Post on 21/01/2021

สแตนลีย์ มิลแกรม (Stanley Milgram) กับการทดลองที่อธิบายว่า ทำไมบางคนกล้าทำเรื่องเลวร้ายเพียงเพราะ ‘นายสั่งมา’

“ผมแค่ทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา” 

 

นี่คือข้อกล่าวอ้างของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวนับล้านของ อ็อทโท อาด็อล์ฟ ไอช์มัน (Otto Adolf Eichmann) ทหารนาซีเยอรมันระดับสูง ระหว่างการพิพากษาให้ถูกประหารชีวิต หลังการยุติของสงครามโลกครั้งที่สอง

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ สแตนลีย์ มิลแกรม (Stanley Milgram) นักจิตวิทยาสังคมชาวอเมริกัน เริ่มตั้งคำถามว่า “เป็นไปได้แค่ไหนที่ไอช์แมน และผู้สมรู้ร่วมคิดนับล้านของเขาในเหตุการณ์ฮอโลคอสต์ (Holocaust) จะสังหารชาวยิวได้อย่างโหดเหี้ยมเพียงเพราะทำตามคำสั่ง ?” 

การค้นหาคำตอบของข้อสงสัยนี้ นำมาสู่ ‘การทดลองของมิลแกรม หรือ Milgram Experiment’ กรณีศึกษาอันเลื่องชื่อในแวดวงจิตวิทยาที่ใช้อธิบายการทำตามคำสั่งของผู้มีอำนาจ หรือผู้บังคับบัญชาในเวลาต่อมา

 

จุดชนวนการค้นหาเบื้องหลังความโหดร้าย

สแตนลีย์ มิลแกรม เกิดในครอบครัวผู้อพยพชาวยิว ในมหานครนิวยอร์กช่วงปี ค.ศ. 1933 เขาคือเด็กฉลาดที่จบมัธยมฯ เร็วกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน แต่ความสนใจด้านจิตวิทยาของมิลแกรม เพิ่งเริ่มต้นหลังสำเร็จการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ ระดับปริญญาตรีจากควีนส์คอลเลจ (Queens College) ในปี ค.ศ. 1954 

มิลแกรมเคยถูกมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดปฏิเสธการเข้าศึกษาต่อด้านจิตวิทยา เพราะช่วงที่ยังเรียนปริญญาตรีเขาไม่เคยลงเรียนในหมวดจิตวิทยาเลยสักครั้ง แต่ด้วยความขวนขวายและความพยายาม ในที่สุดเขาก็สามารถเข้าเรียนและได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาจิตวิทยาสังคม ในปี ค.ศ. 1960  

ระหว่างนั้น มิลแกรมมีโอกาสเป็นผู้ช่วยของโซโลมอน แอช (Solomon Ash) นักจิตวิทยาผู้ทำการทดลองเรื่องการคล้อยตามกันในสังคม (conformity)  เป็นแรงบันดาลใจให้เขาสนใจและอยากศึกษาด้านนี้ต่อ จนกระทั่งเข้ามาทำงานในมหาวิทยาลัยเยล (Yale University) มิลแกรมได้สานต่อความสนใจของตนเอง หลังจากรับรู้เหตุการณ์พิพากษาคดีของ อ็อทโท อาด็อล์ฟ ไอช์มัน (Otto Adolf Eichmann) เรียกได้ว่าการทดลองนี้เริ่มมาจากชนวนความสนใจด้านจิตวิทยา และถูกจุดประกายขึ้นมาจากประเด็นทางสังคมเลยก็ว่าได้

 

เริ่มการทดลองช็อตไฟฟ้า

ในปี ค.ศ. 1961 มิลแกรมประกาศหาอาสาสมัครชาย 40 คน โดยอ้างว่าเป็นการทดลองของมหาวิทยาลัยเยลเกี่ยวกับความจำและการเรียนรู้ของมนุษย์ ซึ่งอาสาสมัครจะได้ค่าตอบแทนสำหรับการทดลองในครั้งนี้ 

