Post on 04/12/2020

ซูเนโอะ: ฮาวายของเด็กอวดรวย ภาพตัวแทนการทำลาย Self-Esteem ของโนบิตะ

เคยได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับโดราเอมอนไปบ้างแล้ว เช่น เรื่องของเดคิสึงิ และเรื่องตอนจบที่แท้จริงของโดราเอมอนไปแล้ว แต่วันนี้จะมาคุยเรื่องเกี่ยวกับเจ้าปากแหลมซูเนโอะกันบ้าง

ซูเนโอะนั้นได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากใบหน้าของสุนัขจิ้งจอก จึงมีใบหน้าและเรียวปากลักษณะแหลม ๆ เพราะต้องการให้ซูเนโอะมีนิสัยเจ้าเล่ห์เหมือนจิ้งจอก สาเหตุคือ แม้ว่าซูเนโอะมักจะเข้าพวกกับไจแอนท์เพื่อรังแกโนบิตะก็จริง แต่หลายครั้งซูเนโอะเองก็เป็นฝ่ายมาร่วมมือกับโนบิตะเพื่อล้างแค้นไจแอนท์เช่นกัน จัดว่าเจ้าเล่ห์แบบจิ้งจอกโดยแท้ ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร

ถ้าหากจัดเดคิสึงิไว้ในหมวด ‘ศัตรูหัวใจ’ ของโนบิตะ, ไจแอนท์อยู่ในหมวด ‘ศัตรูด้านทำร้ายร่างกาย’, ซูเนโอะก็จัดอยู่ในหมวด ‘ศัตรูประเภททำลาย Self-Esteem (ความนับถือที่มีต่อตัวเอง)’ ของโนบิตะนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม วิธีที่ซูเนโอะใช้แกล้งโนบิตะนั้น จัดว่าโหดร้ายกว่าการทำร้ายร่างกายที่ไจแอนท์ใช้มากนัก วิธีของซูเนโอะนั้นบรรดาแฟนคลับชาวญี่ปุ่นเรียกว่าวิธี “ได้แค่ 3 คนเท่านั้นนะ” (三人用だから) โดย Flow ของการแกล้งทำร้าย Self-Esteem ของโนบิตะเป็นดังนี้เสมอ ๆ ตลอดทั้งเรื่องเลยก็คือ

ซูเนโอะเอาอะไรสักอย่างมาอวดเพื่อน ๆ (เช่น ภาพถ่ายไปเมืองนอก, ของสะสมเก่าหายาก, ของเล่นเท่ ๆ ฯลฯ) -> ซูเนโอะชวนไจแอนท์และชิสุกะเล่นด้วย -> โนบิตะบอกว่าขอเล่นด้วย -> ซูเนโอะบอกว่า “ขอโทษนะ แต่เกมนี้เล่นได้แค่ 3 คนเท่านั้น” -> โนบิตะร้องไห้ไปขอของวิเศษจากโดราเอมอน

การแกล้งแบบนี้ของซูเนโอะมีให้เห็นตลอดทั้งเรื่อง เป็นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอนแล้วตอนเล่า จัดว่าเป็นการกระทำที่เลวร้ายมาก และจงใจอย่างแน่นอน เช่น ฉากที่ซูเนโอะชวนไปเที่ยวด้วยรถยนต์ ซูเนโอะก็บอกว่า “ได้แค่ 3 คนเท่านั้น เพราะต้องมีคนขับอีกที่หนึ่งเป็น 4” เพื่อเขี่ยโนบิตะออกไป, มีตั๋วไปกินอาหารอร่อย ๆ ก็บอกว่า “มีตั๋วแค่ 3 ใบเท่านั้นนะ”, หรือตอนที่เอาวิดีโอเกมมาอวดก็บอกว่า “เกมนี้เล่นได้แค่ 3 คน” ฯลฯ เพื่อให้โนบิตะรู้สึกว่าถูกโดดเดี่ยวเพียงลำพังออกจากกลุ่ม (วิดีโอเกมบ้าอะไรจะเล่นได้แค่ 3 คน จริงมั้ย!?)

ทำไมซูเนโอะจึงแกล้งโนบิตะแบบนี้? สาเหตุเดียวที่คิดได้คือ ซูเนโอะเป็นคนมีปมด้อยนั่นเอง เราสามารถรู้ได้จากการตั้งชื่อซูเนโอะอีกด้วย คำว่า ซุเนะ มาจากกริยา ซุเนะรุ (拗ねる) ที่แปลว่า งอน, ฉุนเฉียว, ปั้นปึ่ง บวกกับคำปัจจัย (Suffix) ว่า -โอะ (夫) ที่หมายถึง -ศักดิ์ เพื่อแสดงความเป็นเพศชาย ชื่อ ซุเนะโอะ จึงแปลว่า ‘งอนศักดิ์’ หรือ ‘ปั้นปึ่งศักดิ์’ ที่แสดงให้เห็นถึงการไม่เคยพอใจอะไรในตัวเอง ไม่เคยนับถือตัวเอง คือซูเนโอะเป็นคนขาด Self-Esteem ขั้นรุนแรงนั่นเอง

ตัวละครในเรื่องที่มีการติดต่อปฏิสัมพันธ์กันบ่อย ๆ คือ เดคิสึงิซึ่งเรียนเก่งกีฬาเด่น, ชิสุกะเรียนเก่งรองจากเดคิสึงิและสวยน่ารัก, ไจแอนท์ตัวใหญ่แข็งแรง ทุกคนต่างก็มีจุดเด่นของตัวเองที่ซูเนโอะไม่สามารถเทียบได้ ในขณะที่โนบิตะนั้นไม่มีจุดเด่นอะไรเลยตามการรับรู้ของซูเนโอะ (โนบิตะเก่งพันด้ายและยิงปืน แต่ซูเนโอะไม่ได้ให้เครดิตทักษะเหล่านี้) โนบิตะจึงมีลักษณะของ loser ที่แท้จริง ที่ซูเนโอะล็อกเป้าเป็นเหยื่อในการทำร้ายความรู้สึก เพื่อให้ซูเนโอะเองรู้สึกดีกับตัวเอง คือซูเนโอะใช้โนบิตะเป็นเหยื่อในการเพิ่ม Self-Esteem ของซูเนโอะนั่นเอง ว่ามีคนที่ “ด้อยกว่าเราอยู่เสมอ รู้สึกดีจังที่เราเหนือกว่า” แบบนี้! น่าจะเป็นความรู้สึกที่เรา ๆ ท่าน ๆ สามารถเข้าใจได้ หรือรู้จักใครรอบตัวในโลกแห่งความเป็นจริงที่นิสัยเหมือนซูเนโอะแบบนี้

ซูเนโอะมีปมด้อยว่าตัวเองตัวเตี้ยกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน และฉี่รดที่นอนจนเรียนชั้นประถมฯ (ปิดเป็นความลับสุดยอด จนโดนพวกโนบิตะกับโดราเอมอนรู้จนได้) เรียนก็ไม่ได้เก่งอะไรมาก ทำคะแนนได้แย่ ๆ โดนแม่ดุก็บ่อย รวมทั้งลึก ๆ ก็อยากได้โดราเอมอนมาอยู่กับตัวเองด้วย อีกทั้งญี่ปุ่นในยุคของเรื่องโดราเอมอนนั้นคือต้นทศวรรษ 1970 ซึ่งญี่ปุ่นยังเป็นสังคมแห่งชนชั้นกลางเกือบทั้งประเทศ เรียกว่า ‘สังคมชนชั้นกลาง 100 ล้านคน’ (一億総中流) คือประชากรญี่ปุ่นมีความแตกต่างทางชนชั้นน้อยมาก ไม่ได้มีใครที่สามารถสะสมที่ดินหรือทรัพย์สมบัติอย่างมากมายได้ (เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1945 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นถูกอเมริกาเข้ามารื้อถอนโครงสร้างกลุ่มอำนาจผูกขาดทางธุรกิจที่เรียกว่า Zaibatsu ทิ้งไปหมด) และมีกฎหมายภาษีมรดก ทำให้ความร่ำรวยไม่ได้สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้ การที่พ่อของซูเนโอะสามารถสร้างฐานะตัวเองจนร่ำรวยแซงหน้าคนอื่นได้ใน 1 ชั่วอายุคน จัดว่าหาได้ยากมากสำหรับญี่ปุ่นยุค ’70s จึงไม่แปลกที่ทั้งพ่อและลูกจะขี้อวดกันทั้งคู่ เมื่อซูเนโอะไม่มีอะไรเด่นนอกจากความร่ำรวย ความร่ำรวยจึงกลายเป็นสิ่งเดียวที่ซูเนโอะพอจะเอามาอวดเพื่อน ๆ เพื่อเพิ่ม Self-Esteem ให้ตัวเองได้

