‘ชาบี อลอนโซ’ นักเตะ - กุนซือ ผู้เกิดมาเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ในโลกฟุตบอล

‘ชาบี อลอนโซ’ นักเตะ - กุนซือ ผู้เกิดมาเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ในโลกฟุตบอล

‘ชาบี อลอนโซ’ กุนซือไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ผู้พาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลบุนเดสลีกาได้สำเร็จเป็นสมัยแรกหลังจากก่อตั้งสโมสรมากว่า 120 ปี

KEY

POINTS

  • ‘ชาบี อลอนโซ’ ถือว่าเป็นบุคคลที่สร้างประวัติศาสตร์เอาไว้อย่างมากมายทั้งในฐานะนักฟุตบอลและผู้จัดการทีม เจ้าตัวเกิดมาเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ในโลกของฟุตบอล เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของชาวสเปนและแคว้นบาสก์
  • เพียงแค่ฤดูกาลแรกในการคุมสโมสรไบเออร์ เลเวอร์คูเซน อลอนโซก็สามารถพาทีมจบอันดับที่ 6 พร้อมกับคว้าโควต้าไปเล่นฟุตบอลยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ได้สำเร็จ
  • ล่าสุดเจ้าตัวก็สร้างประวัติศาสตร์แรกในฐานะกุนซือด้วยการพาทีม ‘ห้างขายยา’ คว้าแชมป์ฟุตบอลบุนเดสลีกาได้สำเร็จเป็นสมัยแรกหลังจากก่อตั้งสโมสรมากว่า 120 ปี

ชื่อของ ‘ชาบี อลอนโซ’ ปรากฎขึ้นในโลกของฟุตบอลอีกครั้งหลังจากที่เจ้าตัวเข้ามารับตำแหน่งกุนซือของสโมสรไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ยอดทีมในศึกฟุตบอลบุนเดสลีกาของประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 2022 โดยในช่วงเวลานั้นสถานการณ์ของทีม ‘ห้างขายยา’ กำลังอยู่ในช่วงดำดิ่งอยู่ในโซนท้ายตารางของศึกบุนเดสลีกา ฤดูกาล 2022-2023 หลังจากลงสนามไปเพียง 8 เกมเท่านั้น 

การเข้ามาคุมทีมของอลอนโซถูกตั้งคำถามมากมาย เพราะเจ้าตัวมีประสบการณ์เพียงแค่คุมทีมเรอัล โซเซียดาด เบ ในศึกฟุตบอลเซกุนดา ดิบิซิออน เบ หรือฟุตบอลลีกระดับ 3 ของประเทศสเปนมาเท่านั้น ประสบการณ์ดังกล่าวจะเพียงพอให้เจ้าตัวมากู้วิกฤต ณ ถิ่นไบอารีนาหรือไม่ แต่เพียงแค่ฤดูกาลแรกในการคุมสโมสรไบเออร์ เลเวอร์คูเซน อลอนโซก็สามารถพาทีมจบอันดับที่ 6 พร้อมกับคว้าโควต้าไปเล่นฟุตบอลยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ได้สำเร็จ

จากนั้นชื่อของอลอนโซก็มาถูกกล่าวขานอีกครั้งเมื่อในฤดูกาล 2023 - 2024 เจ้าตัวพาสโมสรไบเออร์ เลเวอร์คูเซน สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ฟุตบอลบุนเดสลีกามาครองได้เป็นครั้งแรกหลังจากที่สโมสรแห่งนี้ก่อตั้งมาแล้วกว่า 120 ปี อีกทั้งผลงานดังกล่าวเป็นการหยุดสถิติแชมป์ต่อเนื่องของ ‘เสือใต้’ บาเยิร์น มิวนิค เอาไว้ที่ 11 สมัย แถมยังเป็นการคว้าแชมป์ได้ก่อนจะจบฤดูกาลถึง 5 นัดด้วยกัน

