Post on 09/06/2020

สุกัญญา เจริญวีรกุล อุบาสิกาผู้จบบาลีศึกษา 9 ประโยค ใน 10 ปี 3 เดือน

การศึกษา “บาลี” ในประเทศไทยผูกพันกับศาสนาพุทธอย่างลึกซึ้งเพราะเป็นภาษาที่ใช้ในการบันทึกพระคัมภีร์ทางเถรวาท ซึ่งหลังมีการปฏิรูปการศึกษาแยกโรงเรียนออกจากวัดแล้ว พระภิกษุ สามเณรก็เป็นกลุ่มหลักที่ศึกษาภาษาบาลี 

แม้ว่าการศึกษาบาลีของฆราวาสจะลดถอยลงเมื่อวุฒิทางบาลีไม่อาจใช้แสวงหาความก้าวหน้าในทางโลกได้เช่นในอดีต (ครั้งหนึ่ง จบเปรียญ 3 เปรียญ 6 แล้วสอบเป็นผู้พิพากษาได้ – ปัจจุบันทำไม่ได้ แต่จบเปรียญ 9 ก็ได้วุฒิเทียบเท่าชั้นปริญญาตรี) สำนักเรียนในวัดต่าง ๆ ก็ยังคงเปิดกว้างให้ฆราวาสสามารถเข้าศึกษาร่วมกับพระภิกษุ สามเณรได้ 

สุกัญญา เจริญวีรกุล เป็นอุบาสิกาผู้ศึกษาภาษาที่ใช้บันทึกคัมภีร์พระพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก ๆ ทั้งบาลี สันสกฤต และทิเบต และมีโอกาสได้เล่าเรียนในสำนักเรียนของวัดต่าง ๆ หลายแห่ง จนสามารถเรียนจบบาลีศึกษา 9 ประโยคเป็นผลสำเร็จได้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2563) ขณะมีอายุได้ 25 ปี รวมเวลาเรียนแผนกบาลีทั้งหมด 10 ปี 3 เดือน 

ด้วยความที่เธอเป็นทั้งฆราวาสและเป็นผู้หญิง การศึกษาบาลีในสำนักเรียนของวัดต่าง ๆ จึงเป็นที่สนใจของคนไม่น้อย บ้างก็เข้าใจถูกบ้างก็เข้าใจผิด The People จึงชวนสุกัญญามาคุยถึงความมุ่งหมายในการศึกษาภาษาบาลี (ซึ่งไม่ใช่ภาษาเดียวที่เธอสนใจ) และเส้นทางก่อนที่เธอจะถึงจุดสูงสุดของการศึกษาภาษาบาลีในระบบการศึกษาของประเทศไทย

The People:  ช่วยแนะนำตัวเบื้องต้น 

สุกัญญา: ชื่อ สุกัญญา เจริญวีรกุล เรียนจบ

  • ปริญญาตรี อักษรศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาบาลีและสันสกฤต เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
  • บาลีศึกษา 9 ประโยค สำนักเรียนวัดสามพระยา ปีนี้ (2563)
  • การศึกษาภาคฤดูร้อน วิชาภาษาทิเบตคลาสสิกระดับ advanced ที่ Rangjung YesheInstitute, Centre for Buddhist studies, Kathmandu University  ประเทศเนปาล

ปัจจุบันเมื่อเรียนจบปริญญาตรีแล้ว เรียนต่อปริญญาเอก สาขาวิชาภาษาบาลี สันสกฤตและพุทธศาสน์ศึกษา คณะอักษรศาสตร์  จุฬาฯ กำลังทำวิทยานิพนธ์ ศึกษาเปรียบเทียบพระสูตรภาษาทิเบตที่สันนิษฐานว่าน่าจะแปลจากพระปริตรบาลี ทำงานแปลคัมภีร์พระพุทธศาสนาภาษาทิเบต บาลี สันสกฤต และแปลล่ามพระธรรมเทศนาจากภาษาทิเบตเป็นภาษาไทย

 

The People: เริ่มสนใจศึกษาบาลีตั้งแต่เมื่อไร จุดเริ่มต้นมาจากอะไร

สุกัญญา: ชอบอ่านหนังสือและชอบคัมภีร์พระพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะหนังสือบทสวดมนต์ภาษาบาลีและพระสูตรหมวดปรัชญาปารมิตา เพราะมีหนังสือเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจ จึงมีฉันทะและความตั้งใจจะเรียนภาษาพระปริยัติธรรม โดยเฉพาะภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาทิเบต และต้องการจะเป็นนักแปลคัมภีร์พระพุทธศาสนา

The People: เริ่มต้นศึกษาอย่างไร ที่ไหนบ้าง 

สุกัญญา: เมื่ออายุ 9 ขวบ เดินทางไปท่าพระจันทร์แล้วเดินผ่านร้านมหาจุฬาบรรณาคาร บอกคุณแม่ว่าอยากได้หนังสือภาษาบาลี คุณแม่จึงพาไปซื้อ หนังสือภาษาบาลีเล่มแรกที่มี คือ “คู่มือเรียนภาษาบาลีด้วยตนเอง” ของ “ประดิษฐ์ บุณยภักดี”

