Post on 13/06/2019

อกหัก รักคุด มนุษย์ไม่สนใจ เบื้องหลังความ “อยากตาย” ของแมว “ทอม” จาก ทอม แอนด์ เจอร์รี

หากย้อนเวลากลับไปก่อนหน้านี้สัก 80 ปี แล้วมีใครสักคนพูดขึ้นมาว่า การ์ตูนที่มีแมวหนึ่งตัวไล่จับหนูอย่างเอาเป็นเอาตายจะกลายเป็นการ์ตูนชื่อดังขึ้นมาได้ ณ เวลานั้น ก็คงไม่มีใครเชื่อ หนำซ้ำอาจถูกหัวเราะเยาะเอาเสียด้วย แต่หลังจากเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1940 ที่การ์ตูน Puss Gets the Boot ต้นฉบับของ ทอม แอนด์ เจอร์รี (Tom and Jerry) กำเนิดขึ้นมาก ความคิดเหล่านั้นก็เปลี่ยนไป กลายเป็นว่าการ์ตูนแมวไล่จับหนูนี่แหละ ที่กลายเป็นการ์ตูนอมตะ ครองใจผู้ชมจากทั่วทุกมุมโลกมากว่า 79 ปี

Puss Gets the Boot

 

ภาพแมวตัวสีฟ้าอมเทาทำหน้าตาโมโห วิ่งไล่หนูสีน้ำตาลตัวจ้อยที่ความแสบไม่ได้น้อยไปกว่ากัน เมื่อเจ้าหนูตัวนั้นหันไปแลบลิ้นปลิ้นตาให้เจ้าแมวที่วิ่งตามอยู่ข้างหลัง คล้ายจะบอกว่า “แกตามฉันไม่ทันหรอก!” และผลลัพธ์ก็เป็นไปตามนั้น เมื่อเจ้าแมวที่ตัวโตกว่ามักจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับหนูอย่างไม่เป็นท่า และมักจะเป็นฝ่ายที่ต้องเจ็บตัวด้วยสาเหตุต่าง ๆ อยู่ร่ำไป สร้างความขบขันและเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดี

รู้ตัวอีกที ความนิยมของคู่กัดคู่นี้ก็มากเสียจนทำให้พวกมันได้รับรางวัลใหญ่ ๆ ถึง 7 รางวัลด้วยกัน

เคล็ดลับความสำเร็จของสองแมวกับหนูคู่กัดตลอดกาลนั้นคือความเหนือจริงและแหกทุกกฎฟิสิกส์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไม้ฟาด เอาขวานฟัน เลื่อยแขนขา หรือแม้แต่วางระเบิดกันตูมตาม จนถ้าเจ้าสองตัวการ์ตูนนี้เป็นคนจริง ๆ ก็คงจะตายซ้ำตายซ้อน หรือไปเกิดใหม่กันเป็นรอบที่ล้านเข้าไปแล้ว แต่ความตายไม่มีความหมายในโลกของการ์ตูน ทุกการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงของทอมกับเจอร์รีจึงมักจะจบลงที่การบาดเจ็บเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ก่อนที่คู่อาฆาตคู่นี้จะโลดแล่น ไล่ฟันกันอีกครั้ง

บาดเจ็บเพียงชั่วครั้งชั่วคราว จริงหรือ ?

จริงอยู่ว่าความตายไม่มีความหมายในจักรวาลของ ทอม แอนด์ เจอร์รี เรียกได้ว่าไม่มีครั้งไหนเลยที่เจ้าสองแสบนี้ตายลงจริง ๆ แต่ถึงอย่างนั้น กลับมีหลายครั้งที่การ์ตูนตลก ๆ เรียกเสียงฮาเรื่องนี้ทำให้เราถึงกับฮาไม่ออก และตัวละครที่มีเบื้องหลังสุดรันทดจนแฟนการ์ตูนอดสงสารไม่ได้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกเสียจากเจ้า “ทอม” แมวสีฟ้าอมเทาจอมเกรี้ยวกราดที่ใช้เวลาว่างไปกับการไล่เตะก้นเจอร์รีนั่นเอง

