Post on 26/04/2022

Sweet Child O’ Mine เพลงร็อกอมตะที่ปั้นจากกวีและเล่นแจมไปเรื่อยเปื่อย ได้ผลแจ่มเกินคาด

วง Guns N' Roses แสดงในวันที่ 4 มกราคม 1986 ที่ Troubadour ในลอสแองเจลิส

ตัวอย่างภาพยนตร์ ‘ธอร์’ (Thor) ซูเปอร์ฮีโร่จากค่ายมาร์เวล (Marvel) ภาคล่าสุดที่ใช้ชื่อว่า Love and Thunder คลอดออกมาให้แฟนกรี๊ดกันเมื่อ 18 เมษายน 2022 (ตามเวลาในไทย) ไม่เพียงแค่แฟนหนังมาร์เวลจะได้เห็นหน้าหนังภาคล่าสุดแล้ว สำหรับแฟนหนังที่ฟังเพลงด้วย น่าจะเนื้อเต้นยิ่งขึ้นจากที่ได้ยินเสียงเพลงประกอบตัวอย่างหนังเป็นบทเพลง Sweet Child O’ Mine ของ Guns N’ Roses วงร็อกแถวหน้าจากยุค 80-90s

ทันที่เสียงกีตาร์จากอินโทร (intro) เพลง Sweet Child O’ Mine ดังขึ้น หลายคนอาจนึกถึงมิวสิกวิดีโอ (MV) เพลงดังเพลงนี้ (โดยเฉพาะ MV ฉบับ Alternate Version) ซึ่งเปิดมาด้วยภาพ ‘สแลช’ (Slash) มือกีตาร์หัวฟูสวมหมวกทรงสูงยืนตั้งท่าแหกขากว้าง ก่อนจะไล่เรียงกลุ่มโน้ตเป็นทำนองที่ให้สุ้มเสียงเฉพาะตัว

ขณะที่ลีลาท่าทางควบคู่กับการร้องของแอ็กเซิล ในช่วงรุ่งเรืองก็โดดเด่นไม่แพ้มาดของสแลช ท่าเต้นของแอ็กเซิล ในเวลานั้นไม่สามารถหาใครเหมือน และไม่เหมือนใครด้วยทรวดทรงรูปร่างเฉพาะตัวของแอ็กเซิล (ในยุคแรก)

เมื่อเวลาผ่านไป เพลงนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เพียงแค่เป็นอีกหนึ่งแทร็กที่สร้างชื่อให้กับ Guns N’ Roses ผลักดันให้งานเพลงของวงไปติดชาร์ตเพลง(กระแสหลัก) เพลงนี้ยังช่วยขยายฐานคนฟังจากแฟนเพลงร็อกไปสู่แฟนเพลงกลุ่มอื่นด้วยเมื่อเพลงนี้ถูกนำไปเล่นใหม่โดยศิลปินชื่อดังจำนวนมากหลากหลายแนวนอกเหนือจากศิลปินแนวร็อก

ศิลปินที่เล่นมีตั้งแต่แคร์รี่ อันเดอร์วูด (Carrie Underwood) ไล่ไปจนถึงเชอร์ริล โครว์ (Sheryl Crow) ที่นำเพลงนี้ไปเล่นจนได้รางวัลแกรมมี่สาขาแสดงเพลงร็อกยอดเยี่ยมโดยศิลปินหญิง เพลงยังถูกนำไปใช้ประกอบสื่อรูปแบบอื่นอีกมากมายจนมาถึงเพลงประกอบหนัง

เพลงของวง Guns N’ Roses

Sweet Child O’ Mine เป็นเพลงในแทร็กที่ 9 ของอัลบั้ม Appetite for Destruction (1987) อัลบั้มเปิดตัวของวงร็อกจากลอสแองเจลิส (Los Angeles) ซึ่งหลายวงมักถูกจัดกลุ่มไปเรียกว่า ‘แฮร์แบนด์’ (hair band) หรือบางครั้งถูกเรียกว่าเป็น ‘แกลมร็อก’ (Glam Rock) ตามรูปลักษณ์ภายนอกที่มักมีสมาชิกไว้ผมยาว แต่งกายด้วยเสื้อผ้าแสบสัน

Guns N’ Roses เป็นอีกหนึ่งวงที่มาจากแอลเอและมีรูปลักษณ์ภายนอกในทิศทางใกล้เคียงวง ‘แฮร์แบนด์’ รุ่นพี่ในยุคไล่เลี่ยกัน แต่ Guns N’ Roses กลับมีแนวดนตรีที่หนักแน่น สอดคล้องกับคำว่า ‘ฮาร์ดร็อก’ เสียมากกว่า

สมาชิกในวงอย่างดัฟฟ์ แม็กเคแกน (Duff McKagan) มือเบสเพื่อนซี้ของสแลช, สตีเว่น แอดเลอร์ (Steven Adler) มือกลอง และอิซซี่ สตราดลิน (Izzy Stradlin) มือกีตาร์อีกรายของวงล้วนมีบทบาทสำคัญต่อองค์ประกอบงานเพลงของวง แต่ปฏิเสธได้ยากว่าขุมพลังหลักที่โดดเด่นที่สุดของ Guns N’ Roses มาจากเสียงร้องของแอ็กเซิล โรส (Axl Rose) และสแลช (Slash)

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือซิงเกิล Sweet Child O’ Mine ซึ่งทำให้วง Guns N’ Roses ทำสถิติมีเพลงฮิตอันดับแรกในชาร์ตเพลงในสหรัฐฯ อินโทรของเพลงนำมาด้วยเสียงกีตาร์ของสแลช เป็นริฟฟ์ที่ค่อนข้างแปลกหู(ในเชิงบวก) แตกต่างจากไลน์กีตาร์ของวงร็อกอื่น ๆ

ขณะที่เสียงร้องของแอ็กเซิล ไม่ได้มีแค่แหลมสูงทรงพลังตามสไตล์วงร็อกยุคนั้น แต่กลับสามารถครอบคลุมไปถึงโทนเสียงระดับอื่น ๆ ได้ตามอารมณ์ของเพลง

แอ็กเซิล เขียนเนื้อร้องเพลงนี้จากกลอนที่(ยังเขียนไม่เสร็จ)เสมือนเนื้อหาแนวจดหมายรักพรรณนาถึงคนรักในเวลานั้นชื่อเอริน เอฟเวอรี (Erin Everly) ลูกสาวของดอน เอฟเวอรี (Don Everly) แห่งวง The Everly Brothers เอ่ยถึงรอยยิ้ม, ดวงตาสีฟ้า, ผมอันอบอุ่นนุ่มนวล ที่ทำให้เขานึกถึงความทรงจำวัยเด็กในสถานการณ์ต่าง ๆ (แต่ทั้งคู่คบกันได้ไม่นาน) โดยมีอิทธิพลส่วนหนึ่งมาจากงานเพลงแบบเซาเธิร์นร็อก แอ็กเซิล เล่าว่า เขาไปหางานของวงในตำนานอย่าง Lynyrd Skynyrd มาฟังเพื่อให้ได้อารมณ์เพลงแนวเดียวกับวง Lynyrd Skynyrd

ส่วนท่อนอินโทรที่เป็นเสียงกีตาร์ของสแลช เขาเล่าจุดเริ่มต้นของเพลงไว้ว่า ขณะที่วงยังอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน ครั้งหนึ่งเขาแค่เล่นโน้ตไปเรื่อยเปื่อย และอิซซี่ มือกีตาร์อีกรายของวงเล่นคอร์ดคลอตามไป จากนั้นวงก็เริ่มแจมกันต่อไปเรื่อย ๆ แอ็กเซิล ที่อยู่ชั้นบนได้ยินทำนองเพลงเข้า วันต่อมาที่พวกเขาไปเริ่มพรีโปรดักชั่นของงานเพลง แอ็กเซิล เอ่ยขึ้นมาว่าให้วงเล่นทำนองที่เขาได้ยินเมื่อวานอีกครั้ง เมื่อนั้นสมาชิกคนอื่นถึงรู้ว่า แอ็กเซิล วางเนื้อร้องขึ้นมาจากทำนองที่ได้ยินวงแจมกันหลวม ๆ