ต่อมาเริ่มเรียนบาลีจริงจังในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2552 สมัยเป็นนักเรียนชั้น ม.4 เทอม 2 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ขณะนั้นขึ้นรถเมล์ไปซื้อหนังสือบาลีและเดินหาสำนักเรียนบาลีในกรุงเทพฯ เองโดยไม่รู้จักใครและไม่ได้เรียนให้คุณพ่อคุณแม่ทราบ ขณะนั้นยังไม่ทราบว่า “สำนักเรียนบาลีไม่ใช่สิ่งที่มีทุกวัด” และยังเป็นยุคสมัยที่ “บาลีศึกษา” มิได้แพร่หลายดังปัจจุบันนี้ มีเพียงไม่กี่วัดเท่านั้นที่มีคฤหัสถ์เรียนบาลี 

เคยไปผิดที่ เคยไปถึงวัดวัดหนึ่ง เมื่อแรกไม่รู้ว่าไม่มีสอนบาลี พอเข้าไปถามถึงบาลี เขาก็ชี้ทางไปที่กุฏิของพระอาจารย์รูปหนึ่งที่เป็นพระมหา แต่พอไปถึงปรากฏว่ากลายเป็นกุฏิที่ญาติโยมไปรอให้ท่านรดน้ำมนต์กันอยู่ เป็นอันว่าต้องเดินหาต่อไป

ในที่สุดก็พบอาจารย์ที่เมตตาสอนตามวัดต่าง ๆ สมัยเริ่มต้นเรียนชั้นประโยค 1-2 และบ.ศ.3 เรียนกับอาจารย์ ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดปทุมวนาราม วัดหัวลำโพง วัดระฆังโฆสิตาราม และวัดสามพระยา

สอบประโยค 1-2 ถึง บ.ศ.5 ในนามสำนักเรียนวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ในยุคสมัยที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยเป็นผู้จัดสอบ

เมื่อเรียนชั้น บ.ศ.6 มีการโอนการจัดการเรียนการสอนบาลีศึกษาจากมหามกุฏฯ มาอยู่ในความรับผิดชอบของสนามหลวงแผนกบาลี จึงสอบประโยค บ.ศ.6 ถึง บ.ศ.9 ได้ในสนามหลวงและสอบได้ในนามสำนักเรียนวัดสามพระยา

ช่วงที่เรียน บ.ศ.8 และบ.ศ.9 เรียนที่วัดสามพระยา วัดสร้อยทอง ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาบ้านกัลยธรรม ของพันเอก ดร.ชรินทร์ จุลคประดิษฐ์  และวัดโมลีโลกยาราม สอบได้บาลีศึกษา 9 ประโยค เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2563 รวมเวลา เรียนแผนกบาลีทั้งหมด 10 ปี 3 เดือน

 

The People: ทางบ้านให้ความสนับสนุนหรือไม่

สุกัญญา: ที่บ้านเห็นความสำคัญเรื่องการศึกษามาก พ่อกับแม่จมักจะซื้อหนังสือเรียนมาให้โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ แต่เมื่อเริ่มต้นเรียนบาลีตอนอยู่ชั้น ม.4 ไม่ได้เรียนให้คุณพ่อคุณแม่ทราบ เพราะไม่รู้ว่าท่านคิดอย่างไร แล้วกลัวว่าถ้าท่านไม่เห็นด้วยขึ้นมาก็จะไม่ได้เรียน ตอนนั้นซื้อหนังสือบาลีไปซ่อนไว้ใต้โต๊ะในห้องเรียน พอปิดเทอมก็นำกลับมาซ่อนในลิ้นชักที่บ้านแล้วใส่กุญแจไว้ จะได้อ่านภาษาบาลีตอนที่พ่อกับแม่ไม่อยู่

The People: ตอนพ่อแม่รู้ว่าเราตั้งใจศึกษาภาษาบาลีท่านว่าอย่างไร

สุกัญญา: ตอนที่พ่อแม่ทราบว่าเรียนบาลี แล้วก็ตั้งใจว่า 1. จะสอบบาลีศึกษา 2. ตั้งใจว่าจะสอบเข้าคณะอักษรฯ จุฬาฯ โดยใช้ภาษาบาลี ตอนนั้นคุณพ่อกับคุณแม่ก็ไม่ค่อยมั่นใจ ในสมัยนั้นคนที่จะสอบข้ามสายยังไม่ค่อยมีเท่าไร ตอนเรียนที่เตรียมอุดมฯ เราเรียนศิลป์ ฝรั่งเศส เพื่อน ๆ ก็เลือกสอบภาษาฝรั่งเศสกัน จึงเป็นคนเดียวในโรงเรียนที่เลือกสอบบาลีในปีนั้น 

แต่พ่อกับแม่ก็อุตส่าห์สนับสนุนด้วยการส่งให้เรียนพิเศษวิชาบาลีไวยากรณ์ กับรุ่นพี่ที่จุฬาฯ แล้วพ่อกับแม่เริ่มจะเห็นความพยายามเห็นว่าเรามีความรักตั้งใจจริงก็ตอนที่จบมัธยม 6 ตอนนั้นสอบวิชาแพท 7.6 ความถนัดทางภาษาบาลี รอบธันวาคม พ.ศ. 2554 ได้คะแนนสูงสุด ที่ 1 ของประเทศ (297 จาก 300 คะแนน) สอบผ่านการคัดเลือกเข้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ และสอบได้บาลีศึกษา 3 ประโยค 

คุณพ่อคุณแม่ก็เห็นว่า เราตัดสินใจไม่ผิด ท่านก็สนับสนุนมาตลอด แล้วก็เรียนมหาวิทยาลัยมาพร้อมกับเรียนบาลีศึกษามาเรื่อย ๆ บางครั้งท่านก็ไปรับส่งและนั่งรอที่วัดสมัยที่เริ่มเรียนใหม่ ๆ เป็นสมัยที่มีนักเรียนบาลีศึกษารวมกันทั้งประเทศจำนวนไม่มาก และการเรียนบาลีศึกษายังไม่เป็นที่รู้จัก แต่สมัยนี้มีผู้นิยมเข้าสอบจำนวนมากขึ้นเพราะมีการกระจายสนามสอบชั้นประโยค 1-2 ถึง บ.ศ.4 จากสนามเดี่ยวในประเทศเป็นสนามสอบตามจังหวัดต่าง ๆ หลังจากโอนบาลีศึกษาเข้ามาสู่กองบาลีสนามหลวง และโลกอินเทอร์เน็ตทำให้มีคนรู้จักการเรียนแผนกบาลีศึกษามากขึ้น

 

The People: การศึกษาบาลีในวัดมีข้อจำกัดอย่างไรหรือไม่สำหรับคฤหัสถ์ โดยเฉพาะผู้ศึกษาที่เป็นผู้หญิง

สุกัญญา: การศึกษาบาลีศึกษากับเปรียญธรรมใช้หลักสูตรเดียวกัน เดิมทีเมื่อมหามกุฏฯ เป็นผู้จัดสอบ ใช้ข้อสอบต่างชุดกัน แต่เมื่อโอนเข้ามาที่กองบาลีสนามหลวง ใช้ข้อสอบชุดเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนหัวข้อสอบจากคำว่า “ป.ธ.” เป็น “บ.ศ.” เท่านั้น การศึกษาไม่ใช่เรื่องที่มีข้อจำกัด คณะสงฆ์ไทยเมตตาต่อแม่ชีและอุบาสิกาผู้ศึกษาพระปริยัติธรรมเสมอมา สำนักเรียนวัดสามพระยาเป็นวัดที่ปฏิบัติต่ออุบาสิกาอย่างเมตตามาก อนุญาตให้นั่งเรียนในชั้นเรียนเดียวกันกับพระภิกษุสามเณรได้

เมื่อเราสอบผ่าน สำนักเรียนวัดสามพระยาก็มอบหนังสือเรียนชั้นต่อไปให้ในวันปฐมนิเทศสำนักเรียน และมอบทุนการศึกษาให้ในวันฉลองเปรียญธรรมของสำนักเรียน พระเดชพระคุณพระพรหมดิลก (หลวงพ่อเอื้อน หาสธัมมมหาเถระ) ใส่ใจอนุเคราะห์ดูแลนักเรียนบาลีทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์เป็นอย่างดีเสมือนบุตรธิดาแท้ ๆ สิ่งที่เป็นข้อจำกัดเมื่อเรียนรู้ร่วมชั้นกับพระภิกษุสามเณรคือเรื่องกริยามารยาทและความเหมาะสม ไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดอันเป็นความมัวหมองทั้งในมุมมองของพระศาสนาและวัฒนธรรม

The People: ช่วยอธิบายความหมายของ บาลีศึกษา 9 ประโยค ให้คนที่ไม่รู้จักระบบการเรียนภาษาบาลีเข้าใจ

สุกัญญา: “บาลีศึกษา” เป็นการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีภาคสมทบ ใช้หลักสูตรเดียวกันกับเปรียญธรรม มี 8 ชั้น เริ่มต้นที่ชั้นประโยค 1-2 และจบที่ชั้น บ.ศ.9 แต่นักเรียนมีสถานภาพต่างกัน ทำให้วุฒิต่างกัน

“เปรียญธรรม” (อักษรย่อ ป.ธ.) เป็นวุฒิสำหรับพระภิกษุสามเณร ส่วน “บาลีศึกษา” (บ.ศ.) เป็นวุฒิสำหรับแม่ชีและประชาชนทั่วไป เมื่อจะสอบเปรียญธรรมและบาลีศึกษาต้องใช้วุฒิการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมประกอบด้วย

ข้อสอบบาลีศึกษาเป็นข้อสอบอัตนัยหรือข้อสอบเขียนทั้งหมด ใช้ข้อสอบชุดเดียวกันและเกณฑ์การตรวจอย่างเดียวกันกับเปรียญธรรม เพียงแต่แยกวุฒิตามสถานภาพของนักเรียนเท่านั้น

 

The People: การศึกษาบาลีในวัดต่างหรือไม่ อย่างไร เมื่อเทียบกับการศึกษาในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สุกัญญา: หลายท่านมักจะถามว่า “เรียนบาลีศึกษาอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องเรียนเอกบาลีสันสกฤตที่คณะอักษรศาสตร์อีก” หรือ “เรียนเอกบาลีสันสกฤตที่คณะอักษรศาสตร์อยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องเรียนบาลีศึกษาอีก” เพราะไม่เข้าใจว่าทั้งสองหลักสูตรนี้แตกต่างกัน

การศึกษาบาลีในวัดมีหลายอย่าง เช่น บาลีสนามหลวง (หลักสูตรเปรียญธรรมและบาลีศึกษา), บาลีใหญ่, บาลีในชั้นเรียนต่าง ๆ นอกแผนกบาลี ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะความแตกต่างของหลักสูตรบาลีสนามหลวงและการเรียนเอกบาลีสันสกฤตที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ โดยสังเขป 

การเรียนบาลีสนามหลวงเป็นการเรียนที่เน้นด้านพระปริยัติธรรม เรียนคัมภีร์พระพุทธศาสนา เรียนวิธีใช้คัมภีร์อธิบายชั้นต่าง ๆ เช่นเรียนวิธีใช้อรรถกถาเพื่อศึกษาพุทธพจน์ วิธีใช้ฎีกาเพื่อศึกษาอรรถกถา เป็นต้น เรียนวิธีแปลมคธเป็นไทย แปลไทยเป็นมคธ วิธีแต่งฉันท์  วิธีแต่งไทยภาษามคธ ฯลฯ ทุกรายวิชาในหลักสูตรล้วนแต่เน้นที่พระปริยัติธรรมทั้งสิ้น 

การเรียนเอกบาลีสันสกฤตที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ โดยเฉพาะปริญญาตรี ต้องเรียนวิชาพื้นฐานอักษรศาสตร์ วิชาเลือกในสาขา วิชาเลือกนอกสาขา ต้องเรียนทั้งภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต ใช้ความรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงเสียงในเชิงภาษาศาสตร์  ประวัติศาสตร์  สังคม และศาสตร์อื่น ๆ ที่เชื่อมโยงกับอักษรศาสตร์ในการเรียนภาษาบาลีและสันสกฤต บางครั้งการเรียนทั้งสองแผนกมีวิธีวิเคราะห์ต่างกัน เช่น

คำว่า “ยาวเทว” ตัดบทสนธิเป็น“ยาว-เอว” ผู้เรียนเอกบาลีสันสกฤตที่คณะอักษรศาสตร์อธิบายว่า

คำว่า “ยาวตฺ” ในภาษาสันสกฤตอันเป็นภาษาในตระกูลอินโดอารยันยุคเก่า เมื่อเข้าสนธิ “ยาวตฺ-เอว” ตฺ ต้องเปลี่ยนเป็น ทฺ เพื่อให้มีคุณสมบัติเป็นพยัญชนะโฆษะ (เสียงก้อง) เช่นเดียวกับ อ (ใน คำว่า“เอว”) จึงเป็น “ยาวทฺ-เอว” และสนธิเป็น “ยาวเทว” เมื่ออยู่ในภาษาบาลีอันเป็นภาษาในตระกูลอินโดอารยันยุคกลาง แม้เสียง ตฺ จะหายไป เป็นคำว่า “ยาว” แต่เมื่อเข้าสนธิเสียงที่หายไปกลับปรากฏ จึงเป็น “ยาวเทว”

ผู้เรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีอธิบายตามตำราของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ว่า ยาว-เอว สนธิเป็น “ยาวเทว” เพราะลง ท อาคม (“อาคม”หมายถึงการลงตัวอักษรใหม่) จัดเป็นอาคมพยัญชนสนธิ 

หรือหากให้วิเคราะห์คำสักคำหนึ่ง ผู้เรียนทางอักษรศาสตร์จะวิเคราะห์โดยใช้ความรู้ทางภาษาศาสตร์  บริบททางประวัติศาสตร์  วัฒนธรรม ศาสนา ฯลฯ ที่เกี่ยวข้อง แต่ผู้เรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีจะวิเคราะห์ตามตำราและคัมภีร์ในฝ่ายพระปริยัติธรรมดังนั้นการเรียนทั้งสองแผนก จึงเป็นการเรียนจากมุมมองต่างกัน มีวัตถุประสงค์ต่างกันหากต้องการความรู้ทั้งสองทางก็ต้องเรียนทั้งสองทาง

The People: ในฐานะผู้รู้บาลีทั้งในเชิงภาษาและประวัติศาสตร์ มีความเห็นอย่างไรที่มีนักวิชาการบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้พูดภาษาบาลี

สุกัญญา: ขอตอบเป็นข้อ ๆ ดังนี้   

  1. เมื่อมีคำถามลักษณะนี้ คนส่วนมากมักจะต้องการคำตอบว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” แทนที่จะต้องการทราบเหตุผลและหลักฐานของแต่ละคำตอบ 
  2. การแบ่งพรรคแบ่งพวกและความยึดติดในตัวบุคคลคืออุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการใช้เหตุผล เช่น – บางคนมองข้อความนั้นว่า “ผิด” เพราะผู้เริ่มประเด็นนี้เป็นฝรั่ง และคิดดูถูกว่าคงไม่ได้ใกล้ชิดพระพุทธศาสนาเท่าชาติตนเองบางคนมองข้อความนั้นว่า “ถูก” เพราะทราบว่า ผู้กล่าวเป็นนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาชั้นแนวหน้าในระดับนานาชาติ มีความชำนาญเรื่องภาษาพระปริยัติธรรมหลายภาษา – การมองว่า “ผู้กล่าวเป็นใคร” แทนที่จะพิจารณาว่า “เขากล่าวอะไร มีเหตุผลและหลักฐานอย่างไร” ทำให้การโต้แย้งนั้นหลงจากประเด็นกลายเป็นเรื่องตัวบุคคลไป 
  3. ความเชื่อทางศาสนาและความศรัทธาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ผู้นับถือศาสนาบางคนอาจถือว่า ความเชื่อทางศาสนาเป็นความจริงสูงสุด แต่คนที่มองจากมุมมองภายนอกอาจถือว่าความเชื่อทางศาสนาเป็นทฤษฎีหนึ่งในบรรดาทฤษฎีทั้งหลาย 
  4. หากเราเข้าใจว่าคนทั้งโลกนี้แต่ละคนมีความแตกต่างกัน มีมุมมองที่แตกต่างกัน เข้าใจเรื่องการศึกษาศาสนาในมุมมองต่าง ๆ กัน เราก็จะเข้าใจเหตุผลของแต่ละฝ่าย สามารถยอมรับความแตกต่างทางความคิดและโต้แย้งกันอย่างอารยชนได้ไม่ยึดติดกับตัวบุคคล พรรคพวก เรื่องแพ้-ชนะ อัตตา และเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง 
  5. การแสดงความคิดเห็นด่ากันไปมาไม่ทำให้เกิดประโยชน์อันใด  ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะตรัสสอนเป็นภาษาใด พระองค์ก็ไม่ได้สอนให้เราคิดร้าย ทำร้าย พูดร้ายต่อกันแน่นอน 
  6. ประเด็นเช่นนี้ควรเป็นเรื่องที่จุดประกายให้คนศึกษาเหตุผลและหลักฐานของทั้งสองทาง ไม่ใช่เพียงแต่คัดลอกคำพูดของผู้อื่นมาวางเท่านั้น แต่ยังต้องตรวจสอบให้ถึงต้นฉบับที่อ้างอิงด้วยศึกษาให้เต็มที่ทั้งสองทาง พิจารณาเหตุผลและหลักฐานของทั้งสองฝ่าย

 

The People: มีอุปสรรคอะไรบ้างในการศึกษาภาษาบาลี

สุกัญญา: อุปสรรคแรกที่พบคือเรื่องเวลา เนื่องจากเราเรียนทั้งแผนกสามัญและแผนกบาลีควบคู่กันมาตั้งแต่ชั้นมัธยมปลาย ดังนั้นเราจึงต้องใช้เวลาทั้งหมดที่มีเพื่อเรียนทั้งสองทาง มิให้ทางใดทางหนึ่งเสียหาย

อุปสรรคประการต่อมาคือการเดินทาง ต้องเดินทางมาก โดยเฉพาะสมัยที่เรียนปริญญาตรีคณะอักษรศาสตร์พร้อมกับบาลีศึกษา ต้องเดินทาง “บ้าน-มหาวิทยาลัย-วัด-บ้าน” หรือ“บ้าน-วัด-มหาวิทยาลัย-บ้าน” หรือ“บ้าน-วัด-มหาวิทยาลัย-วัด-บ้าน” จนเป็นเรื่องปกติ เดินทางทุกรุปแบบ บางครั้งเดินทางจากวัดสามพระยากลับบ้านตอนค่ำด้วยขนส่งสาธารณะถึง 5 ต่อ!

อุปสรรคประการต่อมาคือเรื่องสุขภาพ เคยป่วยหนักในช่วงอบรมบาลีและช่วงสอบบาลีหลายครั้ง ส่วนอุปสรรคอื่น ๆ เช่น พบคนเข้าใจผิด ฯลฯ เป็นเรื่องปกติที่ต้องพบเจออยู่แล้วไม่ว่าจะศึกษาภาษาบาลีหรือไม่ก็ตาม

อุปสรรคทุกประการที่ประสบ นอกจากจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ชำระล้างกรรมเก่าแล้ว ยังเป็นสิ่งทดสอบปณิธานของตนเองอีกด้วย หากเราคิดจะเรียนหนังสือเพื่อชื่อเสียง ลาภยศ เมื่อประสบกับอุปสรรค เช่น การถูกคนเข้าใจผิดอย่างรุนแรง หรือถูกคนทำลายชื่อเสียง เราก็คงจะล้มเลิกเสีย แต่หากเราตั้งปณิธานไว้มั่นคง ไม่ว่าจะประสบอุปสรรคสักเท่าไร เราก็จะไม่ล้มเลิก เพราะเรายินดีจะเสียสละชื่อเสียง ทรัพย์สิน ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในชีวิตเพื่อทำปณิธานให้สำเร็จ

มีคำ 2 คำ ที่ทำให้เราสามารถผ่านอุปสรรคมาได้ทุกประการคือคำว่า “བསྟན་འགྲོ་” (เต็นโดร) คำว่า “བསྟན།” (เต็น) หมายถึง พระศาสนา คำว่า “འགྲོ” (โดร) หมายถึง สรรพชีวิต ถ้าเราตั้งปณิธานว่าจะทำเพื่อ “พระศาสนาของพระพุทธเจ้าและสรรพชีวิตทุกภพภูมิ” ไม่ว่าจะต้องพบอุปสรรคมากเพียงไรหรือจะต้องเสียสละอะไรในชีวิตเราก็ยินดีทั้งนั้น

The People: เล่าว่ามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวเองในอินเทอร์เน็ตเยอะทีเดียว พอจะเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม

สุกัญญา: เหตุการณ์ที่ถูกเข้าใจผิดในอินเทอร์เน็ตหลายครั้ง โดยเฉพาะที่คนไม่ทราบข้อมูลจริง ๆ แต่มาเขียนตามจินตนาการแล้วคนแชร์ออกไปเป็นจำนวนมาก เช่น

  • พ.ศ. 2555 เป็นต้นมา หลังจากได้รับพัดบาลีศึกษา 3 ประโยค ปรากฏว่ามีคนนำภาพถือพัดไปตั้งกระทู้ให้คนรุมต่อว่าในอินเทอร์เน็ต พร้อมทั้งแสดงความไม่เห็นด้วยที่เราเรียนบาลี บอกว่า ไม่ใช่หน้าที่ของคฤหัสถ์ 

(ทั้งนี้ ชั้นที่ได้รับพัดเปรียญ คือ ชั้น ป.ธ.3 ป.ธ.6 และ ป.ธ.9 ส่วนชั้นที่ได้รับพัดบาลีศึกษา คือ ชั้น บ.ศ.3 บ.ศ.6 และ บ.ศ.9)

  • พ.ศ. 2558 ตอนนั้นได้รับพัดบาลีศึกษา 6 ประโยค มีคนสร้างข้อความเท็จส่งต่อในไลน์ว่า ได้รับพัดจากบุคคลสำคัญของชาติที่วัดพระแก้ว เป็นข้อความที่ “กระทบกระเทือน” และทำให้เจ้าหน้าที่สำนักพุทธต้องช่วยแก้ข่าวให้
  •  พ.ศ. 2559 มีคนสร้างเพจปลอม
  • พ.ศ. 2561 เป็นเรื่องที่เยอะที่สุด เป็นตอนที่กำลังสอบบาลีศึกษา 9 เป็นปีแรก แล้วมีคนสร้างข่าวเท็จว่าสอบได้บาลีศึกษา 9 ประโยค ทั้งที่ผลสอบยังไม่ประกาศ และสอบตก คนแชร์กันโดยที่ไม่ได้ตรวจสอบด้วยเจตนาดีแต่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้เราต้องแก้ข่าวมาตลอด 2 ปี ถึงแม้จะเขียนแปะไว้หน้าเฟซบุ๊กว่า “สอบตก บ.ศ.9” แล้วก็ยังต้องคอยแก้ข่าวกับผู้คนที่พบเจออยู่ร่ำไป

ข้อมูลส่วนตัวที่ปรากฏในข่าวตามอินเทอร์เน็ตส่วนหนึ่งไม่เป็นความจริง เพราะผู้เขียนเขียนด้วยจินตนาการไม่ได้ถามก่อน เช่น เขียนข่าวว่า เราเป็นนิสิตปริญญาโท ทั้งที่เราไม่เคยเรียนปริญญาโท เพราะเราจบปริญญาตรีแล้ว ก็เอาวุฒิปริญญาตรีต่อปริญญาเอก (การเรียนภาษาบาลีสันสกฤตและพุทธศาสตร์ศึกษาของสาขาวิชาภาษาเอเชียใต้ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หากได้เกียรตินิยมในชั้นปริญญาตรี สามารถใช้วุฒิปริญญาตรีต่อปริญญาเอกได้เลย) ยังล้อกันกับเพื่อน ๆ ว่า อยู่ดี ๆ ก็ได้ปริญญาโทมาอีกใบโดยที่ไม่ต้องเรียน

 

The People: เป้าหมายส่วนตัวในการศึกษาบาลีคืออะไร

สุกัญญา: ต้องการเป็นนักแปลคัมภีร์พระพุทธศาสนาและล่ามพระธรรมเทศนา ผู้เชี่ยวชาญภาษาพระปริยัติธรรม โดยเฉพาะภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต และภาษาทิเบต เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา และเพื่อเป็นปัจจัยให้สรรพชีวิตข้ามพ้นจากมหาสมุทรแห่งความทุกข์ในสังสารวัฏ

นอกจากภาษาบาลี เราเรียนภาษาทิเบตและภาษาสันสกฤตด้วย เพราะมีความสนใจในพระพุทธศาสนาหลายนิกาย ถ้าเราเข้าใจว่าคนที่เกิดมาบนโลกนี้ไม่ได้เหมือนกันทุกคน หนทางที่เหมาะสมกับคนหนึ่งอาจไม่เหมาะสมกับอีกคนหนึ่ง และเข้าใจว่าพระพุทธศาสนามีหนทางต่าง ๆ กัน ที่เหมาะสมสำหรับคนแต่ละประเภท เราก็จะรู้ว่าคำสอนในพระพุทธศาสนาแต่ละนิกายคือหนทางที่ต่างกัน ตามความเหมาะสมกับคนแต่ละประเภท แต่นำพาคนไปสู่ “จุดหมายปลายทาง” คือการบรรลุธรรมเช่นเดียวกัน 

ดังนั้นไม่มีหนทางใดประเสริฐกว่าหนทางใด ไม่มีประโยชน์อันใดเลยที่จะสร้างความขัดแย้งหรือแข่งดีกัน พวกเราชาวพุทธทุกนิกายควรจะรักเมตตาสามัคคีกัน ควรเผื่อแผ่ความรักของเราไปถึงคนที่นับถือศาสนาอื่นและคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาด้วย เราเป็นปุถุชนธรรมดา ไม่อาจเป็นครูบาอาจารย์ในพระศาสนานี้ได้ สิ่งที่เราทำได้ก็มีเพียงแต่การฝึกแปลบทสวดบทปฏิบัติและเป็นล่ามแปลคำสอนของครูบาอาจารย์ที่เราได้พิจารณาอย่างรอบคอบมานานปี 

The People: เรียนภาษาทิเบตมานานหรือยัง เรียนมาก่อนบาลี หรือหลังบาลี

สุกัญญา: ภาษาทิเบตเรียนมานานแล้ว เรียนก่อนบาลี ในเมืองไทยเป็นที่ที่หาเรียนภาษาทิเบตยากมาก แต่เคยเรียนภาษาทิเบตได้อย่างเช่น เรียนมูลนิธิพันดาราคอร์สสั้น ๆ แล้วต่อมามีอาจารย์ทิเบตจากเนปาลมาสอนที่เมืองไทยก็ไปเรียนกับท่าน ต่อมาได้ทุนจาก Khyentse Foundation ให้ไปเรียนภาษาทิเบตภาคฤดูร้อนที่เนปาล เรียนที่ Rangjung Yeshe Institute, Centre for Buddhist studies, Kathmandu University

เรียนภาษาทิเบตคลาสสิกขั้นกลางไปหนึ่งฤดูร้อน เรียนภาษาทิเบตคลาสสิกขั้นสูงอีกหนึ่งฤดูร้อน นอกจากนี้ ยังเรียนพิเศษกับอาจารย์ชาวทิเบตอีกหลายท่าน ได้นำความรู้ที่ได้มาฝึกแปลคัมภีร์และเป็นล่าม

 

The People: ปัจจุบันได้ใช้ความรู้ทั้งภาษาบาลี และภาษาทิเบต ทำประโยชน์อะไรบ้าง

สุกัญญา: จริง ๆ แล้วภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาทิเบต มีประโยชน์ที่ใช้ได้นอกเหนือจากการศึกษาพระพุทธศาสนา อย่างเช่น คนเรียนบาลี อาจใช้ภาษาบาลีอ่าน text ประวัติศาสตร์ที่เขียนเป็นภาษาบาลี ทั้งในศรีลังกา หรืออาณาจักรโบราณในประเทศไทย คนเรียนสันสกฤตก็อาจใช้ในการศึกษาประวัติศาสตร์ หรือว่าใช้ในเรื่องศิลปะการละคร หรือการเรียนกฎหมาย มีทางไปได้มากค่ะ 

ส่วนภาษาทิเบตก็มีการศึกษาวัฒนธรรมทิเบตอยู่แล้ว ภาษาทิเบตนับเป็นภาษาที่ใหญ่เพราะว่ามีภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษาทิเบตมาก คือภาษาทิเบตมีหลายสำเนียง แล้วมีภาษาถิ่นอยู่มาก ภาษาที่ใช้ในภูฏานมีภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษาทิเบตมาก แต่จำเป็นต้องแยกเป็นคนละภาษา เหมือนกับที่เรานับภาษาไทยกับภาษาลาวเป็นคนละภาษาเพราะเหตุผลทางการเมือง แล้วยังมีชนเผ่าในเนปาล ในอินเดีย แถบเทือกเขาหิมาลัยอีกมากที่พูดภาษาในตระกูลภาษาทิเบต เมื่อเราพูดภาษาทิเบตได้เราก็จะสามารถเข้าใจภาษาของคนเหล่านี้ได้บ้าง ประโยชน์ของภาษาทิเบตในประเทศไทยก็ยังมี ที่ไม่ใช่เรื่องศาสนา ถ้าเราไปตามเขา พบชาวเขาในประเทศไทย ชาวเขาบางเผ่าที่เขามีคำโบราณคล้ายภาษาทิเบต มีการนับเลขเหมือนภาษาทิเบต มีสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าต้องมีรากเดียวกันในสมัยโบราณ 

แต่สิ่งที่เราเลือก เราเลือกแต่ด้านพระพุทธศาสนา ที่เราสนใจแต่ด้านพระพุทธศาสนาเพราะเราสนใจคัมภีร์พระพุทธศาสนาเป็นพิเศษ

ส่วนเรื่องการพิสูจน์อักษร คุณนริศ จรัสจรรยาวงศ์ ติดต่อให้ช่วยพิสูจน์อักษรงานที่คุณนริศทำร่วมกันกับ ศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์ มาร์ติน ซีเกอร์ ผู้ก่อตั้งวิชาไทยศึกษา มหาวิทยาลัยลีดส์ สหราชอาณาจักร มีหนังสือที่ทั้งสองท่านทำร่วมกันคือ หัดธรรม ดำรงธรรม และท่องธรรม นอกจากช่วยพิสูจน์อักษรแล้ว ยังได้ช่วยคิดชื่อบทละครธรรมะที่ทั้งสองท่านทำร่วมกัน คือ ละคร “ดำรงธรรม ดำรงเทศน์” และ  “เดอะ ธัมมัสสวน์”

The People: ปัจจุบันเข้าใกล้เป้าหมายที่ตั้งไว้แค่ไหนแล้ว

สุกัญญา: การจะเป็นนักแปลคัมภีร์พระพุทธศาสนาและล่ามแปลพระธรรมเทศนาที่ดีนั้นจะอาศัยเพียงแค่ความรู้ทางภาษาและพระปริยัติธรรมไม่ได้ ต้องอาศัยความเข้าใจที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมด้วย เช่นที่คนทิเบตเรียกว่า “མཁས་གྲུབ།” (เค่-ดรุบ) หมายถึง “ผู้ที่เป็นทั้งบัณฑิตผู้รู้ธรรมและบรรลุธรรม” เป้าหมายนี้ไกลจากจุดที่อยู่ในปัจจุบันมาก แม้หากว่าเป้าหมายของเราไม่สำเร็จในชาตินี้ เราก็ต้องพยายามทำให้ดีที่สุด สิ่งที่เราสร้างไว้ในปัจจุบันนี้จะเป็นเหตุให้เราได้บรรลุเป้าหมายเป็น “สตรีนักแปลคัมภีร์พระพุทธศาสนาผู้สมบูรณ์ด้วยความรู้และความรู้แจ้ง” และสามารถทำประโยชน์เพื่อพระศาสนาและสรรพชีวิตได้ เมื่อปัจจัยทุกอย่างถึงพร้อมแล้ว ณ ชาติใดชาติหนึ่งในอนาคตข้างหน้า


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Related

สัมภาษณ์แบบเจาะเวลาหาอดีต กับ POLYCAT วงที่ขุดดนตรียุค 80s ให้กลับมา “ดูดี” อีกครั้ง

สัมภาษณ์ สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ จากสูงสุดคืนสู่สามัญ ย้อนความหลังในวันที่รุ่งและร่วงที่สุดของ เบเกอรี่ มิวสิค

สัมภาษณ์ สุดาพิมพ์ โพธิภักติ ผู้บริหาร Be Musical จากเบื้องหน้าสู่เบื้องหลัง ด้วยความรักในละครเวที

สัมภาษณ์ โย่ง กับจุดเริ่มต้นของ Armchair จนในวันที่เป็นทั้งเชฟ นักโปโล และทาสแมว

สัมภาษณ์ ฉันทนา ทิพย์ประชาติ “การทำหนังเป็นพื้นที่ระบาย และเป็นพื้นที่หายใจของเรา”

สัมภาษณ์ พงศ์นรินทร์ จงห่อกลาง นักออกแบบงานสร้างผู้เนรมิตถ้ำหลวงใน The Cave นางนอน ให้สมจริง

ผุสดี คีตวรนาฏ บก. ซิงจงเอี๋ยน หนังสือพิมพ์จีนที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

เบ็ญจวรรณ วิสุทธิ์สัตย์ เปิดโลกไวน์ออร์แกนิก เสน่ห์โลหิตแห่งพระเจ้าที่มีมานานกว่า 8,000 ปี