Post on 19/08/2020

แดน เบอร์ลิน ชายตาบอดที่ออกผจญภัยทำภารกิจเสี่ยงตาย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน

 “ชีวิตของเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่รู้ว่าอีก 20 ปี ตัวเองจะตาบอด”

แดน เบอร์ลิน (Dan Berlin) เด็กหนุ่มแห่งเมืองช็อกโกแลต เฮอร์ชีย์ ในเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา มีชีวิตวัยเด็กไม่ต่างกับเด็กทั่วไป เขาชอบเล่นซนออกผจญภัยอยู่ตลอดเวลา แต่แล้ววันหนึ่งเขาเริ่มสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกายตัวเอง เขารีบไปหาหมอและต้องพบกับเรื่องช็อก เมื่อรู้ว่าตัวเองจะ “ตาบอด” ในอีก 20 ปีข้างหน้า เมื่อเวลาของการมองเห็นโลกทั้งใบกำลังจะหมดลง แน่นอนว่าความทุกข์และความเศร้าโศกก็เริ่มเข้ากัดกินชีวิตของเขาขึ้นเรื่อย ๆ แต่แทนที่เขาจะล้มลงตลอดกาล ชายคนนี้กลับลุกขึ้นสู้และยิ้มรับกับสิ่งที่ตัวเองต้องเผชิญอย่างไม่หวั่น แม้ว่าทางเดินอาจจะเต็มไปด้วยอุปสรรคก็ตาม

“ผมเริ่มมีอาการตอนอายุ 7 ขวบ คุณหมอบอกผมว่าการมองเห็นของผมจะเริ่มลดลงเรื่อย ๆ ในอีก 20 ปี เพราะฉะนั้นผมเหลือเวลามองเห็นโลกก่อนตัวเองจะอายุ 30 เท่านั้น หลังจากนั้นผมจะไม่สามารถอ่านหนังสือหรือทำอีกหลายอย่างที่รักได้ โรคที่ผมต้องเจอเรียกว่า Cone-rod dystrophy หรือภาวะผิดปกติของเซลล์เพื่อการมองเห็นของจอตา”

เมื่อถูกถามว่า เขาหาวิธียอมรับหรือเตรียมใจกับมันอย่างไร เบอร์ลินก็ตอบว่า เขาสามารถก้าวผ่านเรื่องที่ยากลำบากเหล่านี้ได้ เพราะกำลังใจจากลูกน้อย

“ตอนที่ผมโตและเริ่มมีอาการมากขึ้น ผมเข้าคอร์สมากมายที่อาจช่วยให้การมองเห็นของผมดีขึ้น แต่สุดท้ายมันก็ไม่ดีขึ้น ผมพยายามซ่อนอาการป่วยเอาไว้ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นผมลาออกจากงาน แล้วย้ายจากนิวยอร์กไปโคโลราโดพร้อมกับครอบครัว อาการป่วยนี้ทำให้ผมคิดอยู่ตลอดว่า นี่คือสิ่งที่จะเปลี่ยนผมไปตลอดชีวิต ผมรู้สึกแย่มากที่รู้ว่าตัวเองจะไม่สามารถทำในสิ่งที่อยากทำได้อีกแล้ว บางครั้งผมก็รู้สึกแย่มากถึงมากที่สุด  

แต่ในช่วงสองปีสุดท้าย ลูกของผมได้ให้แรงบันดาลใจหลายอย่างกับผม เขาทำให้ผมคิดใหม่เริ่มต้นใหม่ พยายามไม่ยึดติดกับสิ่งที่เราเคยทำได้ และยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ ทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งของตัวคุณ จนผมมองว่ามันเป็นความท้าทายของผมที่จะอยู่กับความไม่สะดวกสบายแบบนี้”

       หลายปีต่อมา เบอร์ลินกับเพื่อน ๆ อีก 3 คนได้แก่ ชาร์ลส สก็อต, อลิสัน ควอเทอร์-เบอร์นา และ แบรด กราฟฟ์ ได้ร่วมกันก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหาผลประโยชน์ในชื่อ Team See Possibilities  ที่ตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายในการพิชิตภารกิจต่าง ๆ เพื่อเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตให้เด็กที่พิการทางสายตา ที่กำลังท้อแท้ สิ้นหวัง หรือกำลังรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ให้มีแรงฮึดสู้กับชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีคุณภาพเทียบเท่ากับคนธรรมดาทั่วไป