ทอมเป็นแมวบ้าน และหน้าที่ของแมวบ้านก็คือการไล่จับหนู ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร ที่เจ้าเหมียวทอมดูเหมือนจะไม่เคยหมดแพชชันกับสิ่งนี้ แต่ด้วยความทึ่มของมัน บวกกับการเป็นแมวโชคร้ายที่ไม่เคยจะดวงดีกับเขาสักเท่าไหร่ ทำให้ทอมมักทำ “หน้าที่” ของตนไม่สำเร็จ และถูกเจ้านาย หรือ “คุณแม่สองขา” จับโยนออกมานอกบ้าน หรือแม้กระทั่งดุด่า ทุบตี เข้าบ่อย ๆ

แน่ล่ะว่าเราอาจจะหัวเราะท้องแข็งไปกับสีหน้าจ๋อย ๆ ของเจ้าแมว แต่พอกลับมานั่งนึก ๆ ดูแล้ว การเป็นแมวที่โดนเจ้าของเตะโด่งให้พ้นประตูบ้านนั้น ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องตลกอย่างที่คิด

คุณแม่สองขา และ ทอม

 

แต่เรื่องที่ทำให้เจ้าเหมียวตัวฟ้าอมเทาของเราถึงกับหมดอาลัยในชีวิต นั้นไม่ใช่ทั้งเรื่องจับเจอร์รีไม่ได้ และเรื่องเจ้านายไม่รัก แต่เป็นเรื่องความล้มเหลวในการจีบสาว ที่ทำให้ทอมของเราถึงกับต้องหันไปดื่มนมย้อมใจ และเกิดความคิดที่จะฆ่าตัวตายขึ้นมา

เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นใน ทอม แอนด์ เจอร์รี ตอนที่ 103 มีชื่อตอนว่า Blue Cat Blues (1956) เมื่อทอมแอบหลงรักแมวสาวตัวหนึ่ง ทอมทำทุกวิธีเพื่อที่จะเอาชนะใจเธอคนนั้น ตั้งแต่เตรียมดอกไม้ไปให้ เก็บเงินซื้อแหวนเพชร จนกระทั่งยอมขายตัวเองเป็นทาส ขายอวัยวะ และอะไรต่อมิอะไร เพื่อที่จะซื้อรถหรู ๆ สักคันไปรับสาวถึงบ้าน แต่ความดวงซวยของทอมก็ยังคงเหมือนเดิม เพราะแมวสาวขนสีขาวที่ทอมตกหลุมรักนั้น ดันเป็นที่หมายปองของแมวหนุ่มท่าทางคาสโนว่า ที่ดีกว่าเจ้าแมวปอน ๆ ไปเสียทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ที่ดูเท่กว่า และฐานะ ที่เรียกได้ว่าคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด

แน่นอนว่า แมวสาวไม่เลือกทอม

การ “นก” ครั้งนั้นคงทำให้ทอมเสียใจเป็นอย่างมาก เพราะฉากถัดมา เราจะเห็นภาพทอมนั่งดื่มนมย้อมใจอยู่อย่างเหงา ๆ ซึ่งแม้มันจะไม่ต่างอะไรกับขวดนมที่ทอมดื่มในตอนอื่น ๆ แต่ด้วยบริบททั้งหมดก็ชี้ให้เห็นชัดว่าไอ้น้ำนมขาว ๆ นั่นเป็นตัวแทนของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยในฉากนี้ เราจะเห็นเจ้าหนูเจอร์รีพยายามที่จะห้ามให้ทอมหยุดดื่ม แต่ก็ไม่เป็นผล

ทอม

 

อาการฟูมฟายหลังอกหักของทอมมีแต่จะเพิ่มความรุนแรงขึ้น เมื่อเจ้าแมวที่เมาไม่ได้สติปล่อยตัวเองให้ลอยไปตามกระแสน้ำจนดูเหมือนกับว่าจะจมลงไปเมื่อไหร่ก็ได้ และก็เป็นเจอร์รีอีกนั่นแหละ ที่ใช้ความพยายามลากทอมขึ้นจากแม่น้ำ ก่อนที่สายตาของเจ้าแมวจะเหลือบไปเห็น “เธอกับเขา” นั่งเรือผ่านไป โดยมีเครื่องหมาย “Just Married” ตอกย้ำว่าต่อให้พยายามมากแค่ไหน หรือถึงกับต้องขายตับขายไต รักของเราก็คงเป็นไปไม่ได้ จังหวะนั้นเองที่เจ้าแมวตัดสินใจ ลากร่างกายโทรม ๆ ของตัวเองไปนั่งรอความตายอยู่บนรางรถไฟเส้นหนึ่ง

