Post on 17/10/2021

Supernova: ประคองโลกไว้ในอ้อมกอดก่อนดวงดาวแห่งชีวิตจะดับสูญ

/ บทความชิ้นนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์เรื่อง Supernova (2020) /

ยิ่งท้องฟ้ามืดมิดเท่าไร เราจะยิ่งเห็นดวงดาวเปล่งประกายมากขึ้นเท่านั้น และดวงดาวจะเจิดจรัสที่สุดเมื่อถึงคราวแตกสลายในเหตุการณ์ที่เรียกว่า ‘มหานวดารา’ หรือ ‘ซูเปอร์โนวา’ (Supernova) จุดจบอันน่าจดจำของดาวฤกษ์ที่ระเบิดพลังเป็นครั้งสุดท้าย เฉกเช่นการดับสูญของใครสักคนที่อาจทิ้งทั้งแสงสว่าง และความอ้างว้างไว้ในใจคนรักตลอดกาล

‘Supernova’ (2020) เป็นผลงานกำกับของ ‘แฮร์รี่ แม็กควีน’ (Harry Macqueen) นำแสดงโดย ‘โคลิน เฟิร์ธ’ (Colin Firth) และ ‘สแตนลีย์ ทุชชี’ (Stanley Tucci) สองนักแสดงมากฝีมือที่ทำให้เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักนักเปียโนและนักเขียนอย่าง ‘แซม’ (Sam) และ ‘ทัสเกอร์’ (Tusker) เต็มไปด้วยความรู้สึกหวานอมขมกลืน เมื่อทัสเกอร์ต้องเผชิญกับโรคภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ซึ่งสร้างความทรมานใจอย่างแสนสาหัสจากการ ‘จดจำ’ และการ ‘ลืมเลือน’ ให้กับทั้งคู่

“การที่เรารู้สึกเสียใจเมื่อบางสิ่งหายไป แปลว่ามันจะต้องดีมากตอนที่มีอยู่ ใช่ไหม?” ทัสเกอร์ถาม

‘แน่นอน’ นั่นคือคำตอบของของชายทั้งสองที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมากว่า 20 ปี และประโยคที่ว่า ‘อยากจำกลับลืม’ คงเป็นความโศกเศร้าที่สุดสำหรับทัสเกอร์ เพราะเขาอยากจดจำทุกวินาทีที่มีคนรักอย่างแซมอยู่ข้างกาย แต่น่าเสียดายว่าความปรารถนานั้นไม่มีทางเป็นจริง และช่วงเวลาที่ปวดร้าวที่สุด คือช่วงที่รับรู้อยู่ทุกลมหายใจว่าอีกไม่นานจะต้องลืม

“คุณทำผมใจสลายตลอดกาล”

การจากลาเป็นเรื่องที่น่าเศร้า ไม่ว่าจะเป็นการสูญสลายของร่างกาย หรือการลืมเลือนของความทรงจำ ผู้ที่ทรมานคือผู้ที่ยังจดจำและไม่อาจยอมรับความจริง แซมไม่นิ่งดูดายให้คนรักลืมเลือนเขา แต่ในภาวะที่สับสนและเศร้าสร้อย ทัสเกอร์มีความคิดบางอย่างที่จะเร่งการจากลาของทั้งคู่ นั่นไม่ใช่เพราะอยากจากไป หากเป็นเพราะเขาอยากจดจำให้ได้มากที่สุด และจากไปในวันที่เขายังจดจำคนสำคัญของเขาได้

การเกิดและดับสูญคือความแน่นอนของสรรพชีวิต ไม่เว้นแม้กระทั่งดวงดาว แต่ดวงดาวนั้นไม่ได้จากไปพร้อมความมืด พวกมันจากไปพร้อมแสงสว่างอันงดงาม ทัสเกอร์ผู้มีความรู้ด้านดาราศาสตร์เป็นอย่างดีอธิบายให้กับหลานของแซมฟังว่า

“สิ่งที่น่าทึ่งกว่า คือร่างกายของเธอสร้างจากเศษของดวงดาวเหล่านั้น”