นอกจากนี้ ซูเนโอะยังมีปมกับฮาวายมาก เวลามาอวดว่าไปเที่ยวเมืองนอกมา มักจะเป็นฮาวายเสมอ เช่น มีการกล่าวถึงว่าซูเนโอะไปฮาวายครั้งแล้วครั้งเล่าในเล่ม 7, เล่ม 21, เล่ม 27, เล่ม 38, เล่ม 44 เพราะเกาะฮาวายเป็นเกาะที่ชาวญี่ปุ่นนิยมอพยพไปอยู่อาศัย หรือไปเที่ยวกันมาก ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 (ช่วงเดียวกับที่เริ่มเขียนโดราเอมอนสู่ท้องตลาด) ชาวญี่ปุ่นจัดให้ฮาวายเป็น เทบัง (定番) หรือเป็นไฟต์บังคับสำหรับชาวญี่ปุ่นที่ฐานะดีและต้องการไปเที่ยวเมืองนอกเลยก็ว่าได้ ลักษณะนี้น่าจะคล้ายกับเมืองไทยในปัจจุบันที่คนฐานะดีจะต้องไปใช้ชีวิตช่วงสงกรานต์กับซะกุระที่ประเทศญี่ปุ่นก็ว่าได้ ดังนั้น ไม่มีอะไรจะเป็นการ ‘อวดร่ำอวดรวย’ ที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับโนบิตะมากไปกว่าการที่ซูเนโอะร่ำรวยในระดับที่ไปฮาวายรัว ๆ หลายรอบ และไปทีละเป็นเดือน แถมยังมีเครื่องบินส่วนตัวขับเที่ยวที่ฮาวายอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าซูเนโอะจะเลวร้ายกับโนบิตะมากเพียงใด เวลาในภาคพิเศษ เด็กทั้ง 5 คนนี้ก็จะมารวมพลังกันต่อสู้เพื่อโลกอยู่เสมอ เป็นไปตามแนวคิด อุจิ (内) และ โซะโตะ (外) แบบญี่ปุ่นโดยแท้ โดย อุจิ คือวงใน หมายถึงคนสนิท คนที่เราผูกพัน คนที่เราต้องติดต่อด้วยบ่อย ๆ ส่วน โซะโตะ ก็ตรงข้าม คือคนนอก หมายถึงคนที่เราไม่สนิท คนที่เราไม่ค่อยผูกพัน คนที่เราไม่ค่อยต้องติดต่อคบหาด้วย สัมพันธภาพของซูเนโอะและโนบิตะ ปกติจะเป็น โซะโตะ คือไม่สนิทกันเท่าไร แต่พอมีศัตรูจากวงนอกยิ่งกว่านั้นเข้ามา ซูเนโอะและโนบิตะก็พร้อมจะเป็นสัมพันธภาพวงในที่สนิทกันทันที ไม่ว่าเราจะทะเลาะกัน เกลียดกันมากมายเพียงใด เมื่อมีศัตรูที่ยิ่งใหญ่กว่าเข้ามากล้ำกราย เราก็จะกลายเป็นพันธมิตรกับศัตรูเดิมของเราชั่วคราวได้เพื่อต่อสู้กับศัตรูที่มาจากวงนอกออกไปมากกว่าได้ (เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ของตัวร้ายหลายตัวใน Dragon Ball กลายเป็นพวกพระเอก) เพราะในที่สุดแล้ว เด็กเหล่านี้ก็เป็นเพียงเด็กชั้นประถมฯ ที่ยังต้องทะเลาะ ร้องไห้ เรียนรู้ และเติบโตขึ้นต่อไป และเผชิญหน้ากับสังคมที่กว้างขึ้นไปกว่าสังคมโรงเรียนประถมฯ ในที่สุด


ผู้หลงใหลในวัฒนธรรมมวลชนญี่ปุ่น ศึกษาภาษาและสังคมญี่ปุ่นมายาวนานมากกว่า 20 ปี ทั้งจากมุมมองของชาวญี่ปุ่นเอง, มุมมองของชาวไทย, และมุมมองของชาวตะวันตก

Related

ไรอัน จอห์นสัน จากผู้กำกับอินดี้สู่ผู้สานต่อจักรวาล Star Wars

รีวิวคอนเสิร์ตครั้งแรกของ “Yaeji” สาวหมวยที่มอมเมาคนด้วยเพลง Tech House

รีวิวคอนเสิร์ต เอ็ด ชีแรน กับโชว์ครั้งที่สอง ที่กระตุ้นแฟนเพลงสุด “ผมร้องดังแค่ไหนพวกคุณต้องร้องให้ดังกว่าผม”

เมื่อ โนล กัลลาเกอร์ หันมาทำเพลง Cosmic Pop “ถ้าไม่ชอบเพลงที่ผมแต่ง ไสตูดกลับบ้านไปเลยนะ”

เวอร์โก้ ชากะ แห่ง Saint Seiya พระพุทธเจ้าผู้ปกป้องอาเธน่า

แฟรงกี แมนนิง สัญลักษณ์แห่งความสุขของนักเต้น Lindy Hop

บรูซ ลี กระบองสองท่อน การเหยียดเชื้อชาติและจักรวรรดินิยม 

เวนดี้ คาร์ลอส ทรานสเจนเดอร์ ผู้พาเสียงอิเล็กทรอนิกส์และซินธิไซเซอร์สู่ดนตรีกระแสหลัก