มิลแกรมเริ่มจากการจับฉลากสุ่มว่าใครจะได้เป็น ‘คุณครู’ และใครจะได้เป็น ‘ผู้เรียน’ ซึ่งเบื้องหลังคือการจัดฉากไว้อย่างตั้งใจให้ผู้เข้าร่วมทั้ง 40 คนเป็นครู ส่วนผู้เรียนคือหน้าม้าที่มาจากทีมงานของมิลแกรมเอง โดยเงื่อนไขของการทดลองนี้คือ ผู้ที่รับบทบาทเป็น ‘ครู’ จะอยู่คนละห้องกับ ‘ผู้เรียน’ 

หากผู้เรียนตอบคำถามผิด ครูจะต้องกดสวิตช์เพื่อช็อตไฟฟ้าซึ่งมีตั้งแต่ 15 โวลต์ (ช็อตเล็กน้อยไม่เป็นอันตราย) ไปจนถึง 450 โวลต์ (ระดับรุนแรงและอันตรายถึงชีวิต) และจะต้องกดเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ตอบผิด

อย่างไรก็ตาม การช็อตไฟฟ้าดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่ผู้เรียน หรือหน้าม้าจะตั้งใจตอบผิดและทำทีเป็นร้องแสดงความเจ็บปวดให้เหล่าอาสาสมัครได้ยิน 

แน่นอนว่าอาสาสมัครหลายคนมีท่าทีกังวล เคร่งเครียด หันมาถามทีมงานที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ว่าควรทำต่อไปไหม ขอยุติการทดลองได้หรือไม่ แต่ทีมงานผู้ควบคุมการทดลองจะคอยอธิบายว่า ทุกอย่างอยู่ในความรับผิดชอบของพวกเขา อาสาสมัครแค่ได้รับมอบหมายให้ทำตาม และยังคงยืนยันหนักแน่นว่า “คุณต้องช็อตต่อไป คุณไม่มีทางเลือก” 

งานวิจัยนี้มิลแกรมต้องการศึกษาว่า ผู้คนจะถลำลึกไปได้ไกลแค่ไหน หากคำสั่งนั้นเกี่ยวข้องกับการ ‘ทำร้ายผู้อื่น’ และจะเป็นเช่นเดียวกับชาวนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองหรือไม่ 

คำตอบที่น่าสลดใจ คือมีอาสาสมัครที่กล้ากดช็อตไปถึงระดับ 450 โวลต์ตามคำสั่งของทีมงานถึง 65%

 

คำอธิบายเรื่องนายสั่งมา

ผลการทดลองที่เกินคาดนี้สะท้อนให้เห็นว่า คนธรรมดามักจะทำตามคำสั่งของผู้มีอำนาจถึงขนาดฆ่ามนุษย์ผู้บริสุทธิ์ หากพวกเขายอมรับว่าอำนาจของตนถูกต้องตามศีลธรรมหรือเป็นไปตามกฎหมาย เช่นเดียวกับการทดลองของมิลแกรมที่พวกเขาเชื่อว่าตัวเองกำลัง ‘ทำหน้าที่และทำสิ่งที่ถูกต้อง’ เพื่อการทดลองที่มีประโยชน์ในอนาคต อีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาคิดว่าตนเองมีความชอบธรรมในการทำร้ายผู้อื่น

อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญ คือความรู้สึกว่า ‘ไม่ต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง’ เห็นได้จากหลักฐานบางประการของมิลแกรม เช่น เมื่ออาสาสมัครได้รับการเตือนว่าพวกเขาต้องรับผิดชอบการกระทำของตนเอง แทบไม่มีใครเชื่อฟังทีมงานผู้ควบคุมการทดลอง ตรงข้ามกับอาสาสมัครที่ยอมทำตามคำสั่ง หากทีมงานบอกว่าจะรับผิดชอบผลที่เกิดขึ้นทั้งหมด

นอกจากนี้มิลแกรมยังได้ทำการทดลองโดยใส่ตัวแปรอื่น ๆ เข้าไป ซึ่งพบว่ามีปัจจัยนอกเหนือจากอำนาจในฐานะ ‘ผู้ควบคุมการทดลอง’ เช่น การใส่เสื้อกาวน์ที่ดูภูมิฐาน ส่งผลให้คนทำตามคำสั่งมากกว่าการสวมชุดธรรมดา ห้องทดลองที่ดูทันสมัยทำให้ผู้เข้าร่วมเชื่อฟังคำสั่งมากกว่าเมื่อเทียบกับห้องเก่า ๆ  หรือการอยู่ใกล้กับ ‘ผู้เรียน’ ซึ่งได้ยินและมองเห็นภาพความทรมาน (ที่เป็นการจัดฉาก) อย่างชัดเจน จะทำให้อาสาสมัครเชื่อฟังน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับการแยกไปอยู่คนละห้อง

แม้การทดลองของมิลแกรมจะโด่งดังและเป็นที่กล่าวขานในวงการจิตวิทยา อีกทั้งมีผู้ทำการทดลองซ้ำในลักษณะเดียวกัน และได้ผลเหมือนกัน แต่ก็มีช่องว่างและข้อถกเถียงจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ผู้เข้าร่วมการทดลองเป็นผู้ชายทั้งหมด ทำให้ไม่มีความหลากหลาย และจำนวนของอาสาสมัครชวนให้ตั้งคำถามว่าเป็นตัวแทนประชากรทั้งโลกได้หรือไม่ อีกทั้งในชีวิตจริงที่ยังมีเงื่อนไขที่ละเอียดอ่อนมากกว่าการสั่งให้ช็อตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว 

นอกจากนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่จริยธรรมถึงสภาพจิตใจของผู้เข้าร่วมการทดลองที่ถูกบังคับให้อยู่ภายใต้ความกดดัน ความเครียด และความรู้สึกว่ากำลังทำร้ายคนอื่นอยู่โดยที่ไม่รู้ตัวว่าทั้งหมดนั้นคือ ‘การจัดฉาก’ 

สแตนลีย์ มิลแกรม จึงนับเป็นนักจิตวิทยาที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาและค้นหาคำตอบของด้านมืดภายในจิตใจมนุษย์ว่าเกิดจากตัวของบุคคลนั้นเอง หรือระบบที่บีบบังคับให้เกิดการกระทำอันเลวร้าย และสิ่งเหล่านี้ยังเป็นประเด็นคลาสสิกที่ถูกพูดถึงและหาคำตอบเรื่อยมา 

 

การทดลองของสแตนลีย์ มิลแกรม จึงทิ้งไว้ทั้งคำตอบหนึ่งที่ ‘เป็นไปได้’ ของคำถาม ‘ทำไมคนกล้าทำเรื่องเลวร้ายเพียงเพราะนายสั่งมา’ ขณะเดียวกันมิลแกรมเองก็ได้ทิ้งคำถามที่น่าสนใจและน่าค้นหายิ่งไปกว่านั้นว่า ‘อะไรที่ทำให้คนอีก 35% ในการทดลองนี้เลือกที่จะไม่ทำตาม และกล้าลุกขึ้นมาตั้งคำถามถึงคำสั่งที่ตัวเองได้รับมา’

 

ที่มา

https://www.verywellmind.com/the-milgram-obedience-experiment-2795243

https://www.verywellmind.com/stanley-milgram-biography-2795532

https://www.simplypsychology.org/milgram.html

http://behavioralscientist.org/how-would-people-behave-in-milgrams-experiment-today/


มนุษย์ friendly introvert ที่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ คือ ลาเต้เย็น การเดินเล่น และหนังสือมูราคามิ

Related

คาร์ล มาร์กซ ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่หลอกหลอนยุโรป จากกระฎุมพีสู่กรรมาชีพ

โยชิอากิ ชิราอิชิ บิดาแห่งซูชิสายพาน ผู้ปฏิวัติการกินซูชิ

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง ชายผมฟู ไม่ใส่ถุงเท้า และพยศจนวงการวิทยาศาสตร์ต้องสะเทือน

เคย์ แกรห์ม ยกฐานะ Washington Post ด้วยการยืนยันเสรีภาพสื่อ 

ตำนานช่างภาพสงคราม ‘โรเบิร์ต คาปา’ แด่ม้วนฟิล์ม ความรัก แสงแฟลช และเสียงปืน 

พระองค์เจ้าบวรเดช: จากผู้นำกลุ่มกบฏบวรเดช สู่นักออกแบบผ้าโขมพัสตร์

สมิงสยาม ขุนนางชาวอยุธยาผู้กินเมืองในอาณาจักรยะไข่โบราณ

ฟรีด้า คาห์โล: สตรีที่เล่าชีวิตแสนเจ็บปวดผ่านงานศิลปะ