Post on 21/10/2020

ไรอัน เมสัน นักบอลดวงกุด กับลูกโหม่งที่ต้องแลกด้วยการแขวนสตั๊ด

“ตอนที่คุณยังเป็นเด็ก คุณไม่คิดถึงเรื่องอื่นเลย นอกจากการเล่นฟุตบอล ตอนที่ผมยังเด็ก หลังเลิกเรียนผมมักจะรีบออกจากโรงเรียนไปสวนสาธารณะเพื่อเล่นฟุตบอล ผมเล่นบอลจนถึงเวลากินข้าวเย็น แล้วหลังจากนั้นผมก็จะกลับออกไปเล่นต่อ มันเป็นมากกว่างานอดิเรก มันคือการเสพติด” ไรอัน เมสัน

       ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 ในเกมพรีเมียร์ลีกระหว่างฮัลล์ ซิตี้ พบกับเชลซี ขณะที่ไรอัน เมสัน (Ryan Mason) กองกลางของฮัลล์ ซิตี้ กระโดดโหม่งนั้นเอง ศีรษะของเขาก็ได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองจากการปะทะกับแกร์รี เคฮิลล์ กองหลังเชลซี อุบัติเหตุของเมสันสร้างความเสียหายให้กับกะโหลกและสมองของเขาเป็นอย่างมาก หลังพักฟื้นนานกว่า 13 เดือน สุดท้ายเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องแขวนสตั๊ดอย่างกะทันหันด้วยวัยเพียง 26 ปีเท่านั้น

สำหรับเมสัน ถือเป็นอดีตกองกลางดาวรุ่งที่เคยค้าแข้งให้กับท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ และเคยขึ้นมาติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ เขาเริ่มต้นค้าแข้งกับทีมในบ้านเกิด ก่อนที่ฝีเท้าจะไปเข้าตาทีมแมวมองของสเปอร์ส จนได้รับโอกาสเข้ามาเป็นนักเตะเยาวชนของทีมไก่เดือยทอง

“หนึ่งในความทรงจำแรกของผมคือการเตะบอลกับกำแพงเล็ก ๆ ในสวนของคุณปู่ คุณย่า พ่อกับแม่เคยบอกผมว่า ฟุตบอลเป็นสิ่งที่อยู่กับผมตลอดเวลา ผมเติบโตในเชสฮันต์ เมืองเล็ก ๆ นอกลอนดอน สโมสรแรกของผมคืออีสต์เฮิร์ทส เอฟซี ในเทิร์นฟอร์ด ตอนนั้นผมอายุ 6 ขวบ และผมอยู่ที่นั่นแค่ 6 เดือน นั่นเป็นช่วงเวลาที่ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ได้เห็นฝีเท้าของผมครั้งแรก ผมยังจำช่วงเวลาที่พ่อรับสายและบอกกับผมว่าพวกเขาอยากให้ผมไปเล่นที่นั่น ผมวิ่งไปรอบ ๆ ห้องนั่งเล่นและส่งเสียงเชียร์ มันคือทุกสิ่งที่ผมต้องการ การอยู่ที่สเปอร์เหมือนความฝันที่เป็นจริง ตอนอายุ 7 หรือ 8 ขวบ คุณคงไม่ได้คิดที่จะทำให้มันเป็นมืออาชีพหรอก แต่ถึงอย่างนั้นการลงสนามในเช้าวันเสาร์และต้องพบกับอาร์เซนอล มันกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ แม้ในวัยนั้น”

เมสันกลายมาเป็นนักเตะดาวรุ่งน่าจับตามองในรั้วทีมไก่เดือยทอง เคียงข้างกับเหล่านักเตะรุ่นราวคราวเดียวกันอย่าง แฮร์รี เคน แอนดรอส ทาวน์เซนด์ หรือ สตีเวน คอลเกอร์ มีอยู่ฤดูกาลหนึ่ง เขาซัดไป 42 ประตูให้ทีมเยาวชนรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปีของสเปอร์ ย้อนกลับไปตอนนั้นเมสันเฝ้าคอยโอกาสในการขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เรื่อยมา แต่จนแล้วจนรอดโอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึงเขาสักที สุดท้าย เมสันได้รับโอกาสเฉิดฉายครั้งแรกในยุคของกุนซือเมาริซิโอ โปเช็ตติโน เขาเล่าว่าทุกอย่างเกิดขึ้นในช่วงที่ทีมกำลังไปเตะปรีซีซันที่สหรัฐฯ