‘ชาบี อลอนโซ’ ถือว่าเป็นบุคคลที่สร้างประวัติศาสตร์เอาไว้อย่างมากมายทั้งในฐานะนักฟุตบอลและผู้จัดการทีม เจ้าตัวเกิดมาเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ในโลกของฟุตบอล เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของชาวสเปนและแคว้นบาสก์ เรื่องราวของเจ้าตัวสมัยเป็นนักฟุตบอลจะเป็นอย่างไร เรามาร่วมเดินทางไปได้กันครับ

เกิดและเติบโตในครอบครัวฟุตบอล

‘ชาบี อลอนโซ’ เกิดเมื่อวันนี้ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1981 ณ เมืองโตโลซา กิปุซโคอา แคว้นบาสก์ ครอบครัวของเจ้าตัวนั้นถือว่าเป็นครอบครัวฟุตบอลอย่างแท้จริง ‘เปริโก อลอนโซ’ คุณพ่อของเจ้าตัวคือมิดฟิลด์ของสโมสรเรอัล โซเซียดาด, บาร์เซโลนา และซาบาเดลล์ รวมทั้งทีมชาติสเปนอีกด้วย โดยในปีที่ ‘ชาบี อลอนโซ’ ลืมตาขึ้นมาดูโลกนั้นคุณพ่อของเขาก็สามารถคว้าแชมป์ลาลีกา ร่วมกับสโมสรเรอัล โซเซียดาด ได้อีกด้วย

ในวัยเด็กอลอนโซเติบโตอยู่ที่บาร์เซโลนาจนถึงราว 6 ขวบก็ย้ายตามคุณพ่อไปอาศัยที่เมืองซานเซบาสเตียน (โดโนสเตีย) ในแคว้นบาสก์ ซึ่ง ณ เมืองแห่งนี้ อลอนโซได้เรียนรู้การเล่นฟุตบอลจนเกิดเป็นความหลงไหล เจ้าตัวมักจะไปเล่นฟุตบอลที่ชายหาดปลายา เด ลา กอนชา กับเพื่อนอยู่เสมอและหนึ่งในเพื่อนสนิทที่เล่นฟุตบอลมาด้วยกันก็คือ ‘มิเกล อาร์เตตา’ กุนซือทีมอาร์เซนอลคนปัจจุบัน โดยทั้งคู่มีเป้าหมายเดียวกันนั่นก็คือการเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับทีมเรอัล โซเซียดาด

อลอนโซฉายแววความเป็นมิดฟิลด์ชั้นยอดตามรอยคุณพ่อตั้งแต่วัยเด็ก โดยเจ้าตัวเลือกที่จะเล่นเป็นกองกลางตัวรับ และพรสวรรค์ของเจ้าตัวก็คือการจ่ายบอลที่แม่นยำ เจ้าตัวได้เข้าสังกัดทีมเยาวชนสมัครเล่นอันติโกโก้ร่วมกับ ‘มิเกล อาร์เตตา’ ในช่วงปี ค.ศ. 1990 - 1999 และด้วยฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมกับทีมท้องถิ่นก็ทำให้อลอนโซได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรเรอัล โซเซียดาด เบ

เริ่มต้นอาชีพกับยอดทีมแคว้นบาสก์

อลอนโซเริ่มต้นอาชีพการเป็นนักฟุตบอลกับสโมสรเรอัล โซเซียดาด เบ ก่อนก่อนจะสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เมื่อเจ้าตัวอายุได้ 18 ปี โดยอลอนโซได้รับโอกาสลงสนามนัดแรกให้กับสโมสรเรอัล โซเซียดาดในศึกโกปา เดล เรย์ ที่สโมสรต้นสังกัดของเขาเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของสโมสรโลโกรเญส เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1999 แต่ดูเหมือนว่าตำแหน่งตัวจริงของสโมสรจะยังไม่มีที่ว่าสำหรับเจ้าตัว

