Post on 20/08/2019

สัมภาษณ์ วิน นิมมานวรวุฒิ กับเรื่องราวสุดโรแมนติกร้ายของชายที่เป็น male feminist

       ใครว่าสีชมพูเป็นสีสำหรับผู้หญิง วิน นิมมานวรวุฒิ หรือ วิน นิมมาน ได้พิสูจน์กับเราแล้วว่ามันไม่จริง วินเป็นผู้ชายที่ชอบสีชมพูเป็นชีวิตจิตใจ เป็นเจ้าของเพจรวมบทกวีบนเฟซบุคอย่าง เพจโรแมนติกร้ายเจ้าของหนังสือ ‘Romantic!! (ร้าย)’ กับรองเท้าสีชมพูกับโลกสีเอิร์ลเกรย์และเป็นเจ้าของผลงานเพลงเหงาปนน่ารักอย่าง ‘Little Wendy’ และ ‘Miss Lonely Heart’

นอกจากนี้ วินยังเป็น male feminist และ LGBT supporter ที่ตวัดปากกาเพื่อเล่าถึงเรื่องราวของหญิงสาวบุคลิกต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง วันนี้เป็นโอกาสดีที่เราจะได้คุยกับเขา ถึงเรื่องราวความเป็นมากว่าจะเป็น วิน นิมมานวรวุฒิ

The People: เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่ามาเป็นนักเขียนได้ยังไง

วิน: จริง ๆ การที่เราเริ่มมาเขียนมันเป็นเพราะเราพูดไม่เก่ง way ในการ communicate กับโลกใบนี้ มันจึงมักไม่ใช่การพูด แล้วบังเอิญว่าการเขียน มันเป็น way ที่เข้ากับเราที่สุด ก็เลยมาจบที่การเขียน

The People: เริ่มมาจากการเป็นนักเขียนให้สำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น?

วิน: ใช่ครับ ของพี่ปราบดา หยุ่น ตอนนั้นเราเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิต แล้วก็ลองส่งไปดู ปรากฏว่าได้ลงในออนไลน์ เราก็เลยมีกำลังใจมากขึ้น หลังจากนั้นเราจึงอยู่กับการเขียนมาโดยตลอด

The People: เราเริ่มต้นจากความหลงใหลในการอ่าน?

วิน: ใช่ครับ คงคล้ายกับศิลปินส่วนมาก เราค่อนข้างที่จะแปลกแยกจากสังคมในเวลานั้น เรามีเพื่อนน้อย เพราะว่าเลือกคบเพื่อน แล้วก็ชอบใช้ชีวิตคนเดียวมากกว่าก็เลยปลีกตัวจากห้องเรียนไปห้องสมุดบ่อย ๆ จนค้นพบนวนิยายของ ฮารุกิ มุราคามิ ซึ่งต้องบอกว่า มันทำให้เราค้นพบเสียงอีกเสียงหนึ่งในใจเราว่าเราเขียนหนังสือได้นะ ตอนนั้นเราอายุ 16 ปี เป็นตอนที่ออกหนังสือเล่มแรก เราทำหนังสือทำมือไปขายที่ Fat Festival ครั้งที่ 4 หรือ 5 นี่แหละ ทำไปขายจำนวน 200 เล่ม ทำโดยไม่ได้คาดหวังว่ามันจะต้องขายดี แต่ปรากฏว่ามันก็ดีกว่าที่คิด คือมันขายหมด ก็เลยมีพลังที่จะทำงานด้านนี้ต่อไป

The People: แล้วเพจเฟซบุค โรแมนติกร้าย ที่เราเป็นเจ้าของอยู่ล่ะ เริ่มทำได้ยังไง

วิน: เพจ โรแมนติกร้าย เป็นเพจที่รวมเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นผู้หญิงในแง่มุมต่าง ๆ เพราะจริง ๆ แล้วตัวเราเองโตมากับ single mom บวกกับเรามีเพื่อนผู้หญิงมากกว่าเพื่อนผู้ชาย เพราะฉะนั้นเราจะใช้ชีวิตอยู่กับผู้หญิง เลยค่อนข้างที่จะเข้าใจว่าผู้หญิงเขาคิดยังไง แสดงออกยังไง