“เมื่อดวงดาวอายุมาก เชื้อเพลิงของมันจะหมดลง มันระเบิดออกมาเหมือนดอกไม้ไฟขนาดใหญ่ ใหญ่โตมโหฬาร แล้วดาวดวงนั้นก็ตาย มันจะสว่างมาก ๆ และระเบิดทุกสิ่งทุกอย่างออกมาจนหมด สิ่งที่ระเบิดเหล่านั้นได้เดินทางผ่านอวกาศนานนับปี หลายปี หลายปี หลายปี หลายปี และในที่สุดมันก็สร้างพวกเราขึ้นมา”

หลานสาวของแซมไม่เข้าใจสิ่งที่ทัสเกอร์อธิบายไม่ว่าจะเป็นในแง่ดาราศาสตร์ หรือเรื่องของชีวิต ทัสเกอร์บอกกับเธอว่า หูข้างหนึ่งของเธออาจสร้างจากเศษดาวคนละดวงกับหูอีกข้าง และมันอาจเป็นดวงดาวที่มาจากต่างกาแล็กซี่กันก็ได้ นั่นคือสิ่งที่ดวงดาวหลงเหลือเอาไว้ ถึงแม้ตัวของมันจะดับสูญไปแล้ว

เช่นเดียวกับชีวิตของใครสักคน การจากลาอาจเป็นเรื่องที่น่าเศร้า และหมายถึงการสูญเสียคนรักที่เคยโอบกอด แต่พวกเขาหายไปเพียงร่างกาย ขณะที่อีกส่วนยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของคนที่ยังมีชีวิต เรื่องราวของพวกเขา ความรู้ของพวกเขา ความรักของพวกเขา หรือทัศนคติของพวกเขายังคงถูกส่งผ่านความทรงจำของผู้ที่มีลมหายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่รักและเคารพพวกเขาจากใจจริง

ทัสเกอร์และแซมเลือกจะออกเดินทางอีกครั้งเพื่อใช้เวลาให้คุ้มค่า ทั้งสองเดินทางไปยังสถานที่ที่อยากไป และพบปะครอบครัว เพื่อนฝูงที่พวกเขารัก ถึงแม้บรรยากาศของเรื่องจะเต็มไปด้วยความขมุกขมัวของเกาะอังกฤษ แต่ความรู้สึกของตัวละครกลับเอ่อล้นผ่านสายหมอก และเดินทางสู่ความสงบอันอ้างว้างได้อย่างน่าฉงน ซึ่งทั้งหมดคือ เรื่องราวของชายทั้งสองก่อนดวงดาวจะเปล่งแสงให้โลกจดจำเป็นครั้งสุดท้าย

ซูเปอร์โนวา ชีวิตมีหลับและตื่น

ชื่อของภาพยนตร์อาจเตือนความจำให้เรานึกถึงวิชาดาราศาสตร์สมัยประถมศึกษา แต่ความลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่หลังชื่อนั้นเกี่ยวพันกับ ‘ความจริงของชีวิต’

“โรคนี้พาผมไปยังสถานที่ที่ผมไม่อยากไป และไม่มีใครสามารถพาผมกลับมาได้”

ทัสเกอร์กลายเป็นผู้โดยสารทั้งที่เขาไม่อยากเป็น เขาถูกบังคับให้ต้องเดินทางห่างไกลคนรัก ความทรงจำของเขาค่อย ๆ เลือนลาง ชายคนรักที่ยืนข้างหลังไม่อาจติดตามเขาไปได้อีก จุดหมายปลายทางของทัสเกอร์คือความว่างเปล่า ซึ่งสำหรับเขา ความว่างเปล่านั้นไม่แตกต่างจากการหายไปจากโลกใบนี้

ไม่ว่าอย่างไรทุกชีวิตจะต้องเดินทางไปยังปลายทางเดียวกัน ‘ไม่มีใครหลีกหนีความตายพ้น’ การแตกสลายของดาวฤกษ์คือการดับสูญของชีวิตหนึ่ง แต่ในทางกลับกัน เศษซากของดาวดวงนั้นจะยังคงเติบโต หรือเปลี่ยนแปลงอยู่ ณ มุมหนึ่งของจักรวาล ใครคนนั้นอาจตื่นขึ้นมาในความทรงจำของใครอีกคนเสมอ