ฤดูกาลต่อมา ‘ฮาเวียร์ เคลเมนเต’ กุนซือของสโมสรเรอัล โซเซียดาด ตัดสินใจส่งอลอนโซไปหาประสบการณ์กับสโมสรเออิบาร์ในศึกเซกุนดา ดิบิซิออน ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวถือว่าเป็นผลดีกับตัวของอลอนโซ เพราะเจ้าตัวสามารถทำผลงานได้อย่างน่าพอใจและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามเวลาแห่งการเรียนศาสตร์ลูกหนังชั้นสูงของอลอนโซต้องผ่านไปอย่างรวดเร็วเพียงแค่ครึ่งฤดูกาลเท่านั้น ด้วยก็เพราะสโมสรต้นสังกัดอย่างเรอัล โซเซียดาด กำลังอยู่ในสภาวะวิกฤต ทีมจากแคว้นบาสก์ต้องจมอยู่ท้ายตารางจนเสี่ยงตกชั้น

กุนชือใหม่อย่าง ‘จอห์น โตแช็ค’ ต้องการใช้งาน ‘ชาบี อลอนโซ’ นั่นจึงทำให้เจ้าตัวต้องกลับไปยังสโมสรเรอัล โซเซียดาดอีกครั้ง ในช่วงเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 2001 และการกลับมาในครั้งนี้มิดฟิลด์ดาวรุ่งวัย 20 ปีกลับได้มีโอกาสสวมปอกแขนกัปตันทีมเพราะกุนซือชาวเวลส์มองเห็นในความเป็นผู้นำและเชื่อมั่นในสโมสรของอลอนโซ และในฤดูกาลนั้นสโมสรเรอัล โซเซียดาดก็รอดตกชั้นอย่างเหลือเชื่อ อลอนโซได้ลงสนามแทบทุกนัดในครึ่งฤดูกาลดังกล่าว

อลอนโซยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับสโมสรเรอัล โซเซียดาด เจ้าตัวเป็นกำลังสำคัญที่ทีมจะขาดไม่ได้ ฝีเท้าของอลอนโซโดดเด่นจนเป็นที่หมายปองจากสโมสรยักษ์ใหญ่อย่างเรอัล มาดริด แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถตกลงรายละเอียดกันได้ โดยในช่วงระหว่างปี 2003 - 2004 นั้น เจ้าตัวทำผลงานได้อย่างโดดเด่นจนมีชื่อติดทีมชาติสเปนลงเล่นในฟุตบอลนัดกระชับมิตรและฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรอบคัดเลือก รวมทั้งยังได้มีโอกาสลงสนามในฟุตบอลยูโร 2004 รอบสุดท้ายที่ประเทศโปรตุเกสอีกด้วย

ทักษะการจ่ายบอลที่แม่นยำของอลอนโซในยูโร 2004 ไปเข้าตา ‘แจน โมลบี’ อดีตแข้งของสโมสรลิเวอร์พูลเข้าอย่างจังจนทำให้ทีม ‘หงส์แดง’ ในยุคของกุนซือชาวสแปนิชอย่าง ‘ราฟาเอล เบนิเตซ’ ยื่นขอเสนอซื้อตัวเขาและก็บรรลุข้อตกลงกันได้ในที่สุด อลอนโซสร้างสถิติลงสนามให้กับสโมสรเรอัล โซเซียดาดไปทั้งสิ้น 124 นัดและทำประตูไปได้ 10 ประตู (อ้างอิงข้อมูลจาก www.transfermarkt.com)