เกร็ดและควันหลง

มีเกร็ดเล็กน้อยว่า หลังจากท่อนโซโล่อันร้อนแรงของสแลช เพลงมาถึงช่วงเนื้อร้องที่แอ็กเซิล ค่อย ๆ ร้องด้วยเสียงโทนต่ำ(ก่อนค่อย ๆ ไต่ระดับเสียงขึ้น) ว่า “Where do we go now?” (เราจะไปไหนต่อดี?) ความหมายของเนื้อร้องจริง ๆ แล้ว ค่อนข้างตรงตัวตามคำถามเลย เพราะท่อนนี้เริ่มมาจากว่าวงไม่รู้ว่าจะเขียนเพลงไปอย่างไรต่อ แต่ความ “ไม่รู้” ในท่อนนี้กลับเป็นท่อนที่เข้ากับเพลงได้ดีทีเดียว วงเลยตัดสินใจคงท่อนนี้ไว้ในเพลงด้วย แล้วเลือกจะค่อย ๆ เร่งจังหวะและเสียงดนตรีในท่อนต่อมาก่อนจบเพลงด้วยการเอื้อนเสียงสูงปี๊ดของแอ็กเซิล ตีคู่มากับเสียงกีตาร์ของสแลช

ที่จริงแล้ว สแลช รู้สึกว่าเพลงนี้แตกต่างจากคาแรกเตอร์ของวงที่ค่อนข้างหนักแน่นดุดันเมื่อเทียบกับเพลงอื่นในอัลบั้มเดียวกันอย่าง Welcome to the Jungle (ซิงเกิลแรกที่วงปล่อย), It’s So Easy, Paradise City และเมื่อมาถึง Sweet Child O’ Mine กลับเป็นเพลงออกแนวบัลลาดในจังหวะเร็วขึ้นมาหน่อย (Uptempo ballad) แต่แล้วเพลงนี้กลับเป็นเพลงฮิตที่สุดของวงไปโดยปริยาย

เพลงนี้ทำให้สถานีวิทยุเริ่มเปิดงานของวงกันมากขึ้น ปี 1988 หลังจากอัลบั้มปล่อยออกมาได้ราวหนึ่งปี อัลบั้มเข้าไปติดชาร์ตแถวบนของบิลบอร์ด (Billboard 200) นาน 4 สัปดาห์ อัลบั้มยังวนเวียนอยู่ในชาร์ตเกือบ 3 ปีหลังจากปี 1987 หากนับยอดขายอัลบั้มเปิดตัวของศิลปินทั่วโลกแล้ว อัลบั้ม Appetite for Destruction คือหนึ่งในอัลบั้มเปิดตัวที่ทำยอดขายสูงสุดตลอดกาล

นับจากวันที่ปล่อยอัลบั้ม เพลง Sweet Child O’ Mine มีอายุมากกว่า 30 ปีแล้ว แต่เพลงนี้ยังไม่ได้จางหายไปไหน ยังคงวนเวียนอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ยินผ่านหูบ่อยครั้ง ยิ่งเมื่อกระแสย้อนยุคเริ่มกลับมา เพลงนี้มักถูกหยิบยกมาใช้ผสมเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของสื่อหลายชนิด

เพลงนี้ผ่านเส้นทางมายาวนาน มีเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงนี้มากมาย แฟนเพลงชาวไทยมักแซวว่ามีเพลงของศิลปินรุ่นใหญ่บางท่อนคล้ายอินโทรเพลงนี้ ขณะเดียวกัน เพลง Sweet Child O’ Mine เคยโดนกล่าวหาว่าลอกเลียนแบบทำนองเพลง Unpublished Critics ของ Australian Crawl เช่นกัน แม้ทั้งสองฝ่ายจะยอมรับว่าผลงานของพวกเขาละม้ายคล้ายกันจริง แต่ดัฟฟ์ แม็กเคแกน มือเบสของวงถึงกับสาบานว่าไม่ได้ลอกเลียนแบบเพลงของ Australian Crawl และเขาเพิ่งเคยฟังเพลงนั้นเมื่อปี 2015

ครั้งที่มาร์เวล (Marvel) ผลิตภาพยนตร์ทีมซูเปอร์ฮีโร่อย่าง Guardians of the Galaxy (2014) โดยใส่เพลงย้อนยุคเข้าไปเป็นองค์ประกอบด้วย ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จอย่างงดงามพร้อมกับกระแสนิยมในเพลงประกอบจนเกิดอัลบั้มเพลงประกอบหนัง (เป็นมิกซ์เทป) ในรูปแบบเทปคาสเซ็ตต์ (cassette) ออกมาวางจำหน่ายเลยทีเดียว

ล่าสุด เมื่อนำธอร์ (Thor) ซูเปอร์ฮีโร่เทพนอร์ส กลับมาในภาพยนตร์เดี่ยวภาคที่ 4 ในชื่อ Love and Thunder โดยใส่ธีมแฟนตาซีแนว 90s และมีทีม Guardians of the Galaxy เข้ามาด้วย เพลง Sweet Child O’ Mine ที่ปรากฏในหนังเดี่ยวของธอร์ช่วยยกระดับบรรยากาศได้ดี ไม่แพ้ภาคก่อนที่นำริฟฟ์กีตาร์จากเพลงดังของ Led Zeppelin มาใช้ด้วย

สำหรับกรณีเพลงดังของ Guns N’ Roses ด้วยคุณภาพและเอกลักษณ์ของงานเพลงนี้ ไม่ว่า จะไปเปิดในบริบทใด Sweet Child O’ Mine จะยังคงเป็นเพลงแห่งยุคของ Guns N’ Roses และมาพร้อมภาพของขุมพลังเด่นของวงอยู่เสมอ

อ้างอิง :

https://au.rollingstone.com/music/music-lists/best-songs-of-all-time-30065/guns-n-roses-sweet-child-o-mine-30479/

https://www.rollingstone.com/music/music-lists/readers-poll-the-10-best-guns-n-roses-songs-10649/

https://www.firstpost.com/entertainment/guns-n-roses-was-to-1980s-what-the-rolling-stones-were-to-the-60s-rebellious-debauched-and-casually-riotous-10403551.html

https://www.ranker.com/list/making-of-sweet-child-o-mine/tracey-graham

https://www.history.com/this-day-in-history/guns-n-roses-make-popular-breakthrough-with-sweet-child-o-mine


นักผจญภัยในเมืองที่หลงเสน่ห์เรื่องราวทุกชนิด ใช้ชีวิตอยู่กับยุทธจักรแห่งการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน

Related

ไบรอัน เมย์: ‘(52665) Brianmay’ ดวงดาวนำทางชีวิต ของนักดนตรีที่ใช้ปิ๊กเป็นเหรียญหกเพนนี

จีน เพลก์ : ผู้ทำให้เกิด ‘สไปเดอร์แมน’ ฉบับทีวีญี่ปุ่น มาร์เวล ไม่ให้ประเทศอื่นเห็นร่วม 30 ปี

Céline Dion – My Heart Will Go On: เพลงที่เกือบไม่ได้อยู่ในหนัง ‘Titanic’

โอยองซู: จาก หลวงพ่อ’ สู่ ‘คุณตา 001’ แห่ง ‘Squid Game’ และนักแสดงเกาหลีคนแรกที่คว้า Golden Globe 

Mariah Carey – All I Want for Christmas Is You: เพลงคริสต์มาสและปรากฏการณ์หนึ่งในห้าพันล้านปี

โอลก้า สมีร์โนวา นักเต้นผู้ประท้วงสงคราม โดยการลาออกจาก ‘บอลชอย’ คณะบัลเลต์ระดับโลก เพื่ออยู่เคียงข้างชาวยูเครน

คริสเตน สจ๊วต : นางเอก Twilight ที่คิดว่าตัวเองแสดงหนังที่ดีจริง ๆ เพียง 5 เรื่อง

Dr. Strange กับบทบาทสำคัญในการโยงใยมัลติเวิร์สแห่งจักรวาล Marvel