Post on 31/07/2020

อิริน่า เซนเลอร์: พยาบาลสายลับผู้ปลดปล่อยชาวยิวจากการสังหารหมู่

“ผู้หญิงคนหนึ่งสามารถตบตาตำรวจลับของฮิตเลอร์ได้หลายปี

ฉากหน้าเธอเป็นพยาบาล แต่เบื้องหลังคือหัวหน้าขององค์กรใต้ดินที่ต่อต้านเผด็จการ

ปลดแอกเด็กชาวยิวกว่า 2,500 คน พาหนีออกจากสลัมก่อนถูกส่งไปยังค่ายกักกัน

เพื่อให้พวกเขามีโอกาสได้ใช้ชีวิตเหมือนกับคนอื่น ๆ”

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นาซีเยอรมนีได้สังหารหมู่ชาวยิวราว 6 ล้านคน กว่าสองในสามของประชากรยิวที่อาศัยอยู่ในทวีปยุโรปถูกฆ่าอย่างทารุณ ชาวยิวหลายพื้นที่ถูกกำจัดด้วยวิธีการแสนสะเทือนใจ โหดร้ายเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะจินตนาการได้ และความรุนแรงผิดศีลธรรมเหล่านี้ทำให้คนธรรมดาคนหนึ่งลุกขึ้นมาช่วยเหลือชาวยิว โดยไม่กลัวว่าตัวเองต้องเดือดร้อน

อิริน่า เซนเลอร์ (Irena Sendler) เด็กสาวชาวโปแลนด์ที่เติบโตมาในครอบครัวอบอุ่น พ่อของเธอเป็นหมอชอบช่วยเหลือคนด้วยการคิดค่ารักษาราคาถูก หากเป็นคนที่เดือดร้อนเขาจะไม่คิดเงิน เมื่ออิริน่าโตมาเธอจึงเลือกเป็นพยาบาล คอยช่วยเหลือผู้คนอย่างที่พ่อเคยทำ ปลอบประโลมผู้คนที่เจอกับความเจ็บปวดจากอุบัติเหตุและโรคร้าย ชีวิตของเธอเรียบง่ายไม่ต่างจากคนอื่น จนกระทั่งกองทัพนาซีบุกโปแลนด์ในปี 1939 กลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว เส้นทางของอิริน่าไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

สงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างความหวั่นวิตกไปทั่ว ไม่มีที่ไหนปลอดภัยไปตลอด ชาวยิวจำนวนมากถูกไล่ออกจากงาน คนที่รู้ข่าวก่อนว่านาซีคิดทำอะไรรีบหนีไปไกล ส่วนคนไม่รู้เรื่องถูกนำตัวไปค่ายกักกัน อำนาจของกองทัพนาซีและตำรวจลับของฮิตเลอร์อย่างเกสตาโปมีมากเกินไป ชั่วขณะหนึ่งคนไม่มีเชื้อสายยิวอาจรู้สึกหายกังวลใจ แต่หากใครก็ตามยื่นมือเข้าช่วยเหลือชาวยิว ให้ที่พักพิง ซ่อนตัว หรือช่วยให้หลบหนี ชีวิตของคนเหล่านั้นก็ไม่ได้ดีไปกว่าชาวยิวสักเท่าไหร่นัก

แม้หลายคนเห็นโศกนาฏกรรมที่นาซีทำกับชาวยิวผ่านการทำงานในค่ายกักกัน รู้เรื่องผ่านคำบอกเล่าแบบปากต่อปาก หรือคลุกคลีกับชาวยิวในระดับหนึ่ง ถึงพวกเขารู้สึกหดหู่มากแค่ไหนก็ไม่มีใครกล้าเสี่ยงยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เนื่องจากอำนาจล้นเหลือของกองทัพนาซี แถมยังมีเกสตาโปคอยสอดส่องชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่ทำได้เพียงสงสารและเห็นใจชาวยิวเท่านั้น