สร้างความยิ่งใหญ่ในถิ่นแอนฟิลด์

‘ชาบี อลอนโซ’ ย้ายมายังถิ่นแอนฟิลด์ในฤดูกาล 2004 - 2005 เจ้าตัวได้ลงสนามนัดแรกในศึกพรีเมียร์ลีกเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2004 ซึ่งเป็นเกมที่สโมสรลิเวอร์พูลบุกไปเยือนสโมสรโบลตัน วันเดอเรอร์ส ที่รีบอค สเตเดียม ซึ่งแม้ในเกมดังกล่าวลิเวอร์พูลจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่อลอนโซกลับได้รับคำชื่นชมถึงทักษะการจ่ายบอลที่แม่นยำและยอดเยี่ยมจากสื่อมวลชน 

อลอนโซปรับตัวเข้ากับชีวิตความเป็นอยู่ที่ประเทศอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับทีมลิเวอร์พูล เจ้าตัวมีส่วนร่วมกับเกมแถมยังทำประตูสำคัญให้กับทีมได้บ่อยครั้ง แต่ในขณะที่อลอนโซกำลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับทีม เจ้าตัวก็ต้องพบกับเรื่องที่ไม่ได้คาดคิด โดยในเกมการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกับสโมสรเซลซี ซึ่งตรงกับวันปีใหม่ของปี ค.ศ. 2005 อลอนโซโดนแฟรงค์ แลมพาร์ดเข้าบอลรุนแรงจนข้อเท้าได้รับการบาดเจ็บอย่างหนัก และต้องพักรักษาตัวเป็นระยะเวลากว่า 3 เดือน

อลอนโซกลับมาลงสนามอีกครั้งในการแข่งฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบควอเตอร์ไฟนอล เลกที่ 2 กับทีมยูเวนตุส ซึ่งแม้เจ้าตัวจะไม่ได้สมบูรณ์นัก แต่อลอนโซก็ทุ่มเทอย่างสุดกำลังจนสามารถพาทีมลิเวอร์พูลผ่านเข้าไปในรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ ก่อนที่ทีมหงส์แดงในชุดนั้นจะไปสร้างเทพนิยายอิสตันบูล โดยอลอนโซก็คือหนึ่งในนักฟุตบอลคนสำคัญที่ร่วมขีดเขียนเทพนิยายดังกล่าว เพราะเจ้าตัวนั้นคือผู้ยิงประตูสุดคลาสสิคตามตีเสมอเอซีมิลาน 3 - 3 เป็นการต่อลมหายใจให้กับทีมลิเวอร์พูลทั้งที่ในครึ่งเวลาแรกทีมหงส์แดงถูกนำไปก่อนถึง 0 - 3 ก่อนที่ในท้ายที่สุดแล้วสโมสรลิเวอร์พูลจะสามารถเอาชนะการดวลลูกจุดโทษและคว้าแชมป์สโมสรยุโรปไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่

นอกจากการคว้าแชมป์ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2004 - 2005 ร่วมกับทีมลิเวอร์พูลแล้ว ในฤดูกาลต่อมาอลอนโซก็ยังมีส่วนสำคัญในการพาสโมสรลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ฟุตบอลเอฟ เอ คัพ มาครองได้อีกหนึ่งสมัย โดยตลอดระยะเวลาที่ต่อมาอลอนโซค้าแข้งอยู่กับสโมสรลิเวอร์พูลในช่วงปี ค.ศ. 2004 - 2009 เจ้าตัวได้รับการยอมรับจากแฟนหงส์แดงเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายแล้วงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา ต่อมาอลอนโซต้องกลับไปหาความท้าทายใหม่บนแผ่นดินสเปนอีกครั้ง

คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน ‘เรอัล มาดริด’ เนื้อคู่ที่หากันจนเจอ

