Post on 08/08/2020

จอน มอสส์ กรรมการพรีเมียร์ลีก ยอดนักฟังตัวยงกับอาชีพหลัก “เปิดร้านเเผ่นเสียง”

      เคยสงสัยกันไหมว่าหลังสิ้นเสียงนกหวีดในสนาม วันว่างของผู้ตัดสินแต่ละคนเป็นอย่างไร? พวกเขาจะต้องซ้อมทุกวันเหมือนนักฟุตบอลไหม? อย่างที่รู้กัน… อาชีพผู้ตัดสินไม่ต่างจากงานพาร์ทไทม์อย่างหนึ่ง ซึ่งแทบไม่มีใครยึดเอามาเป็นงานหลักในการหาเลี้ยงชีพ ผู้ตัดสินส่วนใหญ่ก็จะมีงานประจำรองรับ เช่น อดีตตำนานผู้ตัดสินอย่าง ปิแอร์ ลุยจิ คอลลิน่า ที่วันธรรมดาจะรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการเงินให้กับหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ หรือผู้ตัดสินพรีเมียร์ลีกอย่าง ไมค์ ดีน ที่ทำงานในโรงเชือดไก่มา 16 ปีแล้ว

จอน มอสส์ (Jon Moss) อีกหนึ่งผู้ตัดสินในพรีเมียร์ลีก (ขวัญใจชาวเดอะค็อป) ก็มีงานประจำที่แสนจะไม่ธรรมดาเช่นกัน มอสส์เป็นคนที่หลงใหลการฟังเพลงอย่างมาก ปัจจุบันเขาใช้เวลาว่างหลังเป่าเกมพรีเมียร์ลีกหมดไปกับการเปิดร้านแผ่นเสียงที่ชื่อ The Vinyl Whistle ในเฮดดิงลีย์ เมืองเล็ก ๆ ในลีดส์

“ทำไมต้องตั้งชื่อร้านว่า ‘The Vinyl Whistle’ น่ะเหรอ สาเหตุก็เพราะดนตรีและฟุตบอลคือสิ่งที่ผมหลงใหล เฮดดิงลีย์ก็เหมือนกับทุกที่ที่เคยมีร้านแผ่นเสียงอยู่เยอะ แต่ตอนนี้หายากแล้ว และเรา (เขากับภรรยาจูเลีย) ก็คิดว่าจะนำสิ่งนี้กลับมาให้ได้ ที่นี่เรารับซื้อและขายแผ่นเสียง แล้วก็มีคอลเลกชันไวนิลทั้งใหม่และมือสองจำนวนมากที่รอให้คนเข้ามาค้นพบ”

       ในร้านของมอสส์ เขาจัดพื้นที่สำหรับเก็บของที่ระลึกเกี่ยวกับฟุตบอลต่าง ๆ ท่ามกลางแผ่นเสียงจำนวนมากกว่า 2 หมื่นแผ่น นอกสนามฟุตบอล มอสส์ถือเป็นนักฟังตัวยงคนหนึ่ง เขามีชีวิตที่ค่อนข้างต่างไปเลยเมื่อเทียบกับบุคลิกอันเคร่งขรึมในสนาม  ซึ่งมอสส์เล่าว่าข้อดีของการไปเยือนเมืองต่าง ๆ ในฐานะผู้ตัดสิน ทำให้เขาได้พบแผ่นเสียงใหม่ ๆ อยู่เสมอ

“ผมชอบร้านขายแผ่นเสียง มันเป็นที่ที่คุณจะได้พบเจอคนทุกประเภท คุณสามารถคุยกันเรื่องดนตรี เรื่องนักดนตรี หรือศิลปินคนนั้นคนนี้ ผมชอบเพลงทุกประเภท และคุณสามารถหาเพลงแนวไหนก็ได้ที่นี่ ถึงแม้ว่าจะเชี่ยวชาญกับเพลงอินดี้ แจ๊ส และเพลงแด๊นซ์มากกว่า แต่มันไม่มีอะไรเหมือนกับการที่ได้เดินเข้าร้านแผ่นเสียง และพบสิ่งที่คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังตามหาอยู่ ผมชอบมากที่ได้ไปในที่ร้านที่หลากหลายตอนผมเป็นกรรมการฟุตบอล”