“เราเริ่มต้นจากการเป็นกลุ่มเพื่อนที่เคยวิ่งข้ามแกรนด์แคนยอนด้วยกัน การวิ่งบนระยะทางกว่า 80 กิโลเมตรต่อวันเป็นเรื่องท้าทายมาก ๆ หลังจากนั้นสื่อชั้นนำหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร วิทยุ หรือโทรทัศน์ ก็สนใจมาพูดคุยกับเรา เราตระหนักถึงผลกระทบที่ได้รับ จึงคุยกันว่าเราน่าจะทำกิจกรรมเหล่านี้ไปเรื่อย ๆ ในหลายประเทศทั่วโลก 

แต่ละครั้งที่ไปทำกิจกรรม เราจะมองหาศูนย์เด็กตาบอดในพื้นที่รอบ ๆ เพื่อไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจพวกเขาเสมอ ทั้งหมดคือการสร้างแรงบันดาลใจ เราพยายามหาทางที่จะสามารถช่วยเหลือคนอื่น ๆ และส่งต่อความรู้สึกของผมผ่านประสบการณ์หลังจากสูญเสียการมองเห็น อีกทางหนึ่งเราก็ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักเช่นกัน นี่จึงกลายเป็นที่มาของ Team See Possibilities”

เบอร์ลิน (ขวาสุด) กับเพื่อน ๆ Team See Possibilities

       Team See Possibilities ทำภารกิจสุดท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการพิชิตมาชูปิกชู, กำแพงเมืองจีน หรือการข้ามภูเขาอย่างแกรนด์แคนยอน เมื่อถูกถามว่าทำไมต้องทำอะไรที่ท้าทายขนาดนี้ เบอร์ลินบอกว่า เพราะมันน่าจะสร้างแรงบันดาลใจแก่คนที่รู้สึกหมดหวังได้

“พวกเราทำเพราะมันยากและท้าทาย ส่วนตัวแล้วภารกิจพวกนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายตัวผมอย่างมากทั้งร่างกาย จิตใจ หรือแม้กระทั่งเรื่องอารมณ์ ผมถามตัวเองเสมอว่าจะสามารถทำสำเร็จไหม แต่ผมมองว่านี่คือบททดสอบที่แท้จริง มันทำให้เราเรียนรู้ตัวเองมากขึ้น เมื่อเราพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้น เราทุกคนไม่รู้ว่ามันจะสำเร็จหรือเปล่า ผมและทีมต้องเตรียมตัวอย่างมากทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอย่างหลัง เพราะเป็นตัววัดความสำเร็จของภารกิจ เราไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะต้องเจออะไรบ้าง เพราะฉะนั้นต้องเตรียมตัวเรื่องนี้ให้ดีที่สุด และสิ่งที่จะทำให้พวกเราผ่านภารกิจเหล่านี้ไปได้คือการร่วมมือกันและช่วยเหลือกัน

เมื่อทราบเรื่องราวของเบอร์ลินมาถึงตรงนี้ สิ่งสำคัญที่เขาสะท้อนให้เราเห็นก็คือ การไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งที่อาจเป็นอุปสรรคในชีวิต เขาคือคนที่สามารถเปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นพลังได้อย่างไม่สิ้นสุด และการออกเดินทางทำภารกิจทั่วโลกนี้เองที่ทำให้เขาพบความสุขที่แท้จริงในชีวิต

“ผมรัก ‘ชีวิต’ ผมคิดว่าการเข้าใจชีวิตของผมทุกวันนี้มาจากมุมมองของตัวเองและคนรอบข้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ส่งผลโดยตรงที่สุดก็คือมุมมองการใช้ชีวิตของตัวคุณเอง เราสามารถสร้างอิทธิพลมากมายให้เกิดขึ้นรอบตัว ดังนั้นผมจึงทำให้ตัวเองมีความสุขเข้าไว้ และเรียนรู้ความหมายที่แท้จริงของการใช้ชีวิต ซึ่งคนที่จะสร้างความรู้สึกเหล่านั้นได้ก็คือตัวคุณเอ