อิริน่ามีโอกาสเข้าไปทำงานที่ ‘เกตโต’ หรือย่านสลัมชุมชนแออัดที่มีชาวยิวกว่า 4 แสนคน รอคิวส่งตัวไปค่ายกักกันเอาชวิทซ์-เบียเคอเนา (Auschwitz-Birkenau) ขณะเดียวกันเธอเป็นหนึ่งในหัวหน้าขององค์การลับใต้ดิน ‘เซโกตา’ (Zegota) ตั้งขึ้นในปี 1942 เพื่อต่อต้านกองทัพนาซี และคอยช่วยเหลือให้ชาวยิวสามารถหลบหนีข้ามเขตแดนระหว่างประเทศไปได้ คนเหล่านี้มีความรู้สึกกลัวโดนจับไม่ต่างจากใคร แต่พวกเขารู้สึกว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับยิวนั้นหนักหนาเกินกว่ายอมทนเห็นคนจับเข้าค่ายกักกันไปเรื่อย ๆ จึงรวมตัวกันเพื่อช่วยชาวยิวอย่างสุดความสามารถ

ช่วงเวลาที่ทำงานเป็นนางพยาบาลย่านสลัม อิริน่าเห็นชาวยิวที่สิ้นหวังอัดกันอยู่ในพื้นที่คับแคบ ชาวยิวต้องอยู่ในห้องรวมเน่า ๆ มีสภาพความเป็นอยู่แบบอดอยาก มีคนตายเพราะโรคติดต่อวันละหลายสิบคน บางคนหนีการจับกุมเลยถูกตีจนสภาพสะบักสะบอม เด็กหลายคนพลัดหลงกับพ่อแม่ อิริน่าพูดคุยกับชาวยิวหลายคน ถามว่าตัวเองสามารถช่วยอะไรได้บ้าง ชาวยิวแทบทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าขอให้ช่วยเหลือพวกเด็ก ๆ ก่อน เพราะพวกเขาไม่อยากให้เด็กต้องเจอกับความน่าสะพรึงกลัวในค่ายกักกัน

อิริน่าใช้เวลาหลายปีทำงานเป็นนางพยาบาลควบคู่กับงานสายลับต่อต้านนาซี เธอพาเด็กจำนวนมากหนีไปให้ไกลด้วยการซ่อนเด็กไว้ในโลงศพ แอบส่งตัวไปนอกเมืองพร้อมรถพยาบาลและรถส่งของ ซ่อนในกระสอบมันฝรั่ง หลายครั้งพาหนีทางท่อระบายน้ำ แถมเคยพาออกมาโต้ง ๆ โดยให้เด็กแกล้งเจ็บอยู่บนเปล อ้างกับทหารนาซีว่าเด็กได้รับบาดเจ็บหนักต้องพาไปรักษาที่โรงพยาบาล โดยมีตัวช่วยสำคัญคือเพื่อนพยาบาลสองสามคน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่รู้จักกัน และหมาที่เลี้ยงไว้ เธอพยายามฝึกหมาให้ทำหน้าที่ดึงความสนใจ เห่าเตือนเวลาทหารนาซีกำลังมา เสียงเห่าน่ารำคาญของสุนัขที่อิริน่ามักพาไปไหนมาไหนด้วยกันจนชินตา ทั้งตอนเดินหรือแม้กระทั่งขับรถ ดังสนั่นกลบเสียงร้องของทารกที่ซ่อนไว้ตรงเบาะหลัง

เมื่อพาเด็กออกมาได้ เธอใช้เส้นสายใต้ดินปลอมแปลงเอกสาร ทำใบเกิดปลอม เปลี่ยนตัวตนให้เด็กชาวยิวแล้วกระจายไปให้ครอบครัวชาวคริสต์รับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม สอนให้เด็ก ๆ ลืมเรื่องศาสนาไปก่อน เพราะพวกเขาต้องหัดสวดแบบชาวคริสเตียนเพื่อตบตาเกสตาโป