The Vinyl Whistle

ย้อนกลับไปที่ประวัติส่วนตัวของเขากันบ้าง…

มอสส์ วัย 49 ปี เกิดและโตที่เมืองซันเดอร์แลนด์ ซึ่งแน่นอนว่าทีมที่เชียร์มาตลอดคือทีม “แมวดำ” ซันเดอร์แลนด์ เขาได้รับทุนการศึกษาด้านฟุตบอล และมีโอกาสไปเรียนต่อที่รัฐคอนเนตทิคัต ในสหรัฐอเมริกา แต่ด้วยความคิดถึงบ้าน และคิดถึงบรรยากาศวัฒนธรรมการฟังเพลงที่คุ้นเขาเคย ทำให้มอสส์กลับมาเรียนที่อังกฤษ “นักเรียนในอเมริกาไม่ค่อยคุยกันเรื่องเพลงเหมือนที่นี่ พวกเขาไม่ได้คุยกันตลอดเวลาเหมือนที่นี่เลย” มอสส์เล่า

ส่วนที่ว่าทำไมเขาถึงเลือกใช้ชีวิตอยู่ที่ลีดส์ แทนที่จะเป็นซันเดอร์แลนด์บ้านเกิด เขาให้เหตุผลว่า มนต์เสน่ห์เฉพาะตัวของลีดส์ ดินแดนแห่งวงดนตรีอย่าง Kaiser Chiefs หรือ Alt-J เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาลงหลักปักฐานที่นี่

“ย้อนกลับไปในช่วง 1980-1990 ลีดส์เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศสนุกสนานและมีซีนของดนตรีที่ยอดเยี่ยม มีคอนเสิร์ตอยู่ทั่วเมือง และมีวงดนตรียอดเยี่ยมมากมายที่มาจากมหาวิทยาลัยลีดส์” มอสส์ ที่สมัยนั้นเล่นกีตาร์และร้องเพลงบ้างบางครั้ง ตั้งวงดนตรีชื่อ Powersleep เล่นกับเพื่อน ๆ สมัยเป็นนักเรียน “ครั้งหนึ่งเราเคยไปเล่นที่เชียร์โอ๊ก เราเขียนเพลงและทำเพลงสองสามเพลง แต่น่าเสียดายที่เราทำได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก! ทุกวันนี้เฮดดิงลีย์ก็ยังมีบรรยากาศของดนตรีและกีฬาที่มีชีวิตชีวามาก ๆ นั่นคือสาเหตุที่เราอยู่ที่นี่”

ภาพในอดีตสมัยมอสส์ รับตำแหน่งกีตาร์ ร้องนำ

       มอสส์ พบ จูเลีย ภรรยาของเขาครั้งแรกสมัยเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยลีดส์เมื่อ 20 กว่าปีก่อน หลังเรียนจบเขาก็เริ่มต้นทำงานเป็นครู (เขาเคยสอน เจมส์ มิลเนอร์ นักเตะลิเวอร์พูลด้วย) และใช้เวลาว่างที่เหลือมาเล่นฟุตบอลระดับสมัครเล่นกับทีมยอร์กเชียร์

“ผมเคยเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลาง ถ้าคุณไปถามเพื่อนร่วมทีมผมทุกคนเขาจะบอกคุณว่า ผมคือผู้เล่นที่มีโอกาสจะไปเป็นผู้ตัดสินน้อยที่สุดแล้ว เพราะผมมักจะมีปัญหากับผู้ตัดสิน ผมไม่สามารถก้าวขึ้นไปได้ในระดับที่ผมหวังได้ และผมจะโดนไล่ออกอยู่ตลอดเพราะมักจะไปเตะใคร ๆ เข้า แต่อันที่จริง ผมเนี่ยแหละที่โดนเตะก่อน และเมื่อผมไปประท้วงผู้ตัดสินเกี่ยวกับใบแดงที่โดน เขาก็บอกผมว่า ‘ถ้านายคิดว่าทำได้ดีกว่าฉัน ก็เอาเลย’” ซึ่งใครจะไปรู้ล่ะว่าคอมเมนต์ของผู้ตัดสินในเกมสมัครเล่นวันนั้น จะสร้างแรงฮึดให้มอสส์กลายมาเป็นกรรมการคนสำคัญในเวทีพรีเมียร์ลีกอย่างทุกวันนี้