“เราคุยกันประมาณ 25 นาที ก่อนหน้านั้นผมแทบไม่ได้คุยกับผู้จัดการทีมของสเปอร์เลยสักคน คุยมากสุดก็แค่ 25 วินาที ตลอดเที่ยวบินนั้น สิ่งที่ผมคิดตามมาก็คือ ‘ว้าว! นี่อาจเป็นโอกาสของผม’ ผมรู้สึกคลิกกับเขา (โปเช็ตติโน) ทันที เรามีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ชนิดที่ผมไม่เคยมีกับใครมาก่อนในวงการฟุตบอล

“ช่วงเวลาสำคัญเกิดขึ้นในเดือนกันยายน เราแพ้ 1-0 ในบ้านต่อน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ในเกมลีกคัพ เราเริ่มต้นฤดูกาลในลีกได้ไม่ดีนัก และบรรยากาศก็ตึงเครียด ผู้จัดการส่งแฮร์รี (เคน) ลงสนาม และไม่นานหลังจากนั้นผมก็โดนส่งตามไปช่วงนาทีที่ 65 และภายใน 7 นาที ผมก็ทำประตูแรกให้กับสเปอร์ได้ แฮร์รีก็ทำประตูได้เช่นกัน จบเกมเราชนะ 3-1 ผมคิดว่านั่นเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับเขา (เคน) ที่สโมสรเลย”

ในฤดูกาล 2015/16 เมสันเล่าว่าในช่วง 5-6 เกมแรกเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดของสเปอร์ในตอนนั้น เขาได้ติดทีมชาติอังกฤษเป็นครั้งแรก และดูเหมือนทุกอย่างกำลังจะเข้าที่เข้าทาง แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้รับบาดเจ็บจนฟอร์มหลุด และเสียตำแหน่งตัวจริงไปให้กับมุสซา เดมเบเล ที่กำลังอยู่ในฟอร์มที่ร้อนแรง อาการบาดเจ็บของเมสันเรื้อรังถึงขนาดที่ทำให้เขาต้องตัดสินใจย้ายไปฮัลล์ ซิตี้ ด้วยสัญญายืมตัวเพื่อหาโอกาสลงสนามให้กับตัวเอง และที่ถิ่นเดอะ ไทเกอร์ เมสันกลับมาคืนฟอร์มอีกครั้ง และกลายเป็นหัวใจในแดนกลางของฮัลล์

วันที่ 22 มกราคม ปี 2017 ฮัลล์ ซิตี้ มีคิวไปเยือนถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์ ของเชลซี ในเกมพรีเมียร์ลีกคู่บ่ายวันอาทิตย์ ในตอนนั้นเมสัน คงคิดไม่ถึงแน่ ๆ ถ้าจะบอกว่าเกมในวันนั้นจะทำให้เขาต้องแขวนสตั๊ด

“เราทำตามกิจวัตรปกติสำหรับเกมเยือน มันเป็นเกมบ่ายวันอาทิตย์ ดังนั้นเราจึงเดินทางลงไปลอนดอนในวันเสาร์ และใช้เวลาคืนก่อนการแข่งขันที่โรงแรมใกล้สนาม ในตอนเช้าเราไปเดินเล่นริมแม่น้ำเทมส์เพื่อคลายเครียดเล็กน้อย จากนั้นก็กินอาหาร พักผ่อนเล็กน้อยและเตรียมพร้อมที่จะไปสแตมฟอร์ดบริดจ์

“ผมแน่ใจว่าตัวเองทิ้งตั๋วสองใบไว้ให้แม่และพ่อที่ห้องขายตั๋ว ผมจำได้ว่าตัวเองมองไปที่ตั๋วและเห็นว่าพวกเขาอยู่ที่แถวหน้าสุด ผมคิดว่ามันคงจะน่าทึ่งมากเลยถ้าผมทำประตูได้ พวกเราเริ่มต้นเกมได้ดี ผมสู้กับเอ็นโกโล ก็องเต้ ได้สนุกเลย มีการโหม่งสู้กันเล็กน้อย ไม่มีอะไรรุนแรงไปกว่านั้น แต่หลังจากนั้น 13 นาทีมันก็เกิดขึ้น

“พวกเขาได้ลูกเตะมุม ลูกบอลพุ่งเข้ามา ผมกระโดดขึ้นไปเพื่อโหม่ง และทันใดนั้นผมรู้สึกได้ว่าตัวเองได้รับแรงกระแทกที่กะโหลก มันเป็นความเจ็บปวดที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้

