน และสามารถดำรงชีพได้โดยยังคงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อยู่

“จะให้เงินจริง ๆ เหรอครับ ตอนนี้ผมเหลือเงินแค่บาทเดียวเอง รู้สึกเหมือนได้ต่อชีวิตเลยครับ เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลผมก็ไม่ได้อะไรเลย ไม่มีมือถือที่จะลงทะเบียน ลำบากมาก ๆ ครับ”

นี่คือคำพูดของคนไร้บ้านคนหนึ่ง เมื่อเขาได้รับเงินช่วยเหลือจากจ้างวานข้า แต่เสียงสะท้อนดังกล่าว ไม่ว่าจะตะโกนดังแค่ไหนก็คงส่งไปไม่ถึงผู้มีอำนาจในการแก้ปัญหานี้ แม้จ้างวานข้าจะช่วยให้คนไร้บ้านจำนวนมากเปลี่ยนผ่านไปสู่คนมีบ้าน แต่นั่นก็ไม่อาจครอบคลุมปัญหาคนไร้บ้านทั้งหมด เพราะการแก้ปัญหาและต้นทุนของจ้างวานข้าที่มาจากการบริจาค ก็ไม่ใช่หน้าที่ของประชาชนที่ไม่มีแม้แต่อำนาจในการออกนโยบายช่วยเหลือพวกเขาอย่างตรงจุดและยั่งยืน

หากรัฐเหลียวมองพวกเขาสักนิด เราคงไม่ต้องเห็นภาพสะเทือนใจและคำพูดอันแสนหดหู่ของกลุ่มคนไร้บ้าน ที่แท้จริงแล้ว พวกเขาคงไม่อยากเป็นคนไร้บ้าน แต่ด้วยโครงสร้างอันบิดเบี้ยวนี้กลับทำให้พวกเขาถูกผลักไสให้กลายเป็นคนขาดรายได้ ไร้ที่อยู่อาศัยอย่างไม่มีทางเลือกมากนัก

 

เรื่อง: ขวัญจิรา สุโสภา (The People Junior)


The People Junior

เด็กฝึกงานผู้มีใจรักในการสร้างสรรค์คอนเทนต์

Related

สัมภาษณ์ ปอย PORTRAIT 15 ปี บนเส้นทางสายดนตรีที่มีความเศร้านำทาง

สัมภาษณ์ ธนา ต่อสหะกุล ปั้น ‘พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น’ บริการหลังการขายอสังหาฯ ครบวงจร

การเมืองของนักเขียน และเรื่องเล่าการเมืองในโลกวรรณกรรมของอุทิศ เหมะมูล

สัมภาษณ์ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์: เปียโน ดนตรี โรแมนติก กับชีวิตใหม่ที่ปล่อยวางจากความสมบูรณ์แบบ

สัมภาษณ์ อาทิมา สุรพงษ์ชัย Country Manager iflix Thailand ในวันที่ video streaming กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกคน

สัมภาษณ์ Mumford & Sons วงร็อกเจ้าของรางวัลแกรมมี่ กับวันที่ดนตรีเปลี่ยนชีวิต

สัมภาษณ์ ‘ใบไหม’ ผู้บอบช้ำจากเหตุการณ์ปี ’53 ถึงบทบาทเยาวชนปลดแอกปี ’63

“ดนตรี” เรื่อง “เล็ก” สัมภาษณ์ ฮิวโก้-จุลจักร กับตัวตน 100 เปอร์เซ็นต์