จากนักเตะที่โดนใบแดง มอสส์จึงผันตัวมาเป็น “เปามอสส์” ให้รู้แล้วรู้รอดซะเลย เขาได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 18 ผู้ตัดสินที่ทำหน้าที่ในเกมพรีเมียร์ลีกเมื่อปี 2011 และยังไปเป็นกรรมการตัดสินในแมตช์สำคัญอย่างเกมเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ ปี 2015 ระหว่างอาร์เซนอลกับแอสตัน วิลลา ซึ่งเสื้อกรรมการของเขาทุกวันนี้ก็ยังติดอยู่บนผนังร้าน

มอสส์ ในบทบาทผู้ตัดสิน

       เป็นที่รู้กันดีว่ากรรมการทุกคนต้องทำตัวเป็นกลาง และห้ามสุงสิงมีสังคมร่วมกับผู้เล่นทีมต่าง ๆ แต่หลังจากเกมพรีซีซันเกมหนึ่ง มอสส์ได้เรียนรู้บางอย่างจาก เบน มี ปราการหลังของเบิร์นลีย์ “ส่วนใหญ่คุณมักจะได้ยินเพลงฮิปฮอปจากห้องแต่งตัวของทีมก่อนเกม ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยมีเพลงอินดี้คลาสสิก ๆ เท่าไหร่ ผมได้คุยกับเบน มี เกี่ยวกับเพลงต่าง ๆ จนรู้ว่าเขาก็รู้เรื่องวงอินดี้อย่าง Blossoms ที่เพิ่งออกมาใหม่เหมือนกัน คุยไปคุยมา เบนรู้จักและเคยไปสถานที่ที่วงอินดี้จะไปเล่นอย่างแคสเซิลฟอร์ด โบว์ล ด้วย”

เมื่อถูกถามว่าในกรณีนี้ ถ้า เบน มี กำลังจะโดนใบเหลือง แต่มาออกตัวด้วยการพูดกับมอสส์ว่า “ฟังนะ ผมสามารถหาแผ่นไวนิลเฟิร์ส เพรสซิงส์ (แผ่นล็อตแรก) ของวง Oasis ได้นะ” เขาจะทำอย่างไร ซึ่งมอสส์ก็ตอบกลับทันทีว่า “ผมจะส่งเขาออกจากสนามไปเลย ในฐานะแฟนฟุตบอลคนหนึ่ง ผู้คนต่างต้องการให้ผมทำงานอย่างมืออาชีพ ตัวผู้ตัดสินก็เป็นแฟนฟุตบอลเหมือนกัน และเราไม่ต้องการจะทำให้มีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น แต่…จริง ๆ บางทีเราสามารถต่อรองเรื่องแผ่นเสียงนี้หลังเกมได้นะ”

มอสส์ (ขวา) และ เบน มี (ซ้าย)

       ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา กิจการร้านแผ่นเสียงค่อย ๆ กลายเป็นอุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่ม ยิ่งการเข้ามาครอบครองตลาดการฟังเพลงของ Spotify, Apple Music และ YouTube ในยุคหลังมานี้ ทำให้เพลงทุกเพลงในจักรวาลอยู่ห่างจากมนุษย์เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส แม้ว่าวิวัฒนาการเหล่านั้นจะมาพร้อมกับจุดจบของ physical album ทั้งหลาย แต่มอสส์ ก็มองว่าสุ้มเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของแอนาล็อก อย่าง แผ่นไวนิล ก็ยังเป็นสิ่งที่ดิจิทัลอย่างสตรีมมิงไม่อาจแทนที่ได้

“ถ้าคุณเข้าไปฟังสตรีมมิงมันก็จะเลือกและสุ่มสิ่งที่คุณอาจจะอยากฟังมา และคุณก็ไม่ได้ฟังทั้งอัลบั้ม ผมคิดว่าผู้คนไม่ค่อยได้ฟังเพลงทั้งอัลบั้มกันอีกแล้ว แค่ฟังแบบสุ่ม ๆ ไป ผมคิดว่ามันน่าเสียดายนะกับสิ่งที่พวกเขาพลาดไป ถ้าถามว่าอะไรคือเหตุผลที่แผ่นเสียงกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง  แน่นอนมันเป็นเรื่องของเสียงที่ดีกว่า อุ่นกว่า สตรีมมิงมันคือการฟังเพลงเป็นเพลง ๆ ขณะที่ตัว physical  album ทำให้คุณมองเห็นภาพรวมของงานที่ศิลปินตั้งใจทำ คุณสามารถมีอารมณ์ร่วมไปกับการทำเพลง อีกทั้งยังมีหน้าปกอัลบั้มสุดสร้างสรรค์มากมาย และคุณยังสามารถอ่านเนื้อเพลงได้อีกด้วย

“ร้านของเรามีบูธให้นั่งฟังเพลงพร้อมทั้งเทิร์นเทเบิล และหูฟัง เพราะฉะนั้นแทนที่จะไปหาข้อมูลออนไลน์เกี่ยวกับแผ่นเสียง มาที่นี่ดีกว่า มาดูให้รู้ว่าของจริงเป็นยังไง เราชอบคุยกับลูกค้า ทำความเข้าใจในสิ่งที่คุณต้องการ และสนองความต้องการคุณได้ ที่ร้านยังมีโต๊ะอยู่ 2-3 โต๊ะที่คุณจะได้นั่งเล่นจิบกาแฟคู่กับเค้กวีแกนโฮมเมดไปพลาง ๆ ขณะที่ตัดสินใจว่าจะซื้ออะไรดี” มอสส์อธิบาย

       มอสส์ทิ้งท้ายว่า ร้านขายแผ่นเสียงยังคงเป็นสิ่งจำเป็นต่อโลกใบนี้ เพราะบางครั้งมันทำให้นักฟังหรือคนธรรมดาที่ไม่เคยชอบฟังเพลง ได้ค้นพบสิ่งใหม่บางอย่างในชีวิต

“ถ้าอยากฟังเพลงทันที ผมอาจจะฟังผ่านการสตรีม แต่ยังไงก็แล้วแต่ ผมก็อยากเป็นเจ้าของไวนิลเพลงนั้นที่ผมฟังนะ ไม่มีอะไรที่เหมือนกับการเดินเข้าไปในร้านแผ่นเสียง เดินดูชั้นต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ และพบสิ่งที่คุณไม่รู้ว่ากำลังมองหาอยู่ หรือทำนองเดียวกัน มันอาจจะเป็นการได้เจอสิ่งที่คุณตามหามานานแสนนานก็ได้”

 

ที่มา:

https://www.goal.com/en/news/premier-league-referee-jon-moss-in-his-new-record-shop/pnzkfbsa72iy1xy0qvchg0c9d

https://www.headingleyleeds.com/shoparticles/2019/11/13/the-vinyl-whistle


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Related

เมาริซิโอ โปเช็ตติโน กุนซือศูนย์บาท เด็กช่างฝันจากฟาร์มโคนม ที่เนรมิตความสำเร็จจากการ “สร้างคน”

มาเรีย เทเรซ่า เด ฟิลิปปิส นักขับหญิงคนแรกที่เข้าแข่งขันฟอร์มูล่าวัน

ซากุรางิ ฮานามิจิ: ปรัชญาชัยชนะแห่ง Slam Dunk “พื้นฐานคือสิ่งสำคัญ”

เอกนิษฐ์ ปัญญา สตาร์ดวงใหม่ผู้แจ้งเกิดจากการปฏิวัติวงการฟุตบอลไทย

“ที่หนึ่งไม่ไหว!” 19 ปีของ ลี ชอง เหว่ย นักแบดฯ กับมะเร็งที่พรากโอกาสพิชิตเหรียญทองโอลิมปิก

คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ จากอดีตช่างประปาสู่การเป็นนักสู้เงินล้าน เจ้าของฉายา “หมาบ้าไอริช”

สูงสุดร่วงสู่สามัญ! นักกีฬาผู้เคยขึ้นสู่จุดสูงสุดในอาชีพ แต่มาพังเพราะ “ตัวเอง”

นิโคลา เนเลอร์ นักกีฬาศิลปะการบังคับม้ากับความพิการทางสายตาที่ไม่อาจมาขวางกั้นความฝัน