“ผู้คนต่างคิดว่าผมคงจำเหตุการณ์ไม่ได้หรอก แต่ที่จริงแล้วผมจำได้ทั้งหมด ผมจำวินาทีที่หมอวิ่งเข้ามา ผมจำได้ว่าหมอเข้ามาตรวจผมตามขั้นตอนมาตรฐานทั้งหมด หลังจากได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ร่างกายของคุณจะเข้าสู่สภาวะตื่นตระหนกตามธรรมชาติ คุณจะสัมผัสสิ่งเหล่านี้ได้เองเมื่อมีสิ่งผิดปกติอย่างมากเกิดขึ้น ความเจ็บปวดที่มากเกินทน มันเหมือนมีระเบิดในหัวผมบริเวณตรงขมับ”

       เมสันเล่าว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตเขาแขวนอยู่บนเส้นด้ายอย่างแท้จริง เพราะหากทีมแพทย์ของสโมสรไม่สามารถส่งตัวเขาไปยังโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือเพียบพร้อมได้ทันเวลา เขาอาจถึงขั้นเสียชีวิตหรือพิการไปแล้ว

“มาร์ค วอลเลอร์ แพทย์ประจำสโมสรได้ทำการตัดสินใจครั้งใหญ่บางอย่าง เขารู้ทันทีว่าผมมีอาการกะโหลกร้าว และมีโอกาสที่สมองอาจเกิดความเสียหายได้ เพราะใบหน้าด้านขวาทั้งหมดของผมไม่ปกติและเป็นอัมพาต คนขับรถพยาบาลต้องการไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด แต่หมอวอลเลอร์บอกว่าเราต้องไปที่โรงพยาบาลเซนต์ แมรี จริง ๆ แล้วเราขับรถผ่านโรงพยาบาลอีกสองแห่งเพื่อไปที่นั่น

“การตัดสินใจครั้งนั้นช่วยชีวิตผมเลย เพราะถ้าเราไปโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ ๆ ผมคงได้รับการสแกนแล้วถูกส่งไปที่เซนต์ แมรีอีกที ซึ่งจะทำให้เสียเวลามาก ๆ

“ตอนที่ผมอยู่ในเครื่องซีทีสแกน ครั้งแรกร่างกายผมไม่ตอบสนองและภายในไม่กี่นาทีผมก็เข้ารับการผ่าตัด ถ้าผมอยู่ที่อื่น สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างออกไปมาก ผมถูกผ่าตัดใน 61 นาทีหลังจากได้รับบาดเจ็บ สิ่งต่อไปที่ผมจำได้คือการถูกปลุก ทุกอย่างค่อนข้างเบลอ ผมจำได้ว่ารู้สึกเจ็บปวดมาก มีเสียงดังมากจนพวกเขาต้องย้ายผมไปอยู่ในห้องส่วนตัว”

เมสันจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดที่บริเวณกะโหลกศีรษะและต้องถูกยึดด้วยแผ่นโลหะที่เต็มไปด้วยลวดเหล็กเย็บแผลจำนวนมาก เมสันเล่าว่าเขาต้องใช้เวลาฟื้นฟูร่างกายและทำตัวให้คุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่หลายเดือน และตลอดเวลานั้นจวบจนทุกวันนี้ เขาก็ยังรู้สึกได้ถึงโลหะที่กระทบกับสมองของเขา

“โดยรวมแล้วผมมีแผ่นโลหะ 14 แผ่นในกะโหลกศีรษะ โดยมีสกรู 28 ตัวคอยยึดให้มันเข้าที่ มีการใช้ลวดเย็บแผล 45 อัน และแผลเป็นขนาด 6 นิ้วที่หัวของผมด้วย การมีลวดเย็บแผลอยู่ในหัวนั้นเป็นใครก็คงรู้สึกไม่ถูกใจแน่นอน ตอนนี้ผมยังรู้สึกถึงมันในหัวตลอดเวลา ผมมักจะปวดหัวเสมอ แต่นั่นคือสิ่งที่ผมต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้

“การทรงตัวของผมก็ได้รับผลกระทบ ผมเดินเป็นเส้นตรงไม่ได้เลย ทุกครั้งที่ผมขยับหัว ผมก็จะเริ่มเวียนหัว ผมไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านการทรงตัวหลังจากนั้นประมาณ 12 สัปดาห์ และเธอก็ช่วยให้ผมกลับมามีสมดุลและเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นคงมากขึ้น ตลอดกระบวนการฟื้นฟูตัวเองทั้งหมด ผมต้องเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ไปทั่วประเทศเพื่อพบผู้เชี่ยวชาญ มันเครียดมาก เพราะตลอดสัปดาห์ผมต้องพบใครบางคน และพวกเขาก็ชอบพูดว่า ‘ไม่! มันไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย ที่จะกลับไปเล่นฟุตบอลอีกครั้ง’”