The People: เรารู้ไหม หรือคาดหวังไหม ว่าจะมีคนมาติดตามเพจของเราเยอะขนาดนี้

วิน: ไม่คิด เราทำจากความชอบล้วน ๆ เราไม่ได้เขียนเพื่ออยากให้เพจมันบูม แต่เราเขียนเพราะรู้สึกว่าเรามีเรื่องอยากพูดกับโลกใบนี้ แล้วบทกวีมันเป็นทางที่เราถนัดที่สุดที่เราใช้ในการเล่าเกี่ยวกับผู้หญิงหรือคนรอบตัวเรา

The People: อะไรที่หล่อหลอมให้เราเป็นเฟมินิสต์

วิน: อาจเพราะเราอยู่ในสังคมมัธยมปลายที่เป็นชายล้วน เราจะเห็นด้านดาร์ก ๆ เยอะ ไม่ว่าจะเป็นการเห็นเพื่อนของเราที่เป็น LGBT ถูกแกล้งทุกวัน มันก็กลายเป็นปมในใจว่าเราอยากจะเปลี่ยนสังคมให้มันดีขึ้น แล้วก็อยากให้คนทุกคนเท่ากัน เราเป็น male feminist 100% แต่ว่าหลาย ๆ คนจะเข้าใจผิด คือรวมกันว่าถ้าเป็น feminist จะเป็นเกย์หรือเปล่า ซึ่งมันไม่ใช่ เราก็เป็น straight guy แบบนี้ และเป็น LGBT supporter

The People: คิดว่าสังคมบ้านเราตอนนี้ยังมีความคิดแบบชายเป็นใหญ่อยู่มากไหม

วิน: ยังมี โครงสร้างของบ้านเราวางให้ผู้ชายเป็นใหญ่มานาน ผมอยากเปลี่ยนแปลงนะ แต่มันเป็นเชิง politics ซึ่งเปลี่ยนยาก เราเลยพยายามเปลี่ยนสิ่งที่เราเปลี่ยนได้ สิ่งที่ใกล้ตัวก่อน เช่นการเขียนบทกวีบอกเล่ามันออกไปผ่านผู้คนรอบตัวเรา แต่ถ้าลึกไปกว่านั้น มันเป็นเรื่องของอำนาจ ที่เราอาจจะเปลี่ยนมันได้น้อย

The People: คิดว่าส่วนไหนของผู้หญิงที่มีความน่ารักและทำให้พวกเธอน่ามองที่สุด

วิน: ผมว่าเป็นความมั่นใจ ความ unique ความเป็นตัวของตัวเองที่ไม่ซ้ำใคร เป็นเรื่องของสไตล์ของแต่ละคน

The People: ทราบว่าเราเป็นผู้ชายที่ชอบสีชมพู ทำไมต้องเป็นสีชมพู

วิน: จริง ๆ เรื่องสีมันก็หาเหตุผลไม่ได้ แต่เรารู้สึกว่ามันให้พลังบวก อยู่ด้วยแล้วมีความสุข

The People: หลายคนอาจจะมองว่าสีชมพูนั้นดูไม่แข็งแรง เราในฐานะ male feminist เรามองเรื่องนี้อย่างไร

วิน : เรามองว่าสีชมพูก็แข็งแกร่งได้ ถ้าอยู่ในทิศทางที่เหมาะสม อันนี้เป็นเรื่องของเทสต์ด้วย

The People: เคยมีความรักที่ทำให้ท้องฟ้าเป็นสีชมพูไหม

วิน: มีเป็นสีวานิลลา อาจจะยังไม่ถึงสีชมพู เป็น vanilla sky

The People: ไอศกรีม ลิปสติก รองเท้า และความเหงา เราจะเห็นถ้อยคำเหล่านี้ในเพจของวิน นิมมาน เสมอ มันมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร

วิน: ไอศกรีมเป็นสัญลักษณ์ของพลังบวกและความสุขที่เรารับรู้ได้ คงไม่มีใครเห็นไอศกรีมแล้วกลัว เราก็เลยเลือกที่จะหยิบสัญลักษณ์นี้มาใส่ในบทกวี ส่วนอันอื่น ๆ ด้วยความที่เราไปเที่ยวกับเพื่อนสาวบ่อยกว่าเพื่อนชาย มีเพื่อนผู้หญิงมากกว่า เพื่อนเราก็จะชอบช็อปปิ้ง ส่วนเราก็ชอบสังเกตว่าผู้หญิงสไตล์นี้ จะชอบใช้ลิปสติกสีไหน เราก็หยิบมาเขียนถึง

The People: นอกจากพลังบวกแล้ว ไอศกรีมคือตัวแทนของอะไร ทำไมเราถึงกลายเป็น ice-cream hunter

วิน: คือเมื่อก่อนเราเป็นเด็กอ้วน ชอบกินขนม ตอนที่เราอยู่นิวยอร์กก็เลยทำแผนที่ไอศกรีมเลย เราไปล่าไอศกรีมรอบแมนแฮตตัน มันอาจจะฟังดูเชยนะ แต่ความสุขของการออกไปล่าไอศกรีมนี่มันก็อยู่ระหว่างการเดินทางด้วย

The People: ชอบทานไอศกรีมรสอะไรที่สุด

วิน: mint chocolate chip เพราะว่าทานแล้วนึกถึงคริสต์มาส ผมชอบเทศกาลคริสต์มาสเพราะเป็นเทศกาลแห่งความสุข เรียกว่าหลงใหลเลยก็ได้

The People: วินเคยเขียนถึงผู้หญิงที่กลัวคริสต์มาส ตรงนี้อยากเล่าหรือสะท้อนถึงอะไร

วิน: จริง ๆ เทศกาลคริสต์มาสมันมีความ bitter sweet อยู่ในอากาศรอบตัว แล้วก็มีความเหงาอยู่ ก็เป็นผู้หญิงที่กลัวความเหงา ซึ่งถ้าอ่านบทกวีนั้นจนจบก็จะเข้าใจว่าทำไมเขาถึงกลัว และทำไมเขาถึงหายเหงาได้

The People: จากวันที่เริ่มเขียนหนังสือจนถึงวันที่มีสำนักพิมพ์อิสระเป็นของตัวเอง ระหว่างทางสอนอะไรเราบ้าง

วิน: พูดแบบเชย ๆ ก็ได้ว่าวรรณกรรมมันสะท้อนชีวิตคนหนึ่งคน ชีวิตจริงบางทีก็ยิ่งกว่าวรรณกรรม อย่างเช่นชีวิตเราที่ผ่านมาก็ยิ่งกว่าวรรณกรรม ก็เจอเรื่องราวมาเยอะ ถ้าให้ยกตัวอย่างสักเรื่องคงไม่พ้นประเด็น Lover Coaster ที่เราทำเพลงกับ น้ำตาล เดอะสตาร์ เพื่อนเราที่เพิ่งเสียชีวิตไป เรากับน้ำตาลเพิ่งจะถ่ายเอ็มวีด้วยกันไป แล้วอีกสองวันถัดมาเพื่อนเราก็ได้จากไป มันเหมือนทุกอย่างถูกแพลนไว้แล้ว มันลงล็อคไปหมด

The People: ทำไมถึงเลือกทำแต่เพลงภาษาอังกฤษ

วิน: เพราะว่าเราเสพเพลงภาษาอังกฤษเยอะกว่าเพลงไทย แล้วก็คิดว่าภาษาอังกฤษมีความอิสระมากกว่าที่จะเขียนเพลง ด้วยความที่มันไม่มีกรอบทางวรรณยุกต์

The People: ในอนาคตอยากทำเพลงภาษาไทยไหม

วิน: อยากมาตลอดครับ แต่ยังไม่ลงตัวเท่าไหร่

The People: ถ้าไม่ใช่เรื่องราวของความรัก คิดว่าอะไรคือตัวแทนของความโรแมนติกร้ายได้บ้าง

วิน: จริง ๆ ความรักต้องบอกว่ามันมีหลาย form ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของแฟนกัน หรือการเป็นครอบครัว หรือจริง ๆ แล้วมันอาจจะเป็นเรื่องของตัวเราเอง กับโลกใบนี้ที่เราหลงรักบางอย่างในนั้นแบบที่เป็นเรา หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ก็คงเป็นคำว่า self love

The People: แปลว่าเราเป็นคนที่พยายามจะมองสะท้อนตัวเองด้วยหรือเปล่า

วิน: เป็นคนที่พยายามจะทำความเข้าใจตัวเองตลอดเวลา แต่ก็เข้าใจไม่ได้ทั้งหมดหรอก เพราะเราเองก็ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

The People: การพยายามเข้าใจตัวเอง ทำให้เราเข้าใจคนรอบข้างได้ดีขึ้นด้วยไหม

วิน: แน่นอนว่าเกี่ยวโยงกัน มนุษย์ทุกคนมีความเชื่อมโยงกัน มีความกลัวคล้าย ๆ กัน ตกหลุมรักคล้าย ๆ กัน

The People: หนังสือเล่มไหนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา

วิน: หนังสือที่ชอบมันจะเปลี่ยนไปตามช่วงวัย แต่เรื่องที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราเขียนกวี เรื่องแรกเลยคือ ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ ของพี่ตุลย์ ไวฑูรเกียรติ แต่ถ้าเล่มล่าสุด จะอ่านหนังสือที่เป็น fiction น้อยลง แต่อ่านเรื่องจริงมากขึ้น ก็จะชอบพวก memo ของนักดนตรีต่าง ๆ

The People: ความแตกต่างที่ได้รับจาก fiction กับ non fiction?

วิน: หลัง ๆ จะรู้สึกอินกับเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันจริงมากกว่า ใน fiction จะมีความปรุงแต่งเยอะ ซึ่งบางทีมันไม่ทัชเรา

The People: การทำสำนักพิมพ์ของตัวเองยากไหม มีอุปสรรคอะไรบ้าง

วิน: ไม่ยากเลย อาจจะเหนื่อยนิดหน่อย ในการ connect กับคน โดยธรรมชาติของเราค่อนข้างจะเป็นคนเก็บตัว ไม่สุงสิงกับโลกภายนอกสักเท่าไหร่ มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องทำเพื่อดูแลตัวเอง และเพื่อเขียนหนังสือ พิมพ์หนังสือของตัวเอง

The People: เคยมีช่วงที่ depress ไหม เล่าให้ฟังหน่อยว่าผ่านมาได้อย่างไร

วิน: จริง ๆ เราว่าบทกวีหรืองานเขียนนี่คือ the best cure for sadness เลย คือการที่ได้เขียนมันเหมือนเราได้ระบาย และได้คุยกับตัวเองไปพร้อมกัน เราเขียนเพื่อเข้าใจตัวเองด้วย

The People: ‘Little Wendy’ กับ ‘Miss Lonely Heart’ ดูเป็นเพลงที่อุ่น เหงา ส่วนตัวเราเหงาบ่อยไหม

วิน: เหงาทุกวัน เราเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อเหงาประมาณนึง แต่เราไม่ได้หนีความเหงาแล้ว จากที่เมื่อก่อนพยายามหนี แต่ว่าถึงที่สุดแล้วชีวิตคนเราหนีความเหงาไม่ได้ เราต้องอยู่กับมัน เราก็เลยเปลี่ยนความเหงาเป็นเพลงซะเลย

The People: ขั้นตอนการเปลี่ยนความเหงาเป็นเพลงเราทำอะไรบ้าง

วิน: เพลงบางเพลงมันเริ่มจาก lyrics หรือ กวี ก่อน อย่าง ‘Miss Lonely Heart’ มันก็เป็นกวีก่อน คือโดยธรรมชาติเรามีความเป็นกวีมากกว่านักแต่งเพลง แต่เรามองว่าเพลงเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เราสื่อสารกับโลกได้ในอีกมุม

The People: เปลี่ยนจากการเป็นกวีมาทำเพลงได้ยังไง

วิน: จริง ๆ ต้องบอกว่าเราชอบทั้งกวีและเพลงมาตั้งแต่แรกนั่นแหละ แต่จังหวะชีวิตมันพาให้เราได้เขียนก่อน ด้วยความที่เราเป็น perfectionist ด้วย อะไรที่ยังไม่สมบูรณ์เราก็ไม่อยากปล่อย เพราะฉะนั้นเพลงก็เลยใช้เวลานานกว่าจะออกมาเป็น single ได้