เมื่อถามว่าช่วงเวลาประทับใจที่สุด และเป้าหมายสูงสุดของเขาคืออะไร เบอร์ลินตอบว่า

“ผมมีความทรงจำดี ๆ มากมาย แต่ช่วงเวลาที่ผมจะจำไปตลอดก็คือ เมื่อ 4 ปีที่แล้วที่ทีมของเราทั้งปีนทั้งวิ่งบนแกรนด์แคนยอนตลอดระยะเวลากว่า 28 ชั่วโมง เพื่อข้ามภูเขาไปให้ถึงจุดหมาย ซึ่งการได้เห็นครอบครัวรอยู่ตรงนั้นคือความทรงจำที่ดีที่สุดของผมเลย เป้าหมายของผมมีหลายอย่างมาก แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือสร้างความเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่ดี และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข”

เบอร์ลิน (ที่สองจากขวา) กับเพื่อน ๆ Team See Possibilities

       นอกจากภารกิจกับ Team See Possibilities แล้ว เบอร์ลินยังทำงานร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ในการเยี่ยมเยียนและให้แรงบันดาลใจแก่เด็กตาบอดทั่วโลก ครั้งหนึ่งเบอร์ลินเคยมาเยือนโรงเรียนสอนคนตาบอดสันติจินตนา อ.เด่นชัย จ.แพร่ โดยใช้เวลา 1 วันเต็ม ๆ ร่วมกับคณะของเขา ซึ่งครั้งนั้นเบอร์ลินและทีมก็ได้ฝากข้อคิดและมุมมองใหม่ ๆ ให้เยาวชนที่นั่น

“ผมรู้สึกดีมาก ๆ ผมเคยมาเมืองไทยแล้ว ที่นี่วิเศษมาก ๆ ทั้งคนและสถานที่ต่าง ๆ แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของประเทศนี้น่าจะเป็นเรื่องของการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพฯ สำหรับการได้เจอเด็ก ๆ คือสิ่งยอดเยี่ยม แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีจะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กเหล่านี้ให้ดีขึ้น แต่เราก็ต้องพัฒนาให้เขามีการฟังที่ดีขึ้นกว่าเดิม เราต้องสอนให้เด็กมีศักยภาพมากขึ้นเพื่อเขาจะได้พร้อมในการประกอบอาชีพที่เขาอยากทำในอนาคต นี่คือสาเหตุที่ผมชอบทำงานกับพวกเด็ก ๆ”

การค้นหาความหมายที่แท้จริงของ “ชีวิต” สำหรับใครหลายคน อาจจะเป็นการออกไปผจญภัย หรืออยู่กับสิ่งที่ตัวเองอยากทำ แต่สำหรับเบอร์ลิน การสร้างแรงบันดาลใจให้คนสามารถลุกขึ้นสู้กับความทุกข์ได้ ดูเหมือนจะเป็น “ชีวิต” ที่เขาใฝ่หามาตลอด

“ไม่ว่าคุณจะรู้สึกแย่แค่ไหน จงคำนึงถึงคุณค่าของการเป็นมนุษย์ ทีมของเรามีหน้าที่ที่จะผลักดันและให้แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต แม้บางครั้งเราจะรู้สึกแย่ แต่เราจะทำให้มันผ่านไป ผมอยากจะขีดเส้นใต้ข้อความต่อไปนี้เอาไว้  

เราทุกคนสามารถทำได้มากกว่าสิ่งที่ตัวเองเคยคิด หรือคิดว่าจะทำได้ ดังนั้นจงมองโลกและชีวิตตัวเองให้ดีและมีค่าเข้าไว้ และเมื่อไหร่ที่รู้สึกท้อแท้หมดหวัง แค่ถอยหลังออกมา ทำใจให้เย็น เวลาจะเยียวยาทุกสิ่งเอง อดทนรอ และคิดดีเข้าไว้ แล้วเราจะรู้ว่าวันหนึ่งเราสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้”


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว