Post on 22/12/2021

สุชาติ เตชศรีสุธี ผู้ก่อตั้งนิตสาร ‘Starpics’ กับ 5 ทศวรรษของการถ่ายทอดเรื่องราวในแวดวงภาพยนตร์

ณ ตึกแถวใกล้บริเวณสี่แยกบางขุนพรหม เครื่องพิมพ์กำลังทำงานอย่างแข็งขัน โปสเตอร์แผ่นแล้วแผ่นเล่าถูกพิมพ์ออกมาให้ยลโฉมพร้อมกลิ่นหมึกจาง ๆ 

ถัดไปบนชั้นสองและชั้นสาม นิตยสารปึกหนาวางเรียงรายอยู่ในตู้ บ้างก็วางล้อมรอบโต๊ะทำงานขนาดย่อม แสงจากโคมไฟบนโต๊ะส่องสว่างไม่ต่างจากไฟที่ลุกโชนในหัวใจของ ‘สุชาติ เตชศรีสุธี’ ชายวัย 70 กว่าปีเจ้าของโต๊ะทำงานตัวนี้

สุชาติ เตชศรีสุธี คือผู้ก่อตั้ง ‘สตาร์พิคส์’ (Starpics) นิตยสารเล่มที่บอกเล่าเรื่องราวในแวดวงภาพยนตร์มานานกว่า 5 ทศวรรษ แม้ปัจจุบันสตาร์พิคส์จะปรับตัวด้วยการทำเล่มพิเศษอย่าง ดิสนีย์ สตาร์วอร์ เดอะบีเทิลส์ สตูดิโอจิบลิ จนกลายเป็นที่นิยมของเหล่าแฟน ๆ แต่ไม่ว่าจะปรับตัวไปยังทิศทางใด ก็ไม่อาจหวนคืนยุครุ่งโรจน์ของนิตยสารเล่มได้อย่างเก่า

ถึงอย่างนั้น สุชาติก็ยังคงมุ่งมั่นและเปี่ยมด้วยพลังใจที่จะสานต่อสตาร์พิคส์อย่างไม่ลดละ ราวกับวันแรกของการก่อตั้ง เพิ่งจะผ่านมาเมื่อวานเท่านั้นเอง…

จากหนังสืออนุสรณ์ของโรงเรียน และห้องภาพของพี่ชาย

“ก่อนจะทำหนังสือ พี่ชายผมเขาเปิดห้องภาพ เป็นร้านถ่ายรูป มีทำโปสต์การ์ดพวกดาราหนังขายด้วย ก็เลยรู้สึกผูกพันกับพวกหนังพวกดารา”

สุชาติเล่าย้อนถึงความคุ้นเคยกับแวดวงภาพยนตร์มาตั้งแต่วัยเยาว์ จนกระทั่งพี่ชายของเขาตัดสินใจปิดร้านถ่ายรูป

“ผมก็ เอ… กระดาษอัดรูปก็มี งานมีทุกอย่างให้ทำ แต่ไม่มีคนทำ ผมก็เลยเอารูปภาพดาราใหม่ ๆ อย่างพวกเอลวิสมานั่งอัด แล้วก็เอาไปขายหน้าร้าน พ่อยังมาแหย่ผมเลยว่า ‘เอ็งไม่ไปเล่น ไม่ไปทำอะไรล่ะ มานั่งขายรูป วันหนึ่งขายได้ 3 บาทพอค่าก๋วยเตี๋ยวหรือเปล่า’ เราก็ไม่สนใจนะ ก็ฟัง ๆ ขายไปเรื่อย ๆ ปรากฏว่ามันขายดี จนกระทั่งคุณพ่อต้องมาช่วยตัดรูป”

ช่วงเวลานั้นสตาร์พิคส์ยังไม่เริ่มต้นขึ้น จนกระทั่งวันที่กลุ่มเพื่อนมัธยมของสุชาติมีโอกาสได้มาเยี่ยมเยือนที่บ้านของเขา 

“พวกเพื่อน ๆ กับผมเองเป็นทีมที่ทำหนังสืออนุสรณ์ของโรงเรียน บังเอิญเป็นกลุ่มที่ทำแล้วก็รู้สึกสนุกมาก พอมาเที่ยวที่บ้าน เห็นว่าเป็นโรงพิมพ์แล้วทำหนังสือได้ ก็ยุยงกันนะ เพื่อน ๆ บอก เฮ้ย! ทำหนังสือไหม ชวนกัน ในที่สุดก็ตัดสินใจทำ”

