Post on 03/04/2020

“ถุงยางอนามัย” สินค้ายอดฮิตช่วงกักตัวโควิด…จริงหรือ?

กักตัวอยู่บ้านหลายสัปดาห์ หลายคนเลยคิดเล่น ๆ ว่า ยอดขาย “ถุงยางอนามัย” น่าจะพุ่ง แต่จะเป็นอย่างที่ว่าจริงหรือเปล่า มาลองหาคำตอบกัน

ก่อนอื่นมาสำรวจตลาดถุงยางอนามัยในบ้านเราดูก่อน ผลสำรวจพบว่า ปี 2561 ตลาดถุงยางอนามัยของเมืองไทยมีมูลค่าประมาณ 1,400 ล้านบาท (ลดลงจากปี 2560 ราว 2.9%) ผู้เล่นเบอร์หนึ่งคือแบรนด์อินเตอร์อย่าง Durex (ดูเร็กซ์) ที่ครองส่วนแบ่งไปเกือบครึ่งคือ 49.4% รองลงมาคือถุงยางอนามัยแบรนด์ไทย ONETOUCH (วันทัช) ด้วยสัดส่วน 27.1% ส่วนเบอร์สามคือ Okamoto (โอกาโมโต) ถุงยางอนามัยนำเข้าจากญี่ปุ่น ที่ครองตลาดไป 11.7%

“ตลาดถุงยางอนามัยในไทยมีการเติบโตเรื่อย ๆ บางปีตัวเลขอาจลดลงบ้าง แต่ก็ไม่ได้ลดอย่างน่าตกใจ เพราะถุงยางอนามัยยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย” ธนรัตน์ รักอริยะพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮายาชิ โปรดักส์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายถุงยางอนามัย Okamoto บอก

ธนรัตน์นำเข้าและจัดจำหน่ายถุงยางอนามัย Okamoto อย่างเป็นทางการมาได้เกือบสิบปีแล้ว แม้ตอนนั้นเมืองไทยจะมีเจ้าใหญ่ครองส่วนแบ่งอยู่ก่อน แต่จุดเด่นของ Okamoto ที่ทำให้ธนรัตน์ตัดสินใจเดินหน้านำแบรนด์นี้เข้ามาทำตลาดก็คือ การเป็นถุงยางอนามัยเพียงรายเดียวที่ทำถุงยางธรรมชาติบางที่สุดในโลกได้คือ 0.03 มิลลิเมตร ถึงช่วงแรก ๆ ของการนำเข้ามาจำหน่ายจะขลุกขลัก เพราะผู้บริโภคยังติดกับแบรนด์อื่น แต่ผ่านไปสักพัก สินค้าก็เริ่มติดลมบน โดยเฉพาะซีรีส์ 003 ซึ่งเป็นถุงยางที่บางสุด ส่งให้ยอดขาย 4-5 ปีแรกเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 20% ขึ้นไปทุกปี โดยมีฤดูกาลที่ขายดีสุด ๆ คือ เดือนธันวาคม-มกราคม ของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าเข้าปีใหม่ เป็นบรรยากาศแห่งความสุขและการเฉลิมฉลอง

ส่วนปีที่แล้ว เขาเล่าว่า ยอดขายถุงยางอนามัย Okamoto ถือว่ายังทรง ๆ ไม่ได้ดีขึ้นหรือน้อยลงเท่าไหร่ ถ้าให้สรุปก็คงแตกต่างจากปีก่อน ๆ ไม่มาก แต่สิ่งที่ต้องระวังและต้องเตรียมแผนไว้คือ เศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้ชีวิตของทุกคน “แบรนด์ของเรามีราคาค่อนข้างสูงกว่าแบรนด์อื่น ถ้าคนมีรายได้น้อยลง เขาก็อาจจะเปลี่ยนไปใช้แบรนด์ที่ราคาถูกกว่า” ธนรัตน์ บอก  

มาปีนี้ที่โควิด-19 แพร่ระบาด ทำให้คนส่วนมากกักตัวเพื่อความปลอดภัย แถมยังมีแคมเปญ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” อาจเกิดการสานรักสานสัมพันธ์กันมากขึ้น หลายคนจึงอดแซวกันขำ ๆ ไม่ได้ว่า สงสัยยอดขายถุงยางน่าจะพุ่ง กลายเป็นสินค้าขายดีอย่างเงียบ ๆ เรื่องนี้จริงหรือไม่จริงกันแน่?

“มันก็อาจมีส่วนจริงอยู่บ้าง” ธนรัตน์ ให้ความเห็น แล้วบอกต่อว่า แต่บางคนที่เป็นคนรักหรือเป็นแฟนกัน ไม่ได้เจอกันก็มี บางคนทำงานกลุ่มเสี่ยงหรือกลับจากประเทศเสี่ยง เลยเลือกจะกักตัวด้วยการแยกห้องกันอยู่หรืออยู่ห่าง ๆ กันไปเลย ส่วนหนึ่งเพื่อความปลอดภัยของอีกฝ่ายและคนในครอบครัว เพราะไม่อยากให้ใครต้องตกอยู่ในความเสี่ยงไปด้วย เพราะฉะนั้น 14 วันที่กักตัว ก็มีแนวโน้มที่จะไม่มีอะไรกันอยู่แล้ว แต่ละคนเจอกันน้อยลง ปฏิสัมพันธ์ก็น้อยลงตามหลัก

“อาบอบนวดที่ต้องใช้ถุงยางแน่นอนอยู่แล้วก็ปิดไปแล้ว สถานบันเทิงก็ปิดทุกแห่ง คือสถานบันเทิงเขาไม่ได้ใช้ถุงยาง แต่ลูกค้าที่ไปเที่ยวมักจะพกถุงยาง ซึ่งตอนนี้ไม่มีแล้ว ยิ่ง one night stand ตอนนี้ยิ่งไม่มีใครกล้าเสี่ยง ขนาดแฟนบางคนยังไม่เสี่ยงเลย คือหลายอย่างส่งผลให้การใช้ถุงยางลดลง แต่ก็คงมีคนที่อยู่บ้านแล้วมีเซ็กซ์กันก็มี แต่โดยรวมก็ไม่ใช่ว่าทุกคนอยู่บ้านแล้วจะว่าง ๆ ไม่เครียด มีความสุข แล้วมีเซ็กซ์ เพราะตอนนี้บางคนไม่มีงาน ไม่มีเงิน ถามว่าจะมาทำตรงนี้ไหม ก็อาจไม่มีอารมณ์จริง ๆ”

สถานการณ์เหล่านี้ รวมถึงการกำหนดเวลาเปิดปิดร้านสะดวกซื้อที่ไม่ได้เปิด 24 ชั่วโมงเหมือนที่ผ่านมา ทำให้ยอดขายถุงยางของ Okamoto ตกลงราว 20-25% ธนรัตน์คาดการณ์ว่า ยอดที่ตกน่าจะเกิดขึ้นกับตลาดถุงยางเมืองไทยโดยรวมเช่นกัน เขาจึงต้องปรับตัวรับมือด้วยการเน้นสื่อสารและขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทั้งเว็บไซต์ของตัวเองอย่าง Okamoto Thailand รวมทั้งแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Lazada, Shopee แต่เนื่องจากยังมีการสั่งปิดสถานบันเทิงและอาบอบนวด ลูกค้าที่สั่งซื้อถุงยางออนไลน์เพื่อเอาไปใช้ตามสถานที่เหล่านี้ก็อาจยังไม่ซื้อ เพราะไม่มีที่ใช้

“เพราะฉะนั้น เลยไม่ได้หมายความว่าคนไม่ออกจากบ้านแล้วจะหันมาซื้อถุงยางอนามัยออนไลน์กันเยอะขึ้น แต่ยังไงก็ตาม ยอดขายออนไลน์ก็ยังไปได้เรื่อย ๆ ไม่ตกชัดเจนเท่ายอดขายออฟไลน์” เขาสรุป

ในโมงยามที่ทุกธุรกิจต่างต้องเอาตัวรอด ไม่เว้นแม้แต่ถุงยางอนามัย ที่แม้ธนรัตน์จะบอกว่าตอนนี้ยังโชคดีที่โควิด-19 ยังไม่ค่อยกระทบการดำเนินงานของบริษัทในภาพรวมเท่าไหร่นัก แต่เขาก็ไม่ประมาท ต้องคิดหาแผนเตรียมรับสถานการณ์อยู่ตลอด

“ทุกคนต้องปรับตัวกับสถานการณ์นี้ มันจะสั้นหรือจะยาว เราก็ต้องผ่านพ้นมันไปด้วยกันให้ได้ เข้าใจว่าบางธุรกิจปรับยากจริง ๆ ยิ่งงานบริการยิ่งยาก แต่ในวิกฤตยังมีโอกาส ลองคิดหาทางแก้ คิดหาทางออก ตอนนี้เอาแค่พอรอด แค่พอให้หายใจได้ พอจ่ายค่าข้าว พอจ่ายค่าเช่า อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกัน ประคับประคองกัน แล้วเราจะรอดไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน”

 


บรรณาธิการ The People ผู้เขียนเรื่องราวน่าสนใจหลากหลายแง่มุม

Related

ลลิต ศรีธรา ผู้อาสาลดช่องว่างทางชนชั้นด้วย “สตาร์ทอัพ”

พันธ์เลิศ ใบหยก เจ้าของตำนาน “ตึกใบหยก” ตึกที่เคยสูงสุดของไทย

บิล แอคแมน ทำกำไรเกือบ 100 เท่า ในช่วงโควิด-19 ระบาด

รักษ์ วรกิจโภคาทร จากวิศวกรสู่นายธนาคารข้างถนน ผู้ช่วยสร้างชีวิตใหม่ให้คนตัวเล็ก

“เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย” ประโยคเสก 2 พันล้านให้ “ทิฟฟี่” อาณาจักรธุรกิจของ สุภชัย วีระภุชงค์

ฟาเบียน ธิลมัน ผู้ปั้น Pornhub เว็บโป๊ที่เปลี่ยนภูมิทัศน์สื่อลามก

“อิสสระ ถวิลเติมทรัพย์” หยิบ ”อ้อย” สร้างมูลค่าเพิ่ม สานต่อสู่ “พลังงานทดแทน” เพื่อสังคม

ชัยวัฒน์ แต้ไพสิฐพงษ์ ขายผ้า ทำโรงสี ก่อนปั้น “เบทาโกร” สู่หมื่นล้าน