ฤดูกาล 2009 - 2010 ‘ชาบี อลอนโซ’ ย้ายออกจากถิ่นแอนฟิลด์มายังสโมสรเรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวราว 30 ล้านปอนด์ โดยเจ้าตัวได้สวมเสื้อหมายเลข 22 และเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรับ โดยเกมแมตช์แรกของอลอนโซกับเรอัล มาดริดอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ปี ค.ศ. 2009 ในศึกฟุตบอลลาลีกาของสเปนนัดเปิดสนามกับสโมสรเดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า โดยในฤดูกาลดังกล่าวเจ้าตัวลงสนามไปกว่า 34 นัดทำประตูได้ 3 ประตูกับ 5 แอสซิสต์ จากนั้นในฤดูกาลถัดมาอลอนโซก็ยังได้รับความไว้วางใจให้ลงสนามอย่างสม่ำเสมอ และมีส่วนสำคัญในการพาทีม ‘ราชันชุดขาว’ คว้าแชมป์โกปา เดล เรย์ ฤดูกาล 2010 - 2011

จากนั้นฤดูกาล 2011 - 2012 ความฝันของอลอนโซที่จะคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกสูงสุดก็เป็นความจริง เจ้าตัวคือกำลังของสโมสรเรอัล มาดริด โดยลงสนามในฟุตบอลลาลีกาไปทั้งหมด 36 นัด ทำประตูได้ 1 ประตูกับ 8 แอสซิสต์ พา ‘ราชันชุดขาว’ คว้าแชมป์ฟุตบอลลาลีกาไปครองด้วยสิถิต 100 คะแนนจากชัยชนะ 32 นัด เสมอ 4 นัด และพ่ายแพ้ไปเพียง 2 นัด เท่านั้น นอกจากนี้เจ้าตัวยังได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เล่นที่มีมาตรฐานคงเส้นคงวาที่สุดคนหนึ่งในลาลีกา

‘ชาบี อลอนโซ’ ยังคงทำผลงานได้อย่างต่อเนื่องกับสโมสรเรอัล มาดริด แม้จะไม่ได้เทียบเท่ากับจุดสูงสุดที่เคยทำได้ในฤดูกาลก่อนหน้านี้ แต่เจ้าตัวก็ยังคงรักษาฟอร์มการเล่นได้ดีในระดับที่ยอมรับได้ และก็ยังมีส่วนสำคัญในการพา ‘ราชันชุดขาว’ คว้าแชมป์โกปา เดล เรย์และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาล 2013 - 2014 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ จะมีน่าเสียดายตรงที่อลอนโซพลาดการลงสนามรอบชิงชนะเลิศของศึกยูฟ่า แชมปี้ยนส์ ลีกกับแอตเลติโก มาดริด เท่านั้น ไม่เช่นนั้นทุกอย่างก็จะสมบูรณ์แบบ สำหรับสาเหตุที่เจ้าตัวไม่ได้ลงสนามในรอบรองชนะเลิศนั้นก็เนื่องมาจากติดโทษแบนกรณีสะสมใบเหลืองครบตามข้อกำหนด

ปิดฉากอาชีพนักฟุตบอลที่เมืองเบียร์

หลังจากอลอนโซประสบความสำเร็จกับสโมสรเรอัล มาดริดอย่างมากมาย ในวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 2014 เจ้าตัวก็ได้ย้ายมาหาความท้าทายใหม่อีกครั้งที่ประเทศเยอรมนี และสโมสรที่อลอนโซตัดสินใจมาร่วมค้าแข้งด้วยก็ไม่ใช่ทีมอื่นทีมไกล นั่นก็คือ ‘เสือใต้’ บาเยิร์น มิวนิค ยอดทีมเมืองเบียร์ที่มีดีกรีมากมาย และการมาของอลอนโซก็ได้สร้างสถิติใหม่ให้กับศึกบุนเดสลีกา เมื่อเจ้าตัวใช้เวลาไม่ถึงเดือนก็สามารถปรับตัวและทำผลงานกับทีมเสือใต้ได้อย่างยอดเยี่ยม อลอนโซสร้างสถิติจ่ายบอลสำเร็จมากที่สุดในศึกบุนเดสลีกาซึ่งเป็นเกมที่บาเยิร์น มิวนิค พบกับเอฟซี โคโลญจ์