จากภาพดาราจึงเริ่มขยับมาเป็นนิตยสารเล่มที่บอกเล่าเรื่องราวในแวดวงบันเทิงอย่างครบรส ทั้งภาพและเนื้อหา

“ตอนที่ทำใหม่ ๆ ผมมีความตั้งใจว่า ต้องทำให้อยู่รอด ผมไม่ได้คิดว่า ผมอยากเขียนเรื่องโน้น เขียนเรื่องนี้ คืองานทุกอย่างผมจะเซ็ตคนทำแล้ว ถ้าคนไหนมีปัญหามีอะไร เราก็ต้องช่วย ถ้าไม่มีคนทำคอลัมน์นี้เราก็ต้องไปแทน เรียกว่า ขอให้มันครบองค์ให้ได้”

Starpics เล่มแรก กับยุครุ่งโรจน์ของนิตยสาร

นอกจากความทรงจำที่ถ่ายทอดผ่านถ้อยคำแล้ว สุชาติยังพาย้อนเวลาผ่าน สตาร์พิคส์ ‘เล่มแรก’ ที่เขาหยิบขึ้นมาอวดโฉม โดยมีภาพ ‘เอลวิส เพรสลีย์’ (Elvis Presley) เฉิดฉายอยู่บนหน้าปก แม้จะมีกลิ่นอายความวินเทจแฝงอยู่ (ซึ่งอายุก็วินเทจจริง ๆ) แต่สภาพใหม่เอี่ยมของหนังสือเล่มนี้บ่งบอกถึงการเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี 

“เอลวิสเป็นดาราขวัญใจผมเลย ตอนที่ผมไปเข้าเรียนใหม่ ๆ ที่วัดมกุฏฯ เขาจัดหนังมาฉายเพื่อหาตังค์ซ่อมไฟฟ้าของโรงเรียน ปรากฏว่าผมไปดู โอ้โห ติดใจเลย โรงหนังที่ไหนฉายหนังเอลวิส ก็ต้องไปดู เก็บให้ครบเรื่อง เนี่ยอย่างขึ้นปกเล่มแรกก็ต้องเอลวิส”

สุชาติพลิกกระดาษอย่างเบามือให้เราเห็นภาพเอลวิสชัด ๆ ก่อนจะเปิดหน้ากลางให้ดูภาพ ‘มิตร ชัยบัญชา’ คู่กับ ‘พิศมัย วิไลศักดิ์’ ดาราไทยที่โด่งดังในยุคสมัยนั้น 

แม้สุชาติและกลุ่มเพื่อนในวัยมัธยมจะสามารถทำนิตยสารสตาร์พิคส์จะออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้สำเร็จ แต่ใช่ว่า ‘เล่มแรก’ จะกลายเป็นนิตยสารสุดฮิตได้ในช่วงข้ามคืน

“กว่าจะได้กำไร ผมทำมาประมาณ 6 เล่ม คุณพ่อก็ไปบอกพี่ชายผม น่าจะเลิกทำได้แล้วล่ะ หนังสือกลับมาเต็มบ้านเลย ขายได้น้อย ผมมาเช็คดูก็มองเห็นว่า เอ๊ะ! เราเริ่มจะกระเตื้องขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ถึงจุดที่ใกล้จะดีแล้ว ผมก็บอกพี่ชายว่า สู้ ทำต่อเถอะ เราใกล้จะอยู่ในจุดที่ไม่ขาดทุนแล้ว แล้วก็เป็นโชคดีที่หนังยอดดังเข้ามา เราก็ขายเกลี้ยงเลยเล่มนั้น เรื่อง The Sound of Music โอ้โห เป็นหนังเพลงที่ดังที่สุดเลยตอนนั้น” 

วันเวลาผ่านไป ความหนาของนิตยสารสตาร์พิคส์ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย พอ ๆ กับความนิยมและยอดขายที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยจุดเด่นของสตาร์พิคส์ คือเนื้อหาและภาพที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี ทำให้กลายเป็นหนึ่งในนิตยสารยอดนิยมตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา 