เมื่อเด็กหลายคนได้บ้านใหม่ อิริน่าใช้เวลาที่มีขุดดิน เอาขวดโหลจำนวนมากมาวางไว้ แล้วเอาประวัติจริงของพวกเขาใส่ไว้ในขวด ฝังไว้ให้ลึกสุดเท่าที่ขุดได้ และรอจนกว่าสงครามจบลง เธอจะย้อนกลับมาเอาข้อมูลเหล่านี้เพื่อให้เด็กเล็ก ๆ ที่ยังจดจำอะไรไม่ได้มากนักมีโอกาสตามหาครอบครัว พบเจอกับพ่อแม่อีกครั้ง แม้ผู้ปกครองของเด็กชาวยิวส่วนใหญ่ถูกฆ่าในค่ายกักกันแล้วก็ตาม

ความพยายามอย่างไม่ย่อท้อในการช่วยเหลือชาวยิวของเธอรู้ถึงหูนาซี อิริน่าถูกเกสตาโปจับกุมในวันที่ 20 ตุลาคม 1943 ทรมานเธอด้วยวิธีการต่าง ๆ แต่ไม่ยอมให้เธอตาย เพื่อบังคับให้บอกที่ซ่อนรายชื่อเด็กชาวยิว เจ้าหน้าที่สอบสวนตีเธอจนขาหัก เอาของแข็งทุบเท้าทั้งสองข้างจนกระดูกแตก แต่ถึงจะทรมานเธอหนักแค่ไหน อิริน่าก็ไม่ยอมบอกว่าชาวยิวที่เธอช่วยไว้หนีไปถึงไหนแล้ว

เมื่อทำอย่างไรเธอก็ไม่ปริปาก หลังขังเธอไว้นานพอสมควร เกสตาโปมองว่าพยาบาลสาวคนนี้ไม่มีประโยชน์ต่อนาซีอีกต่อไป พวกเขาใช้อำนาจศาลเตี้ยพิพากษาให้เธอต้องโทษประหาร ระหว่างความตายกำลังใกล้เข้ามา อิริน่ากลับรอดออกมาอย่างปาฏิหาริย์ เพราะเพื่อน ๆ ในองค์กรเซโกตายื่นมือเข้าช่วยเหลือ ด้วยการติดสินบนทหารนาซีที่ดูแลคุกและเจ้าหน้าที่เอกสาร

เมื่อถึงวันที่อิริน่าถูกพาตัวออกจากเรือนจำปาเวียก (Pawiak Prison) ไปลานประหาร ระหว่างทางทหารคุมตัวปลดโซ่ตรวน ผลักเธอเข้าไปในตรอก ปล่อยให้รีบหนีไป และลงข้อมูลว่า อิริน่า เซนเลอร์ ถูกประหารชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้นาซีคนอื่นที่ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังเข้าใจว่าอิริน่าตายไปแล้วจริง ๆ ตามคำตัดสิน

ชีวิตของเธอไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิม กลายเป็นหญิงสาวที่ถูกนาซีสังหารทิ้งไปแล้ว อิริน่าจึงต้องหลบซ่อนตัวเหมือนกับชาวยิวที่เธอช่วยออกมาจากสลัม ระหว่างซ่อนตัว แม่ของเธอเสียชีวิต แต่ลูกสาวกลับไม่สามารถเดินทางไปร่วมส่งแม่ครั้งสุดท้าย อิริน่าไม่มีทางเลือกอื่น ทำได้เพียงรอให้ความวุ่นวายจบลง และภาวนาว่าฝ่ายสัมพันธมิตรจะต้องมีชัยเหนือกองทัพนาซี

ไม่ได้มีเพียงอิริน่ากับเพื่อน ๆ เท่านั้นที่คอยช่วยเหลือเด็กชาวนาซี แต่มีองค์กรลับอีกไม่น้อยพยายามทำทุกทางเพื่อลดจำนวนคนตายในแต่ละวัน บางคนร่วมมือกับกลุ่มเพื่อน บางคนลงมือทำด้วยตัวคนเดียว รวมถึงกลุ่มแม่ชีในโบสถ์คาทอลิกแห่งหนึ่ง ณ กรุงวอร์ซอร์ แอบให้ที่พักพิงกับชาวยิว แต่น่าเศร้าที่พวกเธอโดนเกสตาโปจับได้ในปี 1944 ทหารนาซีขนน้ำมันเบนซินมาราดทั่วสุสาน เพื่อเผากลุ่มแม่ชีที่ช่วยเหลือชาวยิวและติดต่อกับเซโกตา ตอกย้ำให้ทุกคนให้เห็นว่าหากทำตัวเป็นคนดีมีศีลธรรม จะต้องพบกับความตายเหมือนอย่างอิริน่าและคนอื่น ๆ

