Post on 12/06/2021

Sweet & Sour : หวาน 2 เปรี้ยว 3 รสรักแห่งการตัดสินใจที่สอนให้เราเติบโต

/ **บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่อง Sweet & Sour** /

“หนักหรือเปล่า? ถ้าหนักก็แปลว่ารัก”

ลุงปริศนาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นตัวแทนความรักวงน้อยที่เคยอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายของ ‘ดาอึน’ (รับบทโดย แชซูบิน) ถูกส่งกลับมาถึงมือคนที่มอบให้อย่าง ‘จางฮยอก’ (รับบทโดย จางกียง) พร้อมความรักและความสัมพันธ์ระยะไกลที่พังไม่เป็นท่า 

ภาพยนตร์จาก Netflix กำกับโดย ‘อีกเยบยอก’ ตั้งใจถ่ายทอดชีวิตของคู่รักที่พยายามประคับประคองความสัมพันธ์ ขณะที่พวกเขาถูกท้าทายด้วยโอกาส เวลา และหน้าที่การงานที่กำลังเติบโต

โดยชื่อของภาพยนตร์ Sweet & Sour ไม่ได้หมายถึง รสรักที่หวานอมเปรี้ยวเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะสำนวนภาษาอังกฤษยังหมายถึง ‘เรื่องดีและเรื่องไม่ดี’ ซึ่งเป็นความแน่นอนที่คู่รักจะต้องพบเจอ แต่ปัญหาคือ ก่อนที่พวกเขาจะเดินไปถึงปลายทาง คนรักแต่ละฝ่ายได้ทำอะไรในความสัมพันธ์ของพวกเขาบ้าง? พวกเขาโอบกอดแค่ความหวาน แล้วพยายามกลืนความขมลงคอ หรือพวกเขาทิ้งความขมไป เพื่อหาความหวานใหม่ที่ชุ่มชื่นหัวใจกว่าเดิม?

ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่นกับ ‘โอกาสในการตัดสินใจ’ ได้อย่างถึงแก่น ทั้งผู้กำกับยังค่อย ๆ เพิ่มระดับความหวานได้อย่างแสบทรวง ทั้งหมดคือความจริงอันซับซ้อนและเจ็บปวดที่ดาอึนและจางฮยอกต้องพบเจอจากการตัดสินใจของกันและกันที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ฉากแรกในโรงพยาบาล

ดอกรักผลิบานในวันที่เข้าโรงพยาบาล

นางพยาบาลสาวดาอึนทำงานอย่างหนักวันละ 8 ชั่วโมง เธอมีเวลาพักผ่อนน้อยไม่ต่างจากกำลังใจที่มี จนกระทั่งผู้ป่วยชายนามว่า จางฮยอก ได้เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาล ความรักของพวกเขาก็ผลิบานเป็น ‘ความหวานกรุบแรก’ ที่กามเทพส่งให้

การพากันไปเที่ยว ขับรถไปรับไปส่ง นั่งกินข้าวด้วยกัน นอนหนุนตัก และโอบกอดกันจนผล็อยหลับไปดูจะเป็นกิจวัตรประจำวันอันแสนธรรมดาของหนุ่มสาว จางฮยอกมักรับหน้าที่นำขยะไปทิ้ง และเปลี่ยนหลอดไฟให้กับดาอึนเสมอ นั่นเพราะเขาทำงานเป็นสถาปนิกในบริษัทที่ไม่ห่างจากบ้านของคนรักมากนัก ทั้งคู่มีเวลาให้กันอย่างเพียงพอ จนกระทั่งจางฮยอกถูกส่งตัวไปยังบริษัทใหญ่ในโซล ทำให้เวลาส่วนใหญ่ของเขาถูกผลาญไปกับรถติด และการทำโอที