“เราต้องไปดูแมกกาซีน ติดต่อโรงหนัง ขอรูปเขาจากโรงหนังมา แล้วก็ไปเลือกมาทำ แล้วในที่สุด เราโชคดีที่หนังสือเราเป็นที่นิยมจนบริษัทหนังต่าง ๆ ก็จะมีคนมาติดต่อให้เราช่วยโฆษณาให้เขา เขาจะถ่ายกับดารามาให้เราเลย”

“รูปเนี่ย ผมก็ต้องพยายามคัดอย่างดีที่สุดมาลง แล้วก็ต้องพิมพ์ให้สวย ส่วนทางด้านเนื้อหา คนที่ทำต้องมีความรู้ดีอยู่แล้ว”

“เรามีคอลัมน์ Q&A ที่มาตอบคำถาม อันนี้เป็นคอลัมน์ที่เรียกว่า ดังมากเลยตั้งแต่ยุคแรก อย่างคุณกิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน เรื่องหนังเนี่ยเขาจะรู้หมด ใครถามอะไรมาจะตอบได้หมดเลย”

ความตั้งใจคงเดิม แม้ยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน

หลังยุครุ่งเรื่องของนิตยสาร โลกออนไลน์ได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์ ยิ่งช่วงการระบาดของเชื้อโควิด-19 ยิ่งทำให้นิตยสารเล่มและอีกหลายกิจการต้องปิดตัวลงอย่างถาวร ขณะที่สตาร์พิคส์ยังคงยืนหยัดด้วยหัวใจอันเข้มแข็ง แม้นิตยสารเล่มจะไม่ได้รับความนิยมมากเท่าสมัยก่อน 

“ผมคิดว่า ถ้าสตาร์พิคส์ (Starpics) จะแพ้ก็ตรงนี้ แพ้ยุคสมัย”

“ช่วงก่อนหน้านี้ห้าปีลงไป เราทำกำไรดีมาก โฆษณานี่เรียกว่ามารวมกันเยอะแยะไปหมด จนบางทีเราก็รู้สึกเหมือนเกรงใจโฆษณา สินค้าเดียวกัน เราจะให้ล้ำหน้ากันไม่ได้ ซึ่งบางรายเราก็ไม่รับ อย่างแฟชั่นถ้ามันหลาย ๆ ราย เราก็รู้สึกว่าเขาได้ไม่คุ้ม โห แต่ตอนนี้เนี่ย หายาก หนีหมด หายหมดเลย”

“มันเป็นยุคสมัย ซึ่งผมก็ยอมรับ แต่ในยุคของผมผมก็ถือว่า โห ทำมาได้เรียกว่าก็คุ้มค่าแล้ว ทำตั้งแต่อายุสิบกว่าจนจะแปดสิบแล้ว เรียกว่า เหมือนกับชั่วชีวิต” 

แม้ไม่ได้บอกด้วยถ้อยคำอย่างตรงไปตรงมา แต่เราสัมผัสได้ถึงความปิติและความภูมิใจของสุชาติ เมื่อเล่าถึงเหตุการณ์ในวันวานมาจนถึงปัจจุบัน

“ในระยะแรก ผมทำทุกอย่าง แล้วก็รู้ทุกอย่าง ดูหนังดูอะไร เราตามหมด อันไหนที่ขาดคนขาดอะไร เราก็เข้าไปแทนเลย แต่ยุคนี้ไม่ได้แล้ว โรงหนังก็ไม่เข้า เพลงก็ไม่ได้ฟัง  ถ้าขาดเหลือตรงไหนเราแทนไม่ได้แล้ว ไม่เหมือนแต่ก่อน”

“ตอนหลัง ผมไม่ได้ยุ่งเรื่องเนื้อหาแล้ว เพราะจะอยู่ที่ลูกสาวมากกว่า เขาจะจัดการหมดเลย ตอนนี้ผมดูแต่พวกสต๊อกหนังสือ พอหนังสือที่ขายไม่ดี เราส่งไป มันกลับคืนมาเยอะ เราจะต้องมาซ่อมแซม มาจัดสต๊อก เพื่อให้คนที่มาซื้อย้อนหลังเนี่ย จะต้องค้นหากันยังไง ผมก็เลยต้องไปดูแลตรงนั้น”

ในยุคของลูกสาว สตาร์พิคส์ได้เริ่มปรับตัวสู่การขายผ่านช่องทางออนไลน์ และเริ่มจัดทำเล่มพิเศษให้เหล่าแฟน ๆ ได้สะสม เช่น สตาร์ วอร์ส, ดิสนีย์, มิชชั่น:อิมพอสซิเบิ้ล, เดอะบีทเทิลส์ ฯลฯ 