อลอนโซลงเล่นให้กับสโมสรบาเยิร์น มิวนิค เป็นจำนวนทั้งสิ้น 3 ฤดูกาลตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 - 2017 โดยแต่ละฤดูกาลจะได้ลงสนามในศึกบุนเดสลีการาว 26 - 27 นัด ถือได้ว่าเป็นผู้เล่นที่ได้ลงสนามอย่างสม่ำเสมอเป็นกำลังสำคัญในการพาสโมสรบาเยิร์น มิวนิคคว้าแชมป์บุนเดสีกาได้ทั้ง 3 ฤดูกาล แถมพ่วงมาด้วยการคว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาล ฤดูกาล 2015 - 2016 มาครองได้อีกหนึ่งสมัย ขณะที่ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อลอนโซ ก็เป็นกำลังสำคัญของทีมเสือใต้อย่างต่อเนื่อง แต่น่าเสียดายที่ทีมยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีไม่อาจไปถึงแชมป์ได้ 

อลอนโซสร้างสถิติลงสนามให้สโมสรบาเยิร์น มิวนิค ทั้งหมด 117 นัด ทำไปทั้งสิ้น 9 ประตูกับ 12 แอสซิสต์ (อ้างอิงข้อมูลจาก www.transfermarkt.com) พร้อมทั้งยุติเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพเอาไว้เพียงเท่านี้

พาทีมชาติสเปนคว้าแชมป์เมเจอร์ อีกความภูมิใจจากแคว้นบาสก์

หลังอลอนโซเริ่มต้นติดทีมชาติสเปนในปี ค.ศ. 2003 และก็เป็นหนึ่งในผู้เล่นทีมกระทิงดุชุดฟุตบอลยูโร 2004 ที่ประเทศโปรตุเกส เจ้าตัวก็ยังคงติดทีมชาติสเปนอย่างต่อเนื่องทั้งฟุตบอลโลก 2006 จนมาถึงฟุตบอลยูโร 2008 ที่ประเทศออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์เป็นเจ้าภาพร่วมกัน โดยในศึกยูโรครั้งนั้น อลอนโซมักจะได้ลงสนามเป็นตัวสำรอง แต่ในการแข่งขันรอบแรกนัดสุดท้ายที่สเปนเอาชนะทีมชาติกรีซไปได้ 2 - 1 นั้น เจ้าตัวได้ลงสนามในฐานะกัปตันทีมและเล่นจนครบ 90 นาที 

ทีมชาติสเปนสามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศศึกยูโร 2008 ไปพบกับทีมชาติเยอรมนี ซึ่งในเกมดังกล่าวอลอนโซถูกเปลี่ยนตัวลงไปแทน ‘เชส ฟาเบรกาส’ ในนาที 63 และในท้ายที่สุดทีมชาติสเปนก็สามารถเอาชนะทีมชาติเยอรมนีไปได้ 1 - 0 คว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปมาครองได้สำเร็จ

จากนั้นในอีก 2 ปีต่อมาในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ณ ประเทศแอฟริกาใต้ อลอนโซยังคงเป็นหนึ่งในขุนพลทีมกระทิงดุ และในรายการนี้เจ้าตัวกลับมาเป็นตัวหลักตัวจริงของทีมโดยสมบูรณ์อีกครั้ง เจ้าตัวได้ลงสนามทุกนัดตั้งแต่รอบแรกจนถึงรอบชิงชนะเลิศ และก็มีส่วนร่วมสำคัญในการพาทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งประวัติศาสตร์มาครองได้สำเร็จ โดยช็อตที่เป็นภาพจำของเจ้าตัวในฟุตบอลโลกครั้งนั้นคงหนีไม่พ้นจังหวะที่ ‘ไนเจล เดอ ยอง’ ผู้เล่นทีมชาติเนเธอร์แลนด์กังฟูคิกเข้าใส่ยอดอกของอลอนโซ ในรอบชิงชนะเลิศ

หลังจากคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร 2008 และฟุตบอลโลก 2010 ได้แล้ว ‘ชาบี อลอนโซ’ ยังคงเป็นกำลังหลักของทีมชาติสเปนอย่างต่อเนื่อง และเจ้าตัวก็มีส่วนสำคัญในการสร้างประวัติศาสตร์กับทีมกระทิงดุอีกครั้งเมื่อสามารถพาทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร 2012 มาครองได้อีกสมัย โดยเจ้าตัวลงสนามแบบเต็มเกมแทบทุกนัด จะมีก็แต่การแข่งขันกับทีมชาติไอร์แลนด์ในรอบแรกที่อลอนโซได้ลงเล่นไป 65 นาที กล่าวได้ว่าเจ้าตัวคือกองหลังสำคัญในความสำเร็จของทีมชาติสเปนในรายการระดับเมเจอร์เลยก็ว่าได้

น่าเสียดายที่ฉากสุดท้ายของอลอนโซในนามทีมชาติสเปนนั้นคือการตกรอบแรกของทีมกระทิงดุในฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล โดยแมตช์สุดท้ายของเจ้าตัวก็คือแมตช์ที่ทีมชาติสเปนเอาชนะทีมชาติออสเตรเลียไปได้ 3 - 0 โดยแมตช์นั้นอลอนโซอยู่ในสนามทั้งสิ้น 84 นาที อย่างไรก็ตามแม้ฉากจบของอลอนโซกับทีมชาติสเปนจะไม่สวยงามโรแมนติกนัก แต่ระหว่างทางที่ผ่านมาก็ยิ่งใหญ่เกินคำบรรยายแล้ว

สำหรับ ‘ชาบี อลอนโซ’ นอกจากเจ้าตัวจะลงสนามให้ทีมชาติสเปนและสร้างผลงานเอาไว้มากมายแล้วอลอนโซ ก็ยังลงสนามให้กับทีมแคว้นบาสก์อีกด้วย อย่างที่ทราบกันครับว่าผู้เล่นชั้นดีของทีมชาติสเปนมากมายหลายคนก็มาจากแคว้นนี้ โดยอลอนโซลงสนามให้กับแคว้นบาสก์ในเกมกระชับมิตรที่พบกับทีมชาติกาน่าในวันที่ 29 ธันวาคม ปี ค.ศ. 2001 ก่อนจะมาลงสนามอีกครั้งในเกมเอาชนะทีมชาติโบลิเวีย 6 - 1 เมื่อปี ค.ศ. 2012 อย่างไรก็ตามเกมดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นเกมอย่างเป็นทางการที่รับรองโดยสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่า 

และล่าสุดหลังจากที่อลอนโซยุติเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลลงในช่วงปี ค.ศ. 2017 และก็ก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ในฐานะกุนซือของทีมเรอัล โซเซียดาด เบ ในปี ค.ศ. 2019 ชื่อของเจ้าตัวก็ปรากฎอีกครั้งเมื่ออลอนโซ เข้ามารับตำแหน่งกุนซือของสโมสรไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ในปี ค.ศ. 2022 และล่าสุดเจ้าตัวก็สร้างประวัติศาสตร์แรกในฐานะกุนซือด้วยการพาทีม ‘ห้างขายยา’ คว้าแชมป์ฟุตบอลบุนเดสลีกาได้สำเร็จเป็นสมัยแรกหลังจากก่อตั้งสโมสรมากว่า 120 ปี

และนี่คือเรื่องราวของชายที่ชื่อว่า ‘ชาบี อลอนโซ’ นักเตะและกุนซือ ผู้เกิดมาเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ในโลกฟุตบอลครับ

 

เรื่อง : ธิษณา ธนคลัง (The Sportory)   
ภาพ : Getty Images