The People: ในอนาคตอยากให้วงการหนังสือและวงการเพลงไทยเปลี่ยนแปลงอย่างไร มีอะไรที่คิดว่ายังขาดไหม

วิน: ในภาพรวมของธุรกิจเราคิดว่ามันก็เติบโตและหลากหลายขึ้น แต่มันก็ยังมี gap บางอย่าง ที่ไม่ได้ตอบโจทย์รสนิยมของผู้เสพทั้งหมด แล้วเราก็เลือกที่จะสร้างผลงานเพื่อตอบโจทย์ gap ตรงนั้น เพราะฉะนั้นงานเราก็เลยไม่ได้ mass และไม่ได้ indy ซะทีเดียว มันจะอยู่ตรงกลาง

The People: คิดว่าตลาดที่เราลงมาทำเองนี่มันยังไม่ค่อยโต

วิน: เรา base on ตัวเราเองว่าเพลงที่เราอยากฟังมันยังไม่มี เราเลยต้องทำ หนังสือที่เราอยากอ่าน มันก็ยังมีน้อย

The People: เราเติบโตมาจากการทำหนังสือเล่มขาย แล้ววันหนึ่งโลกมันเปลี่ยนจนคนเราเสพอะไรต่าง ผ่านจอ เรามองเรื่องนี้อย่างไร เสน่ห์ของหนังสือยังคงมีอยู่ไหม

วิน: ต้องแยกประเภทหนังสือก่อน หนังสือที่อยู่ในหมวด media เช่น magazine อาจจะค่อย ๆ ล้มหายตายจาก แต่หนังสือที่เป็น collection เราคิดว่ามันจะอยู่ไปอีกนาน มันไม่ต่างจากไวนิล หรือเทป ที่ทุกวันนี้ศิลปินหลาย ๆ คนก็หันมาผลิตสิ่งเหล่านี้ ซึ่งนั่นคือเสน่ห์ของยุค analog ที่ digital มันแทนที่ไมได้

The People: ในอนาคตวินก็ยังสนใจที่จะทำหนังสือต่อไป

วิน: จริง ๆ แล้วกำลังทำเล่มใหม่อยู่ด้วย เดี๋ยวจะปล่อยเร็ว ๆ นี้ครับ หนังสือชื่อ Miss Candy Heart เราว่าหนังสือที่ควรค่ากับการสะสมมันไม่มีวันตาย

The People: พูดถึงการทำเพลง มี process ยังไง

วิน: มันแล้วแต่เพลง อย่าง ‘Little Wendy’ นี่เราเขียนเป็น poem มาตั้งนานแล้ว แต่เยังขาดท่อนฮุกอยู่ท่อนหนึ่งที่แต่งเท่าไหร่ก็แต่งไม่ได้ จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่แล้วไปเที่ยวชิคาโก แล้วติดอยู่ที่สนามบิน 1 คืน เพราะพายุเข้าจนเครื่องบิน take off ไม่ได้ เราเองก็ไม่มีอะไรกินเลยทั้งคืน อยู่กับความมืดหม่นและเก้าอี้ว่างเปล่าของสนามบิน ก็เลยเขียนท่อนฮุกได้ตอนนั้น ซึ่งมันร้องว่า “Don’t be a sad girl tonight” เหมือนเป็นการบอกตัวเองว่า โอเค เศร้าได้แต่อย่าเศร้านานนะ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป

The People: เจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยไหม เหตุการณ์ที่เนื้อเพลงหรือบทกวีมันสั่งไม่ได้ แต่เป็น happening art

วิน: เราเป็นสาย happening art เราเป็นสายที่ถ้าพยายามจะเขียนแล้วมันจะไม่เวิร์ค จนกระทั่งถึงเวลาที่เหมาะสม บางอย่างมันมากระทบใจเรา เราจะเขียนได้ เราคิดว่าเราไม่ใช่คนที่จะสั่งให้ตัวเองสร้างงานศิลปะได้

The People: พูดถึงเพลงที่ทำร่วมกับ น้ำตาล เดอะสตาร์ อีกสักนิด เพลงนี้มีความหมายกับเรายังไง

