Post on 04/02/2020

สมพงษ์ กิจกำจาย ขายของแบกะดิน สู่ “กีโต้-แกมโบล” รองเท้าพันล้าน

ความยากลำบากในวัยเยาว์ที่ต้องช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวตั้งแต่วัยยังไม่ถึง 10 ขวบ หล่อหลอมให้ สมพงษ์ กิจกำจาย เป็นคนไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ กระทั่งต่อมาเขามองเห็นโอกาสในธุรกิจรองเท้าที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก จึงร่วมกับพี่น้องก่อตั้งโรงงานผลิตรองเท้า ที่แม้จะเจออุปสรรคหนักแต่ก็อดทนกัดฟันร่วมกันสู้ จนเติบโตกลายเป็นแบรนด์ “กีโต้” (Kito) และ “แกมโบล” (Gambol) ที่ขายดีทั้งในไทยและหลายประเทศทั่วโลก ปั้นรายได้ให้นับพันล้านบาท

สมพงษ์เติบโตในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนที่มีสมาชิกร่วมสิบคน เขาเป็นลูกชายคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้อง 7 คน ที่ประกอบด้วยชาย 5 คน และหญิง 2 คน ความที่ครอบครัวมีฐานะยากจน ทำให้สมพงษ์ต้องช่วยดูแลน้อง ๆ และทำงานหารายได้ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ อย่างการเป็นลูกจ้างร้านเคมีสำหรับอาหาร และไปซื้อรองเท้าจากร้านที่พี่ชายเป็นลูกจ้างมาขายต่อก่อนจะไปเข้างาน

เขาตื่นแต่เช้ามืด เอารองเท้าใส่เข่งบรรทุกจักรยานแล้วไปขายตามตลาดนัดต่าง ๆ ทำเลตรงไหนดี มีคนเดินผ่านไปผ่านมาเยอะ ๆ ก็เอาเข่งไปตั้งตรงนั้น ถึงจะเกะกะ แต่อย่างน้อยคนเดินตลาดก็เห็นว่ามีรองเท้าขาย ตั้งราคาไว้ที่คู่ละ 3 บาท แต่ก็ไม่ค่อยมีคนซื้อ จนต้องลดราคาเหลือคู่ละ 2 บาท พอคิดแล้วว่าคงไม่มีกำไรแน่ ๆ สมพงษ์จึงเปลี่ยนไปขายส่งรองเท้า

เขาทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ราว 10 ปี ระหว่างนั้นก็คิดเสมอว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตก้าวหน้าขึ้นอีก ในที่สุดสมพงษ์ก็ตัดสินใจลาออกเพื่อมาทำธุรกิจกับพี่น้องด้วยการเป็นตัวแทนจำหน่ายรองเท้าบาจา ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนั้น ใช้วิธีสั่งรองเท้าตรงจากโรงงานโดยไม่ผ่านยี่ปั๊วเพราะจะมีราคาแพงกว่า ด้วยความหนักเอาเบาสู้ของพี่น้องครอบครัวกิจกำจาย ธุรกิจของพวกเขาจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว และสามารถทำยอดขายได้เป็นอันดับต้น ๆ ของบาจา

 

จุดเริ่มต้นแบรนด์ “กิเลน”

สมพงษ์และพี่น้องเป็นตัวแทนบาจาอยู่นับสิบปี ระหว่างนั้นมีคนจะขายแบรนด์ “กิเลน” ทุกคนจึงลงความเห็นให้ซื้อชื่อแบรนด์นี้ไว้ เพราะกิเลนเป็นสัตว์มงคลของชาวจีน และชื่อแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ก็นิยมใช้ชื่อสัตว์ จากนั้นก็จ้างโรงงานผลิตรองเท้าภายใต้แบรนด์กิเลน เน้นรองเท้าแตะแฟชั่นผู้หญิง แต่ขายไม่ค่อยดีจึงเปลี่ยนเป็นรองเท้าเด็ก

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของสมพงษ์อยู่ที่การตัดสินใจเลิกเป็นตัวแทนจำหน่ายรองเท้าบาจา และหันมาทุ่มเทให้รองเท้าแบรนด์กิเลนของครอบครัวอย่างเต็มตัว เริ่มจากการทำโรงงานห้องแถว ซื้อเครื่องจักรมาผลิตรองเท้าผ้าใบ แต่ทำไปสักพักก็คิดว่าต้องขยายโรงงานให้ใหญ่กว่านี้ เพื่อรองรับการประกอบรองเท้าให้ได้ทุกชนิด จึงไปสร้างโรงงานขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ ย่านพระราม 2 ผลิตรองเท้าทั้งแบรนด์กิเลน และรับจ้างผลิต (OEM) รองเท้าให้แบรนด์อื่น ๆ ส่งออกไปประเทศแถบยุโรป ทั้ง อิตาลี ฝรั่งเศส

กิจการรองเท้าดูเติบโตรุดหน้า แต่สิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดคือยอดสั่งผลิตที่โถมเข้ามาหลายล้านคู่ จนเกินกว่าที่ทักษะและความชำนาญของทุกคนจะรับได้ “ทำให้ตายก็ทำไม่ทัน เพราะเรายังทำไม่ค่อยเป็น ออร์เดอร์เข้ามาเยอะเกินไป” สมพงษ์บอก สถานการณ์แย่ลงเรื่อย ๆ จนเข้าขั้นสาหัส ถึงขั้นขาดทุนเดือนละหลายล้านบาท ทำเอาสมพงษ์และพี่น้องแทบไม่เป็นอันกินอันนอน กว่าจะแก้ปัญหาได้ก็กินเวลาหลายเดือน แต่ก็ทำให้ได้บทเรียนหลายอย่างมาปรับใช้เพื่ออุดจุดอ่อน ทั้งการวางแผนเรื่องออร์เดอร์ วัตถุดิบ กระบวนการผลิต ขาดไม่ได้คือเทคโนโลยี รวมถึงการพัฒนาทักษะและความชำนาญในการผลิตรองเท้า ที่จะเป็นแต้มต่อสำคัญให้ธุรกิจตัวเองในอนาคต

 

พลิกภาพลักษณ์สู่ “กีโต้” รองเท้าแฟชั่น

รองเท้าผ้าใบแบรนด์กิเลนได้รับผลตอบรับดีเกินคาด แต่สมพงษ์และพี่น้องก็ไม่ประมาท ทั้งหมดคิดปรับให้กิเลนเป็นแบรนด์รองเท้าแฟชั่น ซึ่งน่าจะตีตลาดได้กว้างกว่า แต่ถ้าใช้ชื่อเดิมคงไม่เหมาะเท่าไหร่ จึงเอาชื่อแบรนด์ไปจดเครื่องหมายการค้าใหม่ เขียนคำว่ากิเลนให้ดูเป็นวัยรุ่น ใส่รูปหยดน้ำและสตรอว์เบอร์รีลงไป แล้วทำเป็นสติ๊กเกอร์ติดรองเท้า ปรากฏว่าทำยอดขายถล่มทลาย ผลิตออกมาวันละหมื่นคู่ก็ขายหมด

เมื่อขายดีก็ย่อมมีสินค้าลอกเลียนแบบออกมาเต็มไปหมด แถมลูกค้าส่วนใหญ่ก็ไม่เรียกชื่อแบรนด์ว่ากิเลนอีกต่อไป แต่กลับเรียกว่ารองเท้าสตรอว์เบอร์รี พี่น้องกิจกำจายจึงปรึกษากันและตั้งชื่อใหม่ว่า “อัพ ทู เดท” ซึ่งก็ยังคงขายดีเหมือนเดิม ตามด้วยการทำแบรนด์รองเท้าอื่นตามมาอีกหลายแบรนด์

กระทั่งวันหนึ่ง ทุกคนก็ลงความเห็นว่าควรจะเปลี่ยนชื่อแบรนด์ให้เป็น “กีโต้” น่าจะดีกว่า เพราะฟังแล้วคล้ายชื่อภาษาญี่ปุ่น ทั้งให้ความรู้สึกที่ดูดีและทันสมัย บริษัท กีโต้ (ประเทศไทย) จำกัด จึงเกิดเป็นรูปเป็นร่างในปี 2535

เรียกว่ากีโต้พลิกโฉมวงการรองเท้าแฟชั่นบ้านเราก็คงไม่ผิดจากความจริงเท่าไหร่ เพราะสมพงษ์และพี่น้องงัดเอาทุกประสบการณ์ที่คร่ำหวอดในแวดวงรองเท้ามาหลายสิบปีมาใช้อย่างเต็มที่ เจาะตลาดให้ครอบคลุมทุกเพศทุกวัย จึงมีทั้งรองเท้าผู้ชาย รองเท้าผู้หญิง และรองเท้าเด็ก มีสินค้าให้เลือกหลากหลายประเภททั้งรองเท้าแตะ รองเท้ารัดส้น รองเท้าผ้าใบ รองเท้ากีฬา เน้นความสวยงามและความทนทาน ซึ่งรองเท้าที่เป็นเหมือนภาพจำของแบรนด์ก็คือ “กีโต้ คีย์บอร์ด” ที่ออกแบบพื้นรองเท้าให้เป็นเหมือนแป้นคีย์บอร์ด เรียกเสียงฮือฮาสมัยเปิดตัวเมื่อราวสิบปีก่อนได้ไม่น้อย  

 

แข่งกันโตด้วยแบรนด์ “แกมโบล”

หลังจากกีโต้ปักหลักในตลาดรองเท้าเมืองไทยและข้ามแดนไปขายในประเทศเพื่อนบ้านแล้วหลายปี ในปี 2546 พี่น้องกิจกำจายก็สร้างแบรนด์ขึ้นมาใหม่คือ “แกมโบล” ภายใต้ บริษัท บิ๊กสตาร์ จำกัด

“แกมโบลก็เหมือนกับมาแชร์ตลาด ถ้าเราไม่แชร์กันเองแล้วให้คนอื่นมาแชร์มันก็ยุ่ง น้องชายคนที่สาม (สุรชัย กิจกำจาย) ก็อยากทำด้วย เขามีไอเดียของเขา เลยคิดว่าทำสองแบรนด์ก็ดี เราแข่งขันกันเอง ยังไงก็ยังดีกว่าปล่อยให้คนอื่นแย่ง” สมพงษ์ให้เหตุผล

แกมโบลโฟกัสที่กลุ่มวัยรุ่นเป็นหลัก เน้นการออกแบบที่ทันสมัย มีทั้งรองเท้าที่เน้นความเรียบง่าย เน้นสีสันสดใส เน้นลวดลายกราฟิก และเน้นลุย ๆ เพื่อให้ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้รองเท้ามีน้ำหนักเบา นุ่ม สวมใส่สบาย ทำให้แกมโบลที่แม้จะเป็นน้องใหม่วางตลาดตามหลังรุ่นพี่อย่างกีโต้สิบกว่าปี แต่ก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

 

หยุดเมื่อไหร่คือตก

ปัจจัยความสำเร็จของรองเท้าแบรนด์กีโต้และแกมโบล ส่วนสำคัญมาจากความรักความสามัคคีในหมู่พี่น้องที่กอดคอฝ่าฟันความยากลำบากด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเจออุปสรรคก็ระดมความคิดช่วยกันแก้ไข “ทุกวันนี้แม้จะมีรุ่นลูกรุ่นหลานเข้ามาช่วยแล้ว แต่พวกเราพี่น้องก็ยังร่วมกันทำธุรกิจ เป็นธุรกิจที่แน่นแฟ้นมาก” สมพงษ์เล่า

การเดินนำหน้าตลาด ก็เป็นอีกปัจจัยหลักที่ทำให้รองเท้าแบรนด์ไทยทั้งสองแบรนด์นี้เติบโตจนมีรายได้หลักพันล้านบาท (เฉพาะ บริษัท บิ๊กสตาร์ จำกัด บริษัทเดียว ในปี 2560 และ 2561 มีรายได้รวมราว 1,228 ล้านบาท และ 1,189 ล้านบาท) ซึ่งสมพงษ์เคยถ่ายทอดเคล็ดลับไว้ว่า ต้องผลิตรองเท้าก่อนแล้วขาย ไม่ใช่รอว่าตลาดต้องการอะไรแล้วค่อยทำ ไม่อย่างนั้นจะไม่ทัน และขยายความว่า

“เราจะออกแบบก่อนแล้วดูว่าขายได้ไหมแล้วมาผลิต พอลูกค้าสั่งปุ๊บก็มีของปั๊บ แต่บางครั้งเราดูว่าสวย แต่ขายไม่ได้ก็มี เพราะฉะนั้นเราไม่เคยหยุดพัฒนาสินค้าเลย แผนกออกแบบไม่เคยว่าง เราพัฒนาสินค้าไม่หยุดนิ่ง หยุดเมื่อไหร่เราตกทันที ต้องทำเรื่อย ๆ แล้วแฟชั่นก็เปลี่ยนเรื่อย ๆ เวลาไปไหนจึงต้องสำรวจเทรนด์ต่าง ๆ อย่างเดินห้างก็ไปแผนกรองเท้าก่อน ดูว่ามีอะไรใหม่ ๆ บ้าง ต่อให้เราผ่านช่วงก่อร่างสร้างตัวมาแล้วก็หยุดไม่ได้”

 

เมื่อสายเลือดยังข้น พี่น้องรักกันมั่นคง ผนึกพลังผลักดันให้ธุรกิจที่ร่วมกันสร้างให้เดินหน้า ความสำเร็จที่มากกว่าก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

 

ที่มา     

https://www.kito.co.th/about-us/

https://www.gambol.co.th/about-gambol/

https://www.youtube.com/watch?v=a3Cisi6-afw

https://www.facebook.com/WeAreBigStar/photos/pcb.2288915611196081/2288913401196302/?type=3&theater

https://www.facebook.com/WeAreBigStar/photos/pcb.2288915611196081/2288913431196299/?type=3&theater

https://www.facebook.com/WeAreBigStar/photos/pcb.2288915611196081/2288913447862964/?type=3&theater

Forbes Thailand ฉบับกันยายน 2562 https://bit.ly/2Rwgdiy

 


บรรณาธิการ The People ผู้เขียนเนื้อหาเชิงธุรกิจ และเรื่องราวน่าสนใจหลากหลายแง่มุม

Illustrator

ชอบวาดรูป ชอบดูหนัง ชอบเที่ยว ชอบหมา ชอบนอน