หน้ากระดาษในสมุดบันทึกของทัสเกอร์คืออีกหนึ่งตัวแทนความจริงของชีวิต ทัสเกอร์มักจะจดบันทึกไอเดียงานเขียนของเขาลงไปบนกระดาษ แต่เมื่อโรคร้ายทำให้สมองของเขาเริ่มหลงลืม เขาไม่ได้ลืมแค่คนรอบข้าง แต่เขาลืมงานที่เขารัก ลืมวิธีการเขียน และลืมตัวตนของตัวเอง

จากตัวอักษรที่อ่านได้อย่างชัดเจน แซมเปิดสมุดไปยังหน้าถัดไปซึ่งลายมือของทัสเกอร์ดูหวัดและอ่านยากกว่าเก่า หน้าถัดไปอีกคือเส้นโค้งที่ตวัดขึ้นลงราวกับคลื่นทะเล หน้าถัดไปคือเส้นปากกาที่ราวกับเด็กหัดขีดเขียน และเมื่อเปิดไปเรื่อย ๆ แซมก็ต้องพบกับความว่างเปล่าของหน้ากระดาษ นั่นคือปลายทางชีวิตของทัสเกอร์ แต่ถึงอย่างนั้น ก่อนที่หน้ากระดาษจะสะอาดไร้รอยหมึก แซมได้เห็นชื่อของตัวเองถูกเขียนด้วยลายมือแสนหวัดของคนรักอยู่เต็มหน้ากระดาษ

เขาและทัสเกอร์รู้ดีว่า ชีวิตของพวกเขาจะมีกันและกันจนถึงวินาทีสุดท้ายของความทรงจำ แต่ถึงอย่างนั้นทัสเกอร์ก็เริ่มคิดว่า ตนเองคือภาระของแซม เขาตีตัวออกห่าง และผลักไสอีกฝ่ายไปอย่างเจ็บปวดใจ

“อย่าผลักผมออกไป ผมจะอยู่กับคุณ” แซมบอกกับทัสเกอร์ที่พยายามจัดแจงวางแผนชีวิตให้กับเขาในวันที่ทั้งสองอาจไม่ได้อยู่ด้วยกัน

เรื่องนี้ไม่ต่างจากชีวิตใครหลายคน เราแสดงความเป็นห่วงพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน หรือคนเฒ่าคนแก่ในครอบครัว และพยายามทำทุกอย่างเพื่ออำนวยความสะดวก และมอบความรักให้โดยไม่อยากให้พวกเขาคิดว่าตนเองเป็นภาระแม้แต่น้อย แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงเมื่ออีกฝ่ายรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระที่ทำให้คนรักของเขาต้องลำบาก ต่างฝ่ายต่างก็เจ็บปวดกันทั้งคู่

หลายครั้งพ่อแม่ปฏิเสธการไปหาหมอ คนแก่ในบ้านไม่ยอมบอกลูกหลานว่าตนเองป่วย คนรักปิดบังความไม่สบายใจเพราะไม่อยากเพิ่มภาระให้อีกฝ่าย บางครั้งคนเหล่านี้ถูกมองว่าดื้อหรือไม่รักตัวเอง แต่ในทางกลับกัน สิ่งเหล่านี้คือตัวแทนความรักความห่วงใยที่ถูกแสดงออกมาในมุมมองที่แตกต่าง และเราไม่อาจตัดสินได้ว่าการปฏิบัติตัวแบบไหนที่ถูกต้องที่สุด

สิ่งหนึ่งที่แซมเลือกจะทำ คือการใช้เวลาอยู่ในชีวิตของคนรักให้มากที่สุด เขาทำให้ทัสเกอร์รับรู้ว่าตนเองไม่ได้โดดเดี่ยว เพราะแซมจะอยู่เป็นพลังใจ เป็นคนข้างกาย และเป็นคนที่เคารพในการตัดสินใจของอีกฝ่ายอย่างที่ใครคนอื่นไม่อาจทำได้ ถึงแม้แซมจะต้องทรมานราวกับตายทั้งเป็นก็ตาม