“ตอนนี้คือพยายามปรับที่จะขายทั้งในเน็ตบ้างอะไรบ้าง เพราะสังคมมันเปลี่ยนไปหมดเลย สายส่ง ร้านหนังสือก็หายเกือบหมด เป็นยุคที่ลำบากมาก”

“อย่างเล่มพิเศษ เรื่องไหนที่มันเด่นมาก ๆ แล้วก็มีเนื้อหามากพอ เป็นเรื่องที่คนสนใจ อยากได้รูปเยอะ ๆ มีรายละเอียด เราก็เอามาจัดทำ แล้วมันก็ขายได้นาน ไม่เหมือนเล่มธรรมดา หนึ่งเดือนก็หายไปแล้ว”

แม้จะผ่านการปรับตัวหลากหลายรูปแบบ แต่การขายนิตยสารเล่มในยุคสมัยนี้ยังนับว่าเป็นโจทย์หินของสตาร์พิคส์อยู่เช่นเดิม

“ลูกสาว 2 คน ผมก็บอกว่าผมไม่เลิกนะ เพราะตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนจะทำแล้วว่าต้องสู้… บางทีเขาก็มีงานของเขา เขาไม่อยากทำเท่าไหร่ เพียงแต่ว่าก็เขามาช่วย เพราะว่าผมไม่อยากเลิก”

“แฟนผมเขาก็บอกว่า เลิกเถอะนะ มันจะไปไม่ไหวแล้ว ผมบอก ไม่ได้หรอก ตั้งใจแล้ว ต้องสู้ต่อไป แล้วผมก็ได้กำลังใจจากพวกแฟนที่ประจำนะ หลาย ๆ คนติดต่อเข้ามา เขาคงรู้ใจผม บอกว่า สู้ ๆ ทำต่อ อย่าเลิก ก็คิดว่าคงต้องทำไปจนเรียกว่า เอาล่ะ ไม่ไหวจริง ๆ”

หลังจบบทสนทนาในเวลาบ่ายคล้อย ภายนอกยังคงมีกลิ่นหมึกจาง ๆ โชยมา เครื่องพิมพ์ยังคงทำงานอย่างแข็งขัน ทุกอย่างยังดำเนินไปเช่นนั้น ไม่ต่างไปจากสุชาติ เตชศรีสุธี และทีมงานสตาร์พิคส์ที่ยังคงสร้างสรรค์เรื่องราวในนิตยสารออกมาอย่างตั้งใจ ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม


มนุษย์ friendly introvert ที่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ คือ ลาเต้เย็น การเดินเล่น และหนังสือมูราคามิ

Senior Photographer

หัวหน้าช่างภาพ The People

Related

มิวเซีย ปราด้า: ทายาทรุ่นที่ 3 ของ Prada ผู้แหกขนบตระกูลด้วยผ้าไนลอน

เบน ซิลเบอร์แมนน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง ‘Pinterest’ ที่เริ่มต้นมาจากการ ‘สะสมแมลง’ ในวัยเด็ก

ชินจิโร โทริอิ : จากไวน์และวิสกี้ สู่ ‘BOSS COFFEE’ กาแฟพร้อมดื่มสุดฮิตของญี่ปุ่น

เจี๊ยบ-วิมล เหลืองอรุณ : ทายาทรุ่น 3 ของ ‘เฮงเสง’ กับการปรับตัวจากเบาะไหว้เจ้าสู่หมอนอิงทำมือ

ริอิจิ เอซากิ : ซุปหอยนางรมช่วยชีวิตลูกชาย และศึกชิงวันป๊อกกี้ เบื้องหลังแบรนด์ ‘กูลิโกะ’

น้ำพริกแคบหมูยายน้อย: แบรนด์น้ำพริกที่เน้นขายขำไม่เน้นขายของ กับการบูลลี่ตัวเองจนมียอดขายเกินครึ่งล้าน 

เจมส์ อี. เบิร์ก: กู้ยอดขาย Tylenol ด้วยการเรียกคืนยา 31 ล้านขวด เพราะคดีฆาตกรรม

3 พี่น้องตระกูลคัง: ปฏิเสธเงินพันล้าน พัฒนาแอปหาคู่ Coffee Meets Bagel