Post on 03/10/2020

ลูอิส แฮมิลตัน แชมป์โลก F1 กับชีวิตที่อุทิศตนเพื่อการเป็น ‘วีแกน’

       ในวงการกีฬามอเตอร์สปอร์ต ชื่อเสียงและฝีมือการขับของ ลูอิส แฮมิลตัน (Lewis Hamilton) นักแข่งรถสูตรหนึ่ง (ฟอร์มูลา วัน) จากสหราชอาณาจักร  ล้วนแต่เป็นที่ประจักษ์ในสายตาของคนทั้งโลก จากผลงานการคว้าแชมป์โลก 6 สมัย ที่ชนะมากถึง 90 สนาม ขึ้นโพเดียมมากถึง 158 ครั้ง และเก็บคะแนนไปได้มากกว่า 3,621 คะแนน ทั้งหมดล้วนเป็นความสำเร็จที่เขาได้ฝากไว้ให้กับวงการนี้ แน่นอนว่านักขับวัย 35 ปี กำลังต่อยอดความสำเร็จของตัวเองในทุก ๆ สนามที่ลงแข่ง ถ้าถามว่านอกจากการมีเพซที่ดีในสนาม รวมถึงการวางแผนที่เฉียบคมของทีมงานเมอร์เซเดส อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้แฮมิลตัน ในวัย 35 ยังคงรักษาฟอร์มการขับที่สุดยอดขนาดนี้ไว้ได้

หลายคนอาจจะมองว่าความสำเร็จของแฮมิลตัน มาจากรถที่ดีแถมมีทีมงานที่สุดยอด แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือชายคนนี้พัฒนาตัวเองอยู่เสมอในทุกสนามที่ลงแข่ง สำหรับเอฟวัน นอกจากสมรรถนะของรถแล้ว สมรรถภาพของร่างกายก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะนอกจากนักแข่งที่อยู่ในค็อกพิตจะต้องใช้ขาทั้งสองเหยียบเบรก เหยียบคันเร่ง รวมถึงใช้มือทั้งสองคอยเปลี่ยนเกียร์แล้ว พวกเขายังต้องเผชิญกับแรงจี (ความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก) มหาศาลอีกด้วย ฉะนั้นนักแข่งที่เก่งย่อมต้องมีร่างกายที่พร้อมเผชิญกับแรงโน้มถ่วงของโลกขนาดนั้นด้วย ครั้งหนึ่งแฮมิลตันเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เบื้องหลังที่ทำให้เขายังคงฟิตเสมอ ส่วนหนึ่งมาจากการปรับเปลี่ยนเรื่องโภชนาการ และหันมาเป็น ‘วีแกน’ ที่เลิกกินเนื้อสัตว์หันมากินแต่ผักแทน

แม้ผลงานในสนามแข่งของแฮมิลตันจะแสดงให้เห็นถึงความเป็นยอดมนุษย์ของเขา แต่ชีวิตนอกสนามแข่ง แฮมิลตันก็ไม่ต่างกับคนทั่วไปที่ต้องกินอาหารในช่วงเช้า กลางวัน หรือเย็น การเปลี่ยนตัวเองมาเป็นวีแกนของแฮมิลตัน แน่นอนสิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เขาต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย นั่นหมายความว่าเขาไม่สามารถกินอาหารเช้าอย่าง เบคอน แฮม นม หรือแม้กระทั่งขนมปังได้อีกต่อไป

แฮมิลตันเคยเล่าว่าทุกวันเขามักจะกินโจ๊กเป็นอาหารเช้า แน่นอนว่าการกินอาหารในรูปแบบเดิม ๆ แถมสิ่งเหล่านั้นยังเป็นอาหารที่ไม่มีรสชาติชวนน่ากิน น่าจะเป็นสิ่งที่ยากสำหรับคนที่เคยสัมผัสความหอมหวานของเนื้อสัตว์ แต่แฮมิลตันก็เล่าว่า การเป็นวีแกนไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเมนูเดิม ๆ เขามองว่าในโลกนี้มีอะไรที่น่าผจญภัยมากกว่า เช่น การกินถั่วบนขนมปังปิ้ง

       ก่อนจะกลายมาเป็นวีแกน แฮมิลตันเป็นคนที่ชอบกินไข่กับอะโวคาโดบนขนมปังปิ้งอย่างมาก ซึ่งการหันมาเป็นวีแกนทำให้เขาต้องตัดการบริโภคไข่กับขนมปังไปโดยปริยาย แม้ทุกวันนี้ของโปรดของแฮมิลตันจะเหลือแค่อะโวคาโดซึ่งเขายังได้รับไขมันดีจากมัน ด้าน ร็อบ ไชลด์ นักชีวเคมีที่เคยทำงานร่วมกับทีมแม็คลาเรน หรือเฟอร์รารี่ กล่าวว่านักกีฬาที่เป็นวีแกนอาจเห็นว่าระดับฮอร์โมนเพศชายของตัวเองลดลงจากการกินอาหารที่ทำมาจากผัก แต่จริง ๆ แล้วหากมีการวางแผนการกินอาหารอย่างรอบคอบ ทุกคนก็ล้วนมีสุขภาพที่สมบูรณ์แบบได้จากอาหารเหล่านี้

“สำหรับลูอิส เขาได้รับไขมันที่ดีต่อสุขภาพจำนวนมาก ทั้งหมดมาจากที่เขากินอาหารพวกนั้น มันสร้างฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (ฮอร์โมนเพศชาย) ให้กับเขามากทีเดียว” ไชลด์อธิบาย

แฮมิลตันเคยให้สัมภาษณ์ว่า การตัดสินใจที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารของตัวเองนอกจากจะทำให้สุขภาพของเขาดีขึ้นแล้ว เขายังมองถึงเรื่องการช่วยสิ่งแวดล้อมอีกด้วย แต่แน่นอนว่าจากคนที่เคยลิ้มรสความอร่อยของเนื้อสัตว์ และต้องหันมากินผักเป็นหลักอย่างเดียว คงปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งหมดกลายเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้แฮมิลตัน คิดถึงอาหารที่เขาคุ้นเคย

“อาหารแบบนี้ (มังสวิรัติ) มันไม่ใช่สำหรับทุกคนหรอก ผมคิดถึงนูเทลลา ของหวานต่าง ๆ แต่เมื่อมานั่งคิดว่ามันมีส่วนผสมของอะไรในนั้น มันทำให้ผมอี๋มากทีเดียว” แฮมิลตันเล่า

ที่ผ่านมาแฮมิลตันพยายามหักดิบตัวเอง ไม่นึกถึงหรือพยายามกินอาหารที่เลียนแบบความอร่อยจากผลิตภัณฑ์ของสัตว์ต่าง ๆ แต่…สิ่งหนึ่งที่แฮมิลตันไม่สามารถปฏิเสธตัวเองได้เลย นั่นก็คือ ‘แพนเค้ก’

“ผมชอบแพนเค้กวีแกนมาก” แฮมิลตันเสริมว่าทุกครั้งเวลาไปเที่ยวช่วงวันหยุดฤดูร้อนหรือฤดูหนาว เขามักจะเตรียมแพนเค้กเหล่านั้นเอาไว้เสิร์ฟตัวเองในทุกเช้าด้วย “ผมรักแพนเค้กมาก ซึ่งผมว่าใคร ๆ ก็ชอบมันนะ”

อีกหนึ่งเมนูที่แชมป์โลกรถสูตรหนึ่ง 6 สมัยไม่อาจต้านทานกิเลสตัวเองได้ นั่นก็คือ ‘แฮมเบอร์เกอร์’ แฮมิลตันที่ชอบเบอร์เกอร์มาก ๆ ตระหนักดีว่าคงเป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่เขาจะหาแฮมเบอร์เกอร์วีแกนที่อร่อยเหมือนแฮมเบอร์เกอร์ทั่วไปที่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนม แฮมิลตันใช้เวลาหาสูตรแฮมเบอร์เกอร์วีแกนอยู่หลายปี จนในที่สุดระหว่างเดินทางไปแข่งที่ญี่ปุ่น เขาก็ค้นพบแฮมเบอร์เกอร์วีแกนที่อร่อยมากอยู่ในฮ่องกง

“ผมเจอเบอร์เกอร์วีแกนอยู่ในฮ่องกง ผมนี่ไม่รอช้าให้พวกเขาส่งเบอร์เกอร์นั้นมาให้ผมที่ญี่ปุ่น ซึ่งหลังจากนั้นผมก็กินมันทุกวันเลย”

แม้จะรวยมาก แต่การจะส่งเบอร์เกอร์จากฮ่องกงมายังลอนดอนทุกวันคงเป็นเรื่องยาก ต่อมาแฮมิลตันจึงตัดสินใจหันมาลงทุนทำธุรกิจร้านอาหารมังสวิรัติในลอนดอนที่มีชื่อว่า Neat Burger อีกทั้งยังขิงด้วยว่าร้านของเขามีอาหารที่ดีต่อสุขภาพลูกค้า และเป็นร้านที่มีจริยธรรมมากกว่าร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดเจ้าอื่น ๆ

“ในฐานะคนที่กินอาหารจากพืช ผมเชื่อว่าคนเราต้องการร้านอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีรสชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจ และแฝงไปด้วยความตื่นเต้นสำหรับผู้ที่ต้องการกินอาหารที่ปลอดเนื้อสัตว์ในบางครั้งด้วย” แฮมิลตันเผยความรู้สึกหลังเปิดร้านอาหารมังสวิรัติของตัวเอง