13 เดือนผ่านไปนับตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุ และแล้วเมสันก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริง เมื่อทีมแพทย์ประเมินสถานการณ์และบอกกับเขาว่า หากกลับไปเตะฟุตบอลที่เขารักอีกครั้ง คราวนี้เมสันอาจจะต้องแลกมันด้วยชีวิตของเขาเอง

“พวกเขาบอกว่าถ้าผมกลับไปเตะบอล และเริ่มใช้หัวโหม่งบอลอีกครั้ง ภายใน 6 เดือนหรือปีหนึ่ง ผมอาจมีโอกาสที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมหรือโรคลมบ้าหมูภายในอายุ 28 หรือ 29 ปี พวกเขาบอกกับผมว่าการที่ผมหายดีมันก็เป็นปาฏิหาริย์แล้ว แต่การจะกลับไปเล่นบอลอีกครั้งอาจสร้างความเสียหายได้มากกว่านี้ ผมรู้ว่าตัวเองต้องรีไทร์ แล้วเวลาฟังข่าวมันสะเทือนใจที่ได้ยินมาก แต่ผมกับภรรยาเราเพิ่งมีลูกชายในเดือนธันวาคม และเมื่อผมมองเขา ผมก็คิดได้ว่าตัวเองโชคดีแค่ไหน และผมมีความสุขแค่ไหน เขามอบสิ่งที่ทำให้ผมมีโฟกัสกับชีวิต และชีวิตผมตอนนี้ก็มอบให้กับเขา”

       ปัจจุบันเมสันค้นพบความสุขของตัวเองอีกครั้ง หลังได้รับโอกาสเข้ามาเป็นโค้ชทีมเยาวชนของสเปอร์ และทำงานร่วมกับกุนซือคนปัจจุบันอย่างโชเซ่ มูรินโญ่ เมื่อเมสันมองย้อนกลับไปถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ในวันนี้เขาสามารถก้าวไปข้างหน้า และไม่เคยรู้สึกเสียใจเลยที่ได้เล่นฟุตบอลที่เขารัก

“ฟุตบอลเป็นสิ่งที่ผมยังคงรักและโชคดีที่ผมฟิตพอที่จะเตะได้ น่าเสียดายที่การเล่นแบบมืออาชีพไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ผมไม่ได้มานั่งเสียใจเพราะตัวเองไม่มีโอกาสได้เล่นในพรีเมียร์ลีกหรือเป็นกัปตันทีมของในวัยเด็ก หรือเล่นให้อังกฤษ ถ้าคุณถามผมตอนอายุ 15 ผมเคยบอกไว้ว่าความสำเร็จในการเล่นฟุตบอลสำหรับผมคือการได้รับในสามสิ่งเหล่านี้ ผมสามารถภูมิใจกับสิ่งที่ผมประสบความสำเร็จในอาชีพการค้าแข้งระยะสั้น ผมไม่เสียใจเลย

“ถ้าคุณเคยผ่านเรื่องแบบนี้มา และมันไม่ได้เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการใช้ชีวิต คุณก็คงจะโง่มาก เมื่อคุณเกือบตายและคุณได้รับโอกาสครั้งที่สอง คุณจะขอบคุณกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น”


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Related

เคธี เองเกิลเบิร์ต ซีอีโอบริษัทบัญชียักษ์ใหญ่ สู่ผู้บริหารสูงสุดลีกบาสเกตบอลหญิง WNBA

แกเร็ธ เบล โปรกอล์ฟในคราบนักฟุตบอลพันล้าน ชายผู้โดนแฟนบอลด่าเพราะไปออกรอบ

“โยฮัน ครัฟฟ์”ตำนานนักเตะดัตช์ ผู้เล่นบอลข้างถนนสู่ผู้วางรากให้ “อาแจ็กซ์” คืนชีพ

เอ็ด วูดเวิร์ด ซีอีโอแมนฯยูฯ อดีตนักบัญชี ชายผู้ที่แฟนบอลเรียก “ลอร์ดเอ็ด” กับชีวิตที่ตัวเลขพาไปเจอกับฟุตบอล

ลีรอย โรซีเนียร์ ผู้จัดการทีมฟุตบอลที่โดนไล่ออกเร็วที่สุดภายใน 10 นาที

แมตต์ จัดจ์ หัวหน้าเจรจาซื้อขาย แมนฯ ยูฯ มือขวาลอร์ดเอ็ด ชายผู้ทำให้ดีลง่ายเป็นดีลยาก

เปาโล มัลดินี “อิล กัปปิตาโน” กัปตันอมตะ ผู้กำลังเอาชนะโควิด -19

แอธเลติก บิลเบา สโมสรฟุตบอลที่มีความท้องถิ่นนิยมที่สุดในโลก