เมื่อฉากในการ์ตูนตลกที่เราขำไม่ออกดำเนินมาถึงตอนนี้ เราก็จะเห็นภาพเจ้าหนูเจอร์รีส่ายหน้าเหนื่อยหน่าย ด้วยไม่รู้จะช่วยทอมอย่างไร แต่เจ้าหนูก็หยิบภาพแฟนสาวของตัวเองมาเชยชมอยู่ได้เพียงครู่ ก่อนที่โชคชะตาจะเล่นตลกอีกครั้ง รถของแฟนสาวของเจอร์รี และหนูแปลกหน้าได้ขับผ่านไป พร้อมด้วยเครื่องหมาย “Just Married” เช่นเดียวกัน

บทสรุปสุดท้าย ภาพที่คนดูจะได้เห็น ก็คือภาพของทอมและเจอร์รีในท่าทางเศร้าสร้อย นั่งรอความตายอยู่บนรางรถไฟด้วยกัน ขณะที่เสียงหวูดรถไฟดังใกล้เข้ามาทุกขณะ…

ไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายแล้วทอม กับ เจอร์รีถูกรถไฟปลิดชีวิตหรือไม่ แต่นั่นก็เป็นครั้งหนึ่งที่จักรวาลของ ทอม แอนด์ เจอร์รี ยอมรับในการมีอยู่ของความตาย ว่าการผิดหวัง การถูกหักหลัง และการไม่เป็นที่ต้องการจากคนที่เรารักนั้นสามารถนำไปสู่เรื่องราวร้าย ๆ ที่ไม่ตลกแม้แต่น้อยได้

อย่างไรก็ตาม ความ(ดูเหมือนจะ)ตายของทอมกับเจอร์รีใน Blue Cat Blues ก็ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของจักรวาลแมวจับหนู เมื่อทางผู้จัดทำได้สร้างตอนใหม่ อย่าง The Tot Watchers (1956) ขึ้นมาเป็นตอนที่ 114 หรือตอนสุดท้ายจริง ๆ ของจักรวาลคู่กัดภายใต้การทำงานร่วมกันของผู้สร้างอย่าง โจเซฟ บาเบรา (Joseph Barbera) และ วิลเลียม ฮันนา (William Hanna) ร่วมกับ MGM ก่อนที่จะเปลี่ยนผู้กำกับไปเป็น จีน ไดทช์ (Gene Deitch) ในปี 1961 และตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงทั้งผู้กำกับและบริษัทที่อำนวยการสร้างอีกหลายต่อหลายครั้งมาจนปัจจุบัน

โดยภายหลัง แม้คอนเซปต์หลักจะยังเป็นการวิ่งไล่จับระหว่างสัตว์สองสายพันธุ์อยู่ แต่ก็ได้มีการปรับบทให้ลดความรุนแรงลง และเป็นมิตรกับคนดูมากขึ้น จนเด็ก ๆ รุ่นใหม่ หรือแม้แต่คนที่ดูทอม แอนด์ เจอร์รี มาตั้งแต่สมัยออริจินัล แทบจะลืมไปว่าสองคู่ซี้ตีกันทุกวันคู่นี้ ได้(ดูเหมือนจะ)ตายไปจริง ๆ แล้วอย่างน้อยก็หนึ่งครั้ง

และการ(ดูเหมือนจะ)ตายครั้งนั้น ก็ทำให้เรารู้ว่า ไม่ใช่แค่ความอยากรู้อยากเห็นที่ฆ่าแมวได้ แต่ความรักก็ฆ่าแมวได้เช่นกัน

 

ที่มา

Blue Cat Blues (1956)

vorply

smh

maacindia

therandomhubph

 

เรื่อง : จิรภิญญา สมเทพ (The People Junior)


The People Junior

เด็กฝึกงานผู้มีใจรักในการสร้างสรรค์คอนเทนต์