นอกจากนี้ แฮมิลตันไม่ใช่นักกีฬาชื่อดังคนแรก ๆ ที่หันมาเป็นวีแกน เพราะก่อนหน้านี้นักเทนนิสมือหนึ่งของโลกอย่าง โนวัค ยอโควิช หรือแบ็คขวาของอาร์เซนอลอย่าง เอกตอร์ เบเยริน ทั้งคู่ก็หันมาเป็นวีแกนเพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีของตัวเองเช่นกัน

ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงกลายมาเป็นเรื่องท้าทายต่อสัมผัสการรับรสของเขา แฮมิลตันเผยว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเองมาเป็นวีแกน ถือเป็น ‘การตัดสินใจที่ดีที่สุด’ ของเขารองมาจากการย้ายไปร่วมทีมเมอร์เซเดส เมื่อปี 2013 “ผมรู้สึกดีที่สุดเลยทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ตลอดทั้งปีที่ผมหันมาเป็นวีแกน ผมรู้สึกว่าจิตใจตัวเองเข้มแข็งขึ้นมาก ๆ ตอนนี้ผมคิดว่าร่างกายของผมกำลังก้าวไปอีกขั้น และการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องโภชนาการถือเป็นก้าวสำคัญของผมทีเดียว ผมหยุดกินเนื้อสัตว์มาหลายปีแล้ว และกำลังพยายามเลิกกินเนื้อประเภทอื่น ๆ ที่ผ่านมาผมเพิ่งจะเลิกกินเนื้อปลาได้ด้วย”

แน่นอนว่าคงไม่มีรสชาติใดหอมหวานไปกว่าการได้ดื่มแชมเปญในฐานะแชมป์ของสนาม ส่วนตัวแฮมิลตันเป็นคนที่มีความเชื่อในพระเจ้าอย่างมาก เขาสักรูปพระแม่มารีย์ไว้ที่หัวไหล่ซ้าย รวมถึงสักข้อความว่า ‘God is Love’ และคำว่า ‘Blessed’ ไว้ที่ต้นคอด้านขวาอีกด้วย นั่นทำให้ก่อนจะกินอาหารทุกมื้อ ไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้า กลางวัน หรือเย็น แฮมิลตันมักจะสวดภาวนาทุกครั้งก่อนกินอาหาร เพื่อเป็นการขอบคุณพระเจ้าสำหรับมื้ออาหารที่เขาจะกิน

“ทุกครั้งที่ผมจะกินข้าว ผมจะสวดภาวนาเสมอ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นสองสามวินาทีหรืออะไรก็ตามที่คุณอธิษฐาน จงเก็บเกี่ยวช่วงเวลาเหล่านั้น บางทีทุกคนคุยกันอยู่ ผมก็พูดเลย ‘โทษทีนะ ขอแป๊บหนึ่งได้ไหม’ และผมก็สวดภาวนา”

ปัจจุบันแฮมิลตันกำลังนำโด่งในตารางคะแนนนักขับชิงแชมป์โลกปีนี้ และดูเหมือนว่านี่จะเป็นอีกปีที่นักขับจากสหราชอาณาจักรคนนี้ วิ่งผ่านธงหมากรุกในฐานะแชมป์โลกสมัยที่ 7 เทียบเท่าไอดอลของเขาอย่าง ไมเคิล ชูมัคเกอร์


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Related

ไบรอัน ร็อบสัน กัปตันมาร์เวล แห่ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

“ที่หนึ่งไม่ไหว!” 19 ปีของ ลี ชอง เหว่ย นักแบดฯ กับมะเร็งที่พรากโอกาสพิชิตเหรียญทองโอลิมปิก

เซอร์ สเตอร์ลิง มอสส์ ราชันไร้มงกุฎ สุดยอดนักแข่งผู้ไม่เคยได้แชมป์ F1

โลรองต์ ดูเวอร์เนย์-ทาร์ดิฟ นักอเมริกันฟุตบอลจบหมอ ที่ยกเลิกสัญญาตัวเอง มาทำงานด่านหน้าสู้โควิด-19

เอรียา จุฑานุกาล “โปรเม” กับความสุขที่ไม่จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่ง

เคธี ซาวเออร์ส โค้ชเกย์หญิงคนแรกใน NFL ผู้ทลายกำแพงเพศสภาพ ท่ามกลางเกมที่ผู้ชายเป็นใหญ่

แมทตี้ ลองสตาฟฟ์ นักเตะดาวรุ่งนิวคาสเซิล กับฝันที่เป็นจริงในฐานะ “ทูนอาร์มี” 

ลาซิโอ ทีมรักของเหล่าขวาจัดฟาสซิสต์ นิยมมุสโสลินี