จากเวลาที่เคยเพียงพอจึงหดลงจนแทบไม่เหลือ พร้อมกับที่จางฮยอกได้เจอสาวคนใหม่ในที่ทำงานอย่าง ‘โบยอง’ (รับบทโดย คริสตัล f(x)) ถึงแม้เดิมทีใจของจางฮยอกจะไม่ได้เปิดรับโบยองอย่างออกหน้า แต่บรรยากาศและความใกล้ชิดก็เปิด ‘โอกาส’ ให้พวกเขาเริ่มมีความรู้สึกดี ๆ ให้แก่กัน

จางฮยอกเริ่มยอมแพ้ต่อสภาพรถติด และการแข่งขันในที่ทำงาน การกลับบ้านทุกวันเพื่อไปหาดาอึนดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาแอบเหนื่อยหน่าย ทั้งในช่วงหลังเขาก็เริ่มโกหกดาอึนด้วยข้ออ้างแสนเบสิกอย่างคำว่า ‘พี่ต้องทำโอที’

ขอโทษนะพี่ต้องทำงานล่วงเวลา

ความเปรี้ยวกรุบที่ 1 เกิดขึ้นเมื่อเวลาที่เคยมีให้กันถูกแบ่งไปให้กับสิ่งอื่น ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การดื่มเหล้าเข้าสังคม หรือการใช้เวลาอยู่บนท้องถนน 

ผู้กำกับอีกเยบยอกสะท้อนสภาพสังคมที่บั่นทอนความสัมพันธ์ออกมาได้อย่างตรงจุด ความเหนื่อยหน่ายกับรถติดทำให้คู่รักอารมณ์ร้อนและหัวเสีย ฝ่ายที่ต้องไปทำงานมักต้องตื่นเช้ากว่าเดิมเพื่อต่อสู้กับการเข้างานที่ตรงเวลา พวกเขาทำโอทีต่อในบางวัน ทำให้เวลาในการทำงานเพิ่มขึ้น แต่เวลาที่มีให้คนรักน้อยลง ทั้งในบางสังคม การสังสรรค์หลังเลิกงานยังเป็นโอกาสในการเข้าหาเจ้านาย นั่นทำให้ ‘เวลา’ ถูกพรากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมา และไม่มีทางทดแทน

แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละบุคคลด้วยว่าพวกเขาเลือกอะไร?

สำหรับจางฮยอกแล้ว ดาอึนอาจเคยสำคัญกว่างาน จนสำคัญเท่างาน และสำคัญน้อยกว่างาน ซึ่งภาพยนตร์ยังแสดงให้เห็นอีกว่า การตัดสินใจของคนคนหนึ่งล้วนมีผลจากสภาพแวดล้อมที่บีบบังคับ อยู่ที่ว่าบุคคลนั้นสามารถต้านทานสิ่งเร้ารอบกายได้มากเพียงใด และคนที่เคยสำคัญนั้นยังสำคัญเท่าเดิมหรือเปล่า?

หลังจากที่จางฮยอกกลับบ้านในรอบหลายวัน เขาอ่อนเพลียและเหนื่อยล้าจนมีปากเสียงกับดาอึนที่ขอให้เขาออกไปทิ้งขยะให้กลางดึก และจังหวะนั้นเอง จางฮยอกก็ได้รู้ว่าดาอึนกำลังตั้งครรภ์ลูกของเขา แต่แทนที่ดาอึนจะได้เห็นรอยยิ้มในวันที่ความสัมพันธ์เริ่มระหองระแหง เธอกลับได้เห็นใบหน้าที่เคร่งเครียด และการตัดสินใจที่บาดลึกในความทรงจำแทน

ฉันรู้สึกผิดกับลูกเราที่พี่ไม่ยอมเก็บไว้

“ฉันไม่ได้เจ็บอะไร แค่เศร้านิดหน่อยเท่านั้นเอง”

หลังจากประเทศเกาหลีใต้อนุญาตให้ผู้หญิงทำแท้งได้หากอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์โดยไม่มีความผิด จางฮยอกจึงตัดสินใจพาดาอึนไปยังคลินิกสูตินรีเวช ระหว่างนั้นดาอึนสังเกตว่าคนรักของเธอดูจะอ่อนเพลีย และไม่อยากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายเต็มไปด้วยสตรีมีครรภ์และเด็กเล็ก เธอจึงขอให้เขาไปรอในรถ โดยบอกกับเขาว่าเธอไม่เป็นไร พร้อมส่งรอยยิ้มที่อ่อนหวานแต่เจ็บปวดสุดหัวใจไปให้

ดาอึนรู้ดีว่าจางฮยอกเองก็รู้สึกผิดอยู่เต็มอก แต่เธอก็ยอมรับในการตัดสินใจของเขา นั่นทำให้ทั้งคู่มีโอกาสได้นอนกอดกันอีกครั้งในระยะเวลาสั้น ๆ เพราะสุดท้ายจางฮยอกก็จำใจลุกขึ้นแต่งตัว และฝ่ารถติดไปทำงาน

ความเปรี้ยวกรุบที่ 2 กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ เพราะจางฮยอกและดาอึนเกิดทะเลาะกันอีกครั้งในรถ หลังจากที่ฝ่ายชายเผลอเรียกดาอึนว่า “โบยองคนสวยของพี่” เขายังโอบแก้มของดาอึนด้วยสองมือที่อบอุ่นเหมือนเคย แต่เพราะใจที่เปราะบางอยู่แล้ว ความอดทนของดาอึนจึงพังทลายลง

การหาคำตอบว่าใครถูกหรือผิดคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ เพราะสิ่งที่แฝงอยู่ในเนื้อหาของภาพยนตร์ คือการแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการตัดสินใจ รวมไปถึงบทบาทของเวลาที่มีอำนาจในการเปลี่ยนใจคน ก่อนที่จุดจบจะเป็นการกลืนทุกสิ่งอย่างลงคอโดยที่ไม่มีโอกาสได้ลองลิ้มชิมรสอะไรอีกแล้ว

กินข้าวนะอย่ากินเบอร์เกอร์

ลุงปริศนาคนเดียวกับตอนต้นยังคงทำหน้าที่ของเขาอย่างแข็งขัน เรียกได้ว่าลุงคืออิสระแห่งการตีความ ผู้กำกับอาจออกแบบตัวละครนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน หรือเขาอาจเป็นตัวแทนของประสบการณ์ แรงดึงดูด เสียงที่อยู่ในใจ ความจริงตรงหน้า หรือโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้ แต่อย่างน้อยการมาของลุงพร้อมคัตเอาต์ไฟที่ถูกสับลงก็มักจะทำให้เราฉุกคิดอะไรบางอย่างได้

“กินข้าวนะ อย่ากินเบอร์เกอร์”

ไม่รู้ว่าความหมายที่แท้จริงของประโยคดังกล่าวคืออะไร แต่หลังจากนั้นจางฮยอกก็ไม่ได้กินเพียงเบอร์เกอร์ เพราะเขาได้กินคนที่ซื้อเบอร์เกอร์มาให้อย่างโบยองด้วย นั่นคงจะอนุมานได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างดาอึนและจางฮยอกได้จบลงแล้ว

เมื่อฝ่ายชายเริ่มต้นใหม่กับหญิงสาวในที่ทำงาน ดาอึนเองก็ได้เวลาพบกับความหวานกรุบใหม่ เพราะคนไข้คนหนึ่งได้เข้ามาดามใจของเธอพอดี เขากลายเป็นคนที่ช่วยดาอึนทิ้งขยะ และเปลี่ยนหลอดไฟ จนห้องของดาอึนสว่างขึ้นอีกครั้งไม่ต่างจากหัวใจดวงน้อยที่จะไม่เปล่าเปลี่ยวอีกต่อไป ในที่สุดเธอเลยตัดสินใจให้หนุ่มคนใหม่ได้มาแทนที่จางฮยอกในทริปคริสต์มาสที่เกาะเชจู

ถ้าหากว่าคุณรู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นมาจงไปยังเกาะเชจู

ความเปรี้ยวกรุบสุดท้ายลั่นดังเหมือนอกที่หักซ้ำซ้อนของจางฮยอก เขาที่เป็นคนตัดสินใจปล่อยมือดาอึนกำลังหันหลังกลับไปหาเธออีกครั้ง แต่เจ้าของตั๋วเครื่องบินสู่เกาะเชจูได้ถูกเปลี่ยนมือเสียแล้ว เขาพร่ำถามตัวเองว่าความผิดพลาดระหว่างทั้งคู่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?

ตอนที่เขาให้เธอไปทำแท้ง?

ตอนที่เขาเรียกชื่อดาอึนเป็นโบยอง?

ตอนที่เขาไม่ยอมเปลี่ยนหลอดไฟ?

หรือตอนที่เขาเลือกจะออกมาทำงานที่โซล?

ไม่ว่าเขาจะมองหาจุดที่ผิดพลาดเจอหรือไม่ การตัดสินใจของเขาก็ได้นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ปลายทางแล้ว จางฮยอกค้นพบว่าทุกอย่างมันสายเกินแก้

“ถ้าพลาดรถแท็กซี่ก็ยังเรียกคันต่อไปได้ แต่ถ้าเราเสียใครไปแล้ว ก็จบแค่นั้น คุณจะคิดถึงเธอมากเลย”

ลุงปริศนาบอกแบบนั้นราวกับเห็นนิมิตล่วงหน้า ตอนนี้จางฮยอกวิ่งกลับมาหาโบยองอีกครั้งในงานเลี้ยงพนักงาน แต่แหวนวงเดิมที่เขากำไว้กลับไม่อาจหาเจ้าของใหม่เจอ ดวงตาของจางฮยอกบ่งบอกถึงความเสียดาย ‘รู้งี้ทำอย่างนั้นดีกว่า…’

ผลลัพธ์ที่ไม่อาจหยั่งรู้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาที ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง Sweet & Sour ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ภายใต้ความผิดพลาด ทุกคนยังมี ‘โอกาส’ ในการแก้ตัว ตราบเท่าที่ยังมี ‘เวลา’ หลงเหลือในความสัมพันธ์ มิเช่นนั้นก็คงต้องยอมรับความผิดพลาดดังกล่าวในฐานะความเปรี้ยวที่สอนให้เราเติบโตแทน

เรื่อง: วโรดม เตชศรีสุธี

อ้างอิง : ภาพยนตร์เรื่อง Sweet & Sour

ที่มาภาพ : https://www.netflix.com/title/81413901 


นักจิบชามะนาวผู้หลงใหลในการเขียนและงานเขียน รักธรรมชาติ และการสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Related

รีวิวคอนเสิร์ต Bomb at Track โชว์ที่ชวนคนดูระเบิดเสียงตะโกนกันให้ลั่นฮอลล์ บอกเลยว่ามัน !

‘มัทรี’ ของศรีดาวเรือง กับการท้าทายบทบาทของความเป็นผู้หญิงในสังคม

รีวิว หัวหิน อินเตอร์เนชันแนล แจ๊ส เฟสติวัล 2019 มหกรรมดนตรีที่มากกว่าแค่โชว์ริมทะเล

หนึ่งวัน ณ เขาใหญ่ กับ “ครอบครัวคันโต” ที่จะพาไปเจอกับ “ความสงบ ดนตรี เรือดำน้ำ และ ไร่ไวน์”

โฆเซ การ์เรรัส กับคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายในไทย “สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่มีชีวิต”

Zootopia (2016): สังคมเท่าเทียมที่เปิดกว้างและหลากหลาย โลกที่กระต่ายสามารถเป็นตำรวจได้

The Big Short: วิกฤตการเงินอเมริกา กับชัยชนะของคนมองโลกในแง่ร้าย

พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ “สองล้านสุดท้ายกับการเดิมพันบนโลกออนไลน์”