ในที่สุด วันที่อิริน่าเฝ้าภาวนาทุกวันก็มาถึง ฝ่ายสัมพันธมิตรมีชัยชนะเหนือกองทัพนาซีและฝ่ายอักษะเมื่อปี 1945 อดีตพยาบาลไม่ต้องหลบซ่อนอีกต่อไป เธอรีบกลับมาที่หลุมเก็บรายชื่อ ขุดดินเพื่อนำข้อมูลของเด็กชาวยิวส่งไปให้รัฐบาลช่วยประสานงานไปยังองค์กรชาวยิวในโปแลนด์ เผื่อว่าเด็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ หรือเด็กที่อยู่กับครอบครัวใหม่จะได้กลับมาพบกับพ่อแม่ของตัวเองอีกครั้ง  

สิ่งที่อิริน่าลงแรงทำมาตลอดหลายปีช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โด่งดังมากในประเทศโปแลนด์ ผู้คนต่างชื่นชมยกย่องถึงความกล้ารวมถึงความรักเพื่อนมนุษย์ของเธอ ในปี 1965 อิริน่าได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติระดับสูงสุดที่จะมอบให้แก่พลเมืองผู้สร้างคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่ประเทศชาติ และได้เป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ของอิสราเอล  ต่อมาในปี 2007 อิริน่า เซลเลอร์ ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่รางวัลปีนั้นตกเป็นของ อัล กอร์ (Al Gore) นักการเมืองอเมริกันที่ออกมารณรงค์ให้ผู้คนตระหนักถึงภาวะโลกร้อน   

วีรกรรมของอิริน่าเคยถูกสร้างเป็นซีรีส์ โดยใช้ชื่อว่า The Courageous Heart of Irena Sendler (2009) รับบทโดย แอนนา พาควิน (Anna Paquin) บทภาพยนตร์ที่รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริง ประกอบกับการนำเสนอและการกำกับที่ประสบความสำเร็จ ทีวีซีรีส์เรื่องนี้ส่งให้พาควินมีโอกาสเข้าชิงรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในงานลูกโลกทองคำ (Golden Globe Awards) ปี 2010

ชีวิตของพยาบาลสาวผู้อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เป็นที่รู้จักต่อชาวโลกมากขึ้น และชีวประวัติของเธอจะถูกนำมาเล่าซ้ำอีกครั้งในเวอร์ชันภาพยนตร์ โดยได้ กัล กาดอท (Gal Gadot) นักแสดงสาวชาวอิสราเอลผู้เคยรับบทเป็น Wonder Woman มาสวมบทเป็นพยาบาลที่ช่วยเหลือชาวยิว

แม้ชีวิตวัยสาวของอิริน่าผ่านเหตุการณ์ยากลำบากมาหลายครั้ง ยามแก่เฒ่าเธอได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เด็ก ๆ ชาวยิวที่เธอเคยช่วยชีวิตเอาไว้ต่างแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังถ่ายทำสารคดีซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายทิ้งไว้ อิริน่า เซนเลอร์ จากไปอย่างสงบเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2008 ด้วยวัย 98 ปี และชื่อของเธอจะคงอยู่ตลอดไปในฐานะวีรสตรีที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยไม่มีข้อแม้

 

ที่มา

https://www.yadvashem.org/yv/en/exhibitions/righteous-women/sendler.asp

https://www.biography.com/activist/irena-sendler

https://www.holocaustmatters.org/irena-sendler/

 https://variety.com/2019/film/news/gal-gadot-producing-starring-thriller-irena-sendler-1203367957/

 

เรื่อง: ตรีนุช อิงคุทานนท์