วิน: จริง ๆ เนื้อเพลง ‘Lover Coaster’ มันเหมือนเป็นตลกร้าย เพราะมันตรงกับเหตุการณ์จริง มันพูดถึงเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงที่เป็นเพื่อนกัน พวกเขารู้สึกว่าโลกนี้มันน่าเบื่อเหลือเกิน ย้ายไปดาวอื่นกันเถอะ อย่าอยู่เลย เราไปสวนสนุก ไปขึ้น Roller Coaster กันดีกว่า เราพูดถึงความกล้าที่จะใช้ชีวิต เพื่อลืมความเจ็บในหัวใจตนเอง ซึ่งมันก็ตรงกันเหตุการณ์จริง

The People: เป้าหมายในการทำเพลงของวิน นิมมาน

วิน: จริง ๆ เราไม่ได้ set goal ในแง่ของ marketing แต่ขอให้เพลงมันได้ทำหน้าที่ได้ดีที่สุด ถึงหูคนที่จะรักมันได้ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ขอให้คนที่อยากจะฟังได้มาเจอกับงานเรา

The People: เป็นนักเขียน เป็นคนสร้างงานศิลปะ เราหา input ยังไง

วิน: คงไม่พ้นการเดินทาง เพราะว่ามันสะท้อนตัวตนของเราได้ดีที่สุด เราจะเห็นตัวเองระหว่างการเดินทางว่าจริง ๆ เราเป็นคนแบบไหน เราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร

The People: ทั้งชีวิตที่ผ่านเสียงเพลงและผ่านปลายปากกา สิ่งที่สองอย่างนี้ให้กับเราคืออะไร

วิน: ในมุมของศิลปินหรือผู้สร้างผลงาน เรามองว่าตัวผลงานมันสำคัญกว่าตัวเราเองอีก มันคือสิ่งที่เราจะฝากทิ้งไว้บนโลก เราว่าการได้ทำงานมันก็คือการบรรลุเป้าหมายไปแล้ว

The People: อยากฝากผลงานอะไรไหม

วิน: ขอฝากเพลง ‘Miss Lonely Heart’ แล้วกัน เพราะว่าเป็นตัวตนของเราที่สุด ถ้าใครที่เหงาก็ขอให้ฟังแล้วหายเหงา แล้วก็เรากำลังจัด exhibition เกี่ยวกับบทกวีและภาพวาด ชื่อ Miss Candy Heart วันที่ 24 สิงหาคม – 8 กันยายน 2562 ที่ WOOF PACK อยากให้คนที่กำลังรู้สึกหลงทางหรือท้อแท้กับชีวิตมางานนี้ ได้รู้สึกเข้มแข็งขึ้น ผ่านการทำความรู้จักตัวเอง ว่าคุณเป็น Miss อะไร


The People

กองบรรณาธิการ

Related

สัมภาษณ์ หมาก-ปริญ ไสยศาสตร์ ความเชื่อ และการเปลี่ยนแปลงสังคม 

สัมภาษณ์ ชนานันต์ โชติรุ่งโรจน์ เส้นทางที่หล่อหลอมเด็กหญิงผู้รักศิลปะ ให้กลายเป็นผู้กำกับภาพระดับอินเตอร์

สัมภาษณ์ YOUNGOHM จากเด็กเรียนที่อยากเป็นแรปเปอร์ สู่วันที่ฝันเลี้ยงชีพเขาได้

สัมภาษณ์ ERTH ประภัสสร บุตรพรหม ศิลปินสาวผู้สาดความเกรี้ยวกราดด้วยความหวาน

“ดนตรี” เรื่อง “เล็ก” สัมภาษณ์ ฮิวโก้-จุลจักร กับตัวตน 100 เปอร์เซ็นต์

มนัสวี ศุระศรางค์-อมิตา ยาดาฟ ตัวแทนผู้นำรุ่นใหม่ “One Young World” ปี 2018 ที่เชื่อว่าเราทุกคนเปลี่ยนโลกได้

ความต่างที่ “เข้ากันดี” อดีตที่เคยโดนปฏิเสธตัวตน จุดเริ่มต้นของ Scrubb ที่ยังคง “คู่กัน” เสมอ

สัมภาษณ์สัญญา คุณากร: หลักคิดคนทำทีวีและเรื่องเล่าละคอนเวที ‘ถาปัด จุฬาฯ