ประคองโลกของกันในวันที่สั่นคลอน

ถึงแม้เวลาของทัสเกอร์จะค่อย ๆ หมดลง แต่เขายังอยากจะเลือกเส้นทางชีวิตให้ตนเอง ทัสเกอร์ที่ป่วยรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นบนรถบ้านที่เขาใช้เดินทางกับคนรักอย่างแซม พวกเขาหลงทางบ้าง ทะเลาะกันเรื่องจีพีเอสบ้าง แต่ทุกวินาทีที่หมดไปคือทุกวินาทีที่ทั้งสองได้ใช้ร่วมกันอย่างมีคุณค่า

แซมอยากจะทำอะไรมากมายให้กับคนรักของเขา เขาพร้อมจะทิ้งอาชีพนักดนตรีเพื่อมาอยู่เคียงข้างทัสเกอร์ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทัสเกอร์ต้องการ ทัสเกอร์อยากให้แซมมีชีวิตที่ดีและเติบโตต่อไปตามทางที่สมควร เมื่อปลายทางของทั้งคู่คือการเห็นคนรักมีความสุข แต่วิธีการที่ทั้งสองเลือกใช้กลับแตกต่างกัน ทำให้แซมและทัสเกอร์มักจะจบลงที่การระบายความรู้สึกออกมา

“ถ้าคุณขอพรได้ 1 ข้อ คุณจะขออะไร?”

“ผมไม่อยากให้วันหยุดของเราต้องจบลง แล้วคุณล่ะ?” แซมถาม

“ผมไม่อยากสมองเสื่อม” ทัสเกอร์เอ่ย

“แต่คุณรู้ไหม แค่คุณนั่งอยู่เฉย ๆ ตรงนั้น ไม่ต้องทำอะไร คุณก็ประคองโลกได้ทั้งใบ”

แซมนิ่งไปกับประโยคเด็ดของทัสเกอร์ที่ทุกคนคงจะจดจำกันได้ ในใจลึก ๆ ของทัสเกอร์ เขาอาจไม่ได้ต้องการการปกป้องจากแซม แต่เขาต้องการให้แซมอยู่เคียงข้างกัน และสนับสนุนสิ่งที่เขาเลือกมากกว่า

ภาพยนตร์เรื่อง Supernova มอบความหมายหลายอย่างในชีวิตให้คนดูได้ครุ่นคิด การครุ่นคิดนั้นไม่ใช่เพื่อหาคำตอบหรือคำโต้แย้ง แต่กลับกลายเป็นการตั้งคำถามว่า หากคนสำคัญของเราต้องเผชิญกับโรคความจำเสื่อมหรือโรคร้ายอื่น ๆ เราจะวางแผนในอนาคตอย่างไร? แล้วก่อนจะถึงเวลานั้น ในปัจจุบัน เราได้ใช้เวลากับพวกเขามากพอหรือยัง? มากพอจะไม่นึกเสียดายทีหลังหรือเปล่า?

ไม่ว่าจุดจบของภาพยนตร์หรือชีวิตจริงจะเป็นอย่างไร หากยังพอมีเวลาก่อนที่ดวงดาวจะแตกสลาย การเดินเข้าไปหาใครคนนั้น เข้าไปสวมกอด พูดคุย แลกรอยยิ้ม ประทับรอยจูบ และอยู่เคียงข้างไม่ให้พวกเขารู้สึกอ้างว้าง คงจะเป็นหนทางที่ดีในการดูดาวส่องประกายบนดินเป็นครั้งสุดท้าย

เรื่อง: วโรดม เตชศรีสุธี

ภาพ: https://www.imdb.com/title/tt11169050/ 

อ้างอิง

https://www.theguardian.com/film/2021/jun/27/supernova-review-colin-firth-stanley-tucci-dementia-road-trip-drama

https://www.theguardian.com/film/2020/sep/22/supernova-review-colin-firth-stanley-tucci-toronto

https://www.imdb.com/title/tt11169050/

https://scrapsfromtheloft.com/movies/supernova-2020-transcript/ 


นักจิบชามะนาวผู้หลงใหลในการเขียนและงานเขียน รักธรรมชาติ และการสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม