Post on 28/06/2019

เทะสึกะ โอะซะมุ ตำนานแห่งปรมาจารย์ ต้นกำเนิด “เจ้าหนูปรมาณู” ทั้งชีวิตอุทิศเพื่อการ์ตูน

การ์ตูนญี่ปุ่น หรือที่เรียกกันว่า “มังงะ” (Manga) นั้น จริง ๆ แล้วมีมาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 12 หลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่พบคือภาพเขียนรูปสัตว์อย่าง นก กระต่าย หรือ กบ เพื่อล้อเลียนวิถีชีวิตของชนชั้นสูงในญี่ปุ่นสมัยก่อน จนกระทั่งศิลปินที่ชื่อ คัทซึชิกะ โฮะคุไซ ซึ่งมีชีวิตอยู่ตั้งแต่ ค.ศ.1760-1849 เป็นผู้พัฒนาการเขียนการ์ตูนญี่ปุ่นให้เกิดมีเรื่องราว และเป็นคนแรกที่ตั้งชื่อให้ภาพเขียนแนวนี้ว่า “มังงะ” (漫画) ซึ่งหมายถึง ภาพเขียนอันหาแก่นสารหรือสาระใด ๆ ไม่ได้

คัทซึชิกะ โฮะคุไซ เป็นจิตรกรภาพพิมพ์ไม้แกะสลักที่เรียกว่าภาพ “อุคิโยะ” (浮世絵) และมีผลงานอันมีชื่อเสียงมากมายเช่น ภาพเขาฟุจิ 36 มุม หรือ ภาพคลื่นยักษ์ เขาได้ใช้ความรู้ในภาพอุคิโยะมาพัฒนาเป็นงานเขียนแนวมังงะ และยังเขียนตำราวิธีการเขียนภาพมังงะเบื้องต้นเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษากันด้วย

การ์ตูนญี่ปุ่นได้มีการพัฒนามาตลอด แต่ผู้ที่ทำให้การพัฒนาก้าวกระโดดจนกลายเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นในปัจจุบัน และกลายเป็นมรดกไว้ให้ชาวญี่ปุ่นรุ่นหลังและชาวโลกได้ชื่นชมกัน คือ เทะสึกะ โอะซะมุ (手塚治虫) นั่นเอง โอะซะมุสร้างคุณูปการให้การ์ตูนทั้งทางตรงคือสร้างผลงานมังงะและอนิเมะมากมาย และทางอ้อมคือมีส่วนสร้างนักเขียนการ์ตูนรุ่นหลังหลายคนด้วยกัน เช่น ฟุจิโกะ ฟุจิโอะ ผู้เขียนโดราเอมอน หรือ อิชิโนะโมะริ โชทะโร่ ผู้เขียนคาเมนไรเดอร์

โอะซะมุเกิดในปี1928 ในตอนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงเมื่อปี 1945 นั้น เขามีอายุได้ 17 ปีพอดี ซึ่งเป็นวัยที่โตมาพอจะเข้าใจความหายนะที่ญี่ปุ่นได้รับ หลังจากสงครามโลก ญี่ปุ่นก็เปิดรับอารยธรรมตะวันตกผ่านทางอเมริกาอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งคริสตศาสนา ลัทธิปัจเจกนิยม ลัทธิทุนนิยม ประชาธิปไตยแบบอเมริกา การศึกษา การเมืองการปกครอง รวมทั้งรับ ป๊อป คัลเจอร์ จากอเมริกาด้วย ทั้งการ์ตูน Disney อย่างพวก Mickey Mouse หรือ Donald Duck รวมทั้งพวก Superman โอะซะมุที่เกิดในครอบครัวฐานะค่อนข้างดี (เป็นระดับ upper-middle class) จึงมีกำลังทรัพย์มากพอที่จะซื้อหาการ์ตูน Disney และภาพยนตร์จากอเมริกาและยุโรปมาชื่นชมได้ ในขณะที่คนญี่ปุ่นจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงสื่อจากตะวันตกเหล่านี้

นอกจากวาดการ์ตูนแล้ว เขามีงานอดิเรกอีกอย่างคือสะสมแมลงนานาชนิด ซึ่งประสบการณ์จากสื่อของอเมริกาและข้อมูลเกี่ยวกับแมลงจำนวนมากนี้ มีผลต่อการออกแบบพล็อตและตัวละครต่าง ๆ ในการ์ตูนของโอะซะมุในเวลาต่อมา เขาจึงเอาอักษร “แมลง” (虫) ใส่ลงไปในนามปากกาของเขาด้วย และเนื่องจากเขาเรียนจบวิทยาลัยแพทย์ ทำให้ความคิดทางแพทย์มีอิทธิพลอย่างมากในการ์ตูนคุณหมอ Black Jack และมีอิทธิพลต่อการตั้งคำถามถึงความหมายของชีวิตในการ์ตูนหลายเรื่องของเขา

เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่นอยู่ในสภาพเกือบล้มละลายในตอนนั้น ธุรกิจสิ่งพิมพ์ก็ร่อแร่ ทำให้มังงะกลายเป็นสื่อเดียวที่ราคาถูกและสามารถหล่อเลี้ยงจิตใจคนญี่ปุ่นที่บอบช้ำในยุคนั้นได้ เป็นจังหวะดีที่โอะซะมุเริ่มการผสมผสานแนวคิดมังงะญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมเข้ากับแนวคิดต่าง ๆ ของตะวันตก และค่อย ๆ พัฒนามังงะญี่ปุ่นเข้าสู่รูปแบบของการ์ตูนญี่ปุ่นในปัจจุบัน

สำหรับยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยังไม่ได้มีธุรกิจการ์ตูนขึ้นมาในประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นรูปเป็นร่างเหมือนปัจจุบัน เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความกล้าอย่างมากสำหรับคนเรียนจบแพทย์ที่จะลุกขึ้นประกาศตัวว่า “ฉันไม่อยากเป็นหมอโว้ย แต่ฉันจะเป็นนักเขียนการ์ตูน” ที่จริงต้องขอบคุณคุณแม่ของโอะซะมุที่ให้การสนับสนุนให้ลูกชายเดินตามความฝัน เพราะจริง ๆ แล้วโอะซะมุเรียนจบวิทยาลัยแพทย์ แต่ระหว่างที่เรียน ก็ยังชอบวาดการ์ตูนอยู่ตลอด เมื่อลูกชายไปปรึกษาแม่ว่าควรจะเลือกอาชีพอะไรในอนาคต แม่ของเขาก็บอกให้ “ทำสิ่งที่ชอบ” ทำให้โอะซะมุไม่ลังเลที่จะผันตัวเองมาเป็นนักวาดการ์ตูน และสนับสนุนนักเขียนรุ่นน้อง ๆ ที่มีความฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน เป็นการสร้างบุคลากรคนสำคัญ ๆ ต่อวงการการ์ตูนในเวลาต่อมา

โอะซะมุประสบความสำเร็จเป็นเรื่องแรกจากเรื่อง “เกาะมหาสมบัติแห่งใหม่” (新宝島) ซึ่งเป็นการนำนิยายตะวันตกเรื่อง “เกาะมหาสมบัติ” ของโรเบิร์ต หลุยส์ สตีเฟนสัน มาประยุกต์ให้เกิดเป็นเรื่องราวใหม่ ได้รับเสียงตอบรับอย่างงดงามจากนักอ่านในญี่ปุ่น

เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้พัฒนาแนวทางใหม่ ๆ อย่างพัฒนาแนวการแต่งเนื้อเรื่องหลายเรื่องของเขาให้มีความซับซ้อนเป็นเรื่องยาวระดับเป็นนวนิยาย (จากเดิมที่การ์ตูนมักเป็นแค่การ์ตูน 4 ช่องล้อเลียนการเมือง) และพัฒนาวิธีการวาดมังงะญี่ปุ่นแบบใหม่ จากเดิมที่นิยมวาดเป็นกรอบ ๆ ช่อง ๆ แต่โอะซะมุตัดสินใจวาดแบบให้ตัวละครสามารถทะลุกรอบช่อง ๆ ในเล่มได้ คือเขาวาดภาพนิ่งแต่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูภาพยนตร์อยู่ คือมีการเคลื่อนไหว มีความลึกของฉาก มีความสามารถในการเข้าออกจากสถานที่นั้น ๆ ได้ โอะซะมุยังเป็นคนแรกที่ริเริ่มการวาด “ดวงตาที่โตมาก ๆ” เพราะต้องการให้ตัวละครแสดงความรู้สึกได้ชัดเจน จึงวาดตาโตเพื่อให้ใส่รายละเอียดทางอารมณ์ได้ และสไตล์การวาดตาโตก็กลายเป็นบรรทัดฐานกระแสหนึ่งในการ์ตูนญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ เขายังเป็นนักเขียนการ์ตูนคนแรกที่ริเริ่มให้มีการจ้าง “ผู้ช่วย” อย่างเป็นทางการ เพื่อแบ่งเบาภาระของนักเขียนหลัก ทำให้นักเขียนการ์ตูนหลายคนหันมาจ้างผู้ช่วยแบบโอะซะมุกันหมด

ในแง่เนื้อเรื่อง โอะซะมุเชื่อว่า เนื้อเรื่องไม่จำเป็นต้องจบแบบแฮปปี้ เอ็นดิ้ง ทำให้หลาย ๆ เรื่องของเขานั้นมีความหดหู่แต่ก็ลึกซึ้งมาก ซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะประสบการณ์การเรียนแพทย์ บวกกับประสบการณ์เลวร้ายของการได้อยู่ร่วมสมัยกับตอนปรมาณูลงที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ผนวกกับการเห็นญี่ปุ่นย่อยยับหลังสงครามโลก ย่อมทำให้เขามีปมบางอย่างในจิตใจและไม่สามารถมองโลกให้เป็นแง่บวกหรือมองโลกให้สวยงามได้อีกต่อไป

งานเขียนของเขาจึงเต็มไปด้วยความคิดเชิงวิพากษ์ การตั้งคำถามต่อชีวิต ต่อโลกมนุษย์ และมีสีเทา ๆ เจืออยู่แทบทุกเรื่อง และกลายเป็นบรรทัดฐานของการ์ตูนญี่ปุ่นจำนวนมากในยุคหลังว่าเนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับวันสิ้นโลก หรือความหายนะในวงกว้างแบบดิสโทเปีย มีความก้าวร้าวรุนแรง ความปวดร้าว ความตาย แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความหวังและแสงสว่าง โอะซะมุทำให้การ์ตูนญี่ปุ่นกลายเป็นสื่อแนวใหม่ที่ “ไม่ใช่ญี่ปุ่นและไม่ใช่อเมริกัน” แต่เป็นการผสมผสานอารยธรรมจากตะวันออกที่ดำรงอยู่ในญี่ปุ่น เข้ากับอารยธรรมตะวันตกต่าง ๆ ที่ญี่ปุ่นรับผ่านอเมริกา จนกลายเป็นเนื้อเรื่องแนวใหม่ที่ไม่เคยมีประเทศใดในโลกสร้างขึ้นมาก่อน

งานเขียนของโอะซะมุหลายเรื่องจัดเป็นงาน “ขึ้นหิ้ง” ที่แม้แต่ Disney ยังยอมรับ (ถึงขั้นเคยมีดราม่าว่า Lion King เลียนแบบเรื่อง Kimba ของโอะซะมุ แต่ทีมงานของโอะซะมุประกาศแล้วว่า Disney ไม่ได้เลียนแบบนะ) ผลงานเด่นของโอะซะมุที่คนไทยคุ้นเคยกันดีก็เช่น Astro Boy, Princess Knight, Black Jack, Buddha, Phoenix

โอะซะมุ ไม่ได้มีอิทธิพลแค่หนังสือการ์ตูนเท่านั้น เขายังเป็นเจ้าพ่อแห่งอนิเมะทางโทรทัศน์อีกด้วย เขาผลิตอนิเมะทางโทรทัศน์ในราคาที่ “ถูกแสนถูก” จนทำให้นักเขียนการ์ตูนและค่ายผลิตอนิเมะค่ายอื่นแทบล้มละลาย เพราะโอะซะมุคือตัวท็อปของประเทศ แต่เก็บค่าแรงถูกราวกับเหวี่ยงทิ้ง ทำให้ค่ายอื่นไม่สามารถขึ้นราคาค่าแรงให้สมกับที่ลงทุนไปได้ ในวงการอนิเมะถึงขั้นเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “คำสาปแห่งโอะซะมุ” ทำให้ศิลปินด้านการ์ตูนและอนิเมะมีรายได้ไม่คุ้มกับการลงทุนลงแรงไปเลย แต่ที่โอะซะมุทำแบบนี้ก็เพราะต้องการให้งานการ์ตูนและอนิเมะเป็นที่ยอมรับในวงกว้างเร็ว ๆ นั่นเอง เรียกว่าเป็นคนที่ยอมทำทุกอย่างไม่เลือกวิธี เพื่อให้การ์ตูนกลายเป็นสื่อกระแสหลักของญี่ปุ่นให้ได้

นอกจากการสร้างผลงานมังงะและอนิเมะให้กับวงการการ์ตูนญี่ปุ่นแล้ว โอะซะมุยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการสนับสนุนนักเขียนหน้าใหม่จนกลายเป็นนักเขียนชื่อดังหลายคน

จะเรียกว่าเป็นความบังเอิญก็ได้ คือโอะซะมุเกิดที่โอซาก้า แต่เข้ามาทำงานเป็นนักเขียนการ์ตูนที่โตเกียว ตอนแรกเขาไปเช่าห้องพักราคาถูกแบ่งให้เช่าที่อยู่ชั้น 2 ของร้านขายผักแห่งหนึ่งในชินจุกุ แต่เนื่องจากโอะซะมุเริ่มมีชื่อเสียงพอดีในตอนนั้น และโอะซะมุเป็นคนบ้างานมาก ทำงานแบบทั้งวันทั้งคืนก็บ่อย และนิสัยเสียคือปฏิเสธไม่เป็น รับเขียนหลายเรื่องมากในเวลาเดียวกัน ปั่นยังไงก็ไม่ทันเลยทีเดียว แล้วยังมีแขกจากสำนักพิมพ์ มีทีมบรรณาธิการ เข้า ๆ ออก ๆ ห้องพักของเขาตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน จนไปรบกวนเจ้าของร้านขายผักที่ให้เขาเช่าห้อง เขาจึงต้องหาที่อยู่ใหม่ จังหวะเหมาะที่มีการสร้างหอพักโทะคิวะเสร็จพอดี สำนักพิมพ์กะคุโดชะ (学童社) ที่โอะซะมุเขียนมังงะไปตีพิมพ์อยู่ตอนนั้น จึงแนะนำให้โอะซะมุย้ายไปพักที่หอโทะคิวะ หลังจากนั้น นักเขียนหน้าใหม่ที่เขียนงานให้สำนักพิมพ์เดียวกันนี้ จึงได้รับคำแนะนำให้ไปพักที่ หอโทะคิวะ ทำให้เกิดเป็นระบบนิเวศแห่งนักเขียนการ์ตูนขึ้นในหอพักนี้

ถ้าให้ยกตัวอย่างก็เช่น ฟุจิโกะ ฟุจิโอะ ผู้เขียนโดราเอมอนทั้ง 2 คนที่ใช้นามปากกาเหมือนมีนักเขียนแค่คนเดียว ก็คลั่งไคล้บูชาโอะซะมุมาก ถึงขั้นที่ผลงานยุคแรก ๆ ของฟุจิโกะ ฟุจิโอะ อยากใช้นามปากกาว่า “เทะสึกะ ฟุจิโอะ” ด้วยซ้ำ แต่ตอนหลังก็ตระหนักได้ว่าพวกตัวเองฝีมือไม่ถึงจะเป็น “เทะ (มือ)” ของโอะซะมุด้วยซ้ำ เลยหันไปใช้นามปากกาแรก ๆ ว่า “อะชิสึกะ ฟุจิโอะ” (อะชิ แปลว่า เท้า) แทน เพราะมีฝีมือเป็นได้แค่เท้าของโอะซะมุเท่านั้น แต่ในที่สุดก็ลงตัวที่นามปากกาว่า ฟุจิโกะ ฟุจิโอะ

ฟุจิโกะ ฟุจิโอะ ได้ย้ายเข้าพักที่หอโทะคิวะ โดยได้ใช้ห้องหมายเลข 14 ซึ่งเป็นห้องที่โอะซะมุเคยอาศัยอยู่ และยังได้ใช้โต๊ะเขียนงานตัวเดียวกับที่โอะซะมุทิ้งเอาไว้ให้ยุวชนรุ่นหลังอีกด้วย เรียกว่างานเขียนยุคแรก ๆ ของฟุจิโกะ ฟุจิโอะ นั้นคือนั่งเขียนบนโต๊ะของโอะซะมุเลยก็ว่าได้ และ ฟุจิโกะ ฟุจิโอะ ก็กลายเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของโอะซะมุด้วย ก่อนที่จะประสบความสำเร็จอย่างมากกับโดราเอมอน

โอะซะมุนั้นเปรียบเหมือน “พระเจ้า (神)” สำหรับทั้งฟุจิโกะ ฟุจิโอะ โอะซะมุค่อนข้างบ้างาน ใช้งานผู้ช่วยจนดึกดื่นค่ำคืนหรือแม้กระทั่งโต้รุ่งอยู่บ่อย ๆ และที่โหดอีกอย่างคือหลายครั้งที่ปั่นงานไม่ทัน ถึงขั้นต้องเขียนงานบนรถแท็กซี่ไปด้วย ซึ่งยากมากที่จะวาดและแรเงาบนรถที่กำลังวิ่งอยู่ได้ แต่โอะซะมุก็อยากให้ผู้ช่วยทำได้แบบเดียวกันเพราะว่างานเยอะมากจนทำไม่ทันนั่นเอง ทำให้ทั้ง 2 คนได้เรียนรู้ทั้งเทคนิค ฝีมือ แนวคิด ความบ้างาน ทุกอย่างจากโอะซะมุไปไม่น้อย และมีโอกาสได้สนทนากับนักเขียนคนอื่นที่ใช้ชีวิตอยู่ที่หอโทะคิวะนี้ เปิดโลกทัศน์ได้อีกมากมาย

นอกจาก ฟุจิโกะ ฟุจิโอะ แล้ว ก็ยังมี อิชิโนะโมะริ โชทะโร่ ผู้เขียนคาเมนไรเดอร์ ที่เคยเป็นผู้ช่วยของโอะซะมุ โชทะโร่มีโอกาสได้เขียนงานลงนิตยสารเดียวกับที่โอะซะมุเขียนอยู่ และพอโอะซะมุได้อ่านงานของโชทะโร่ ก็ประทับใจในพรสวรรค์ ทำให้เริ่มรู้จักกัน โอะซะมุจึงขอให้โชทะโร่มาเป็นผู้ช่วยของตัวเองในที่สุด โดยเริ่มจากเป็นผู้ช่วยโอะซะมุเขียนเรื่อง “เจ้าหนูปรมาณู” (鉄腕アトム) ก่อน

งานผู้ช่วยหนักมากจนกระทั่งโชทะโร่ถึงกับต้องพักการเรียนเพื่อมาทำงาน โอะซะมุมีชื่อเสียงและรับงานไม่เลือก ทำให้งานล้นมือ ผู้ช่วยกี่คนก็ไม่พอ แต่ถึงจะยุ่งอย่างนั้น ก็ยังมีหลายครั้งที่โอะซะมุหาโอกาสพาโชทะโร่ไปโรงหนังเพื่อดูหนังสร้างจินตนาการใหม่ ๆ และในที่สุดก็โอะซะมุนี่เองที่พาโชทะโร่ไปแนะนำให้บรรณาธิการของนิตยสารการ์ตูนต่าง ๆ และหาทางป้อนงานเขียนให้ จนโชทะโร่โด่งดังขึ้นมาเป็นนักเขียนการ์ตูนอาชีพเต็มตัว

นอกจากผลิตผลงานมังงะ อนิเมะ และสนับสนุนนักเขียนมังงะรุ่นน้องหลาย ๆ คนแล้ว อิทธิพลของโอะซะมุในด้านอนิเมะก็ทำให้เกิด มิยะซะกิ ฮะยะโอะ (宮﨑 駿) แห่ง Ghibli Studio ในภายหลังอีกด้วย

มิยะซะกิ ฮะยะโอะ เกิดในปี 1941 เขาชื่นชมโอะซะมุมาก แต่ก็เกลียดบางอย่างในตัวโอะซะมุมากเช่นกัน ฮะยะโอะเกลียดความจริงที่ว่าการ์ตูนจะเป็นอนิเมะทางโทรทัศน์ได้แค่ความยาว 27 นาที (เพื่อให้รวมโฆษณาแล้วเป็นครึ่งชั่วโมงพอดี) เกลียดการมองแต่ความสูญเสียและความตายแบบที่โอะซะมุเขียนในงาน เกลียดการที่ต้องเขียนเป็นหนังสือการ์ตูนก่อนจึงทำเป็นอนิเมะได้ เกลียดคำสาปแห่งโอะซะมุที่ทำให้ศิลปินได้รายได้ไม่คุ้มกับความสามารถ

ฮะยะโอะจึงเกิดความคิดใหม่ที่จะ “สร้างภาพยนตร์อนิเมชั่น โดยไม่ต้องผ่านการตีพิมพ์เป็นหนังสือการ์ตูน” และ “อนิเมชั่นที่ไม่ต้องผ่านโทรทัศน์” และ “สร้างรายได้คุ้มกับความสามารถ” ทำให้เกิดเป็นโมเดลใหม่ของ Ghibli Studio ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากทั่วโลก รวมทั้งในอเมริกาด้วยตามที่เรา ๆ ท่าน ๆ ทราบกันดีว่า Ghibli ร่วมมือกับ Disney ในการเผยแพร่สื่อของ Ghibli ในอเมริกา

ทั้งหมดที่ว่ามาจึงกล่าวได้ว่า เทะสึกะ โอะซะมุ คือบิดาแห่งการ์ตูนญี่ปุ่นยุคใหม่อย่างแท้จริง ถ้าไม่มีโอะซะมุ ก็คงไม่มีฟุจิโกะ ฟุจิโอะ ไม่มีอิชิโนะโมะริ โชทะโร่ ไม่มีนักเขียนดัง ๆ อีกหลายคนที่สร้างผลงานให้เราได้อ่าน ไม่มีมิยะซะกิ ฮะยะโอะ และคงไม่มี Ghibli การ์ตูนญี่ปุ่นคงไม่พัฒนาแนวทางมาจนถึงระดับที่ข้ามพรมแดนไปโด่งดังในหลาย ๆ ประเทศอย่างปัจจุบันได้

ทั้งหมดต้องขอบคุณความเชื่อมั่นในความฝัน ความบ้างาน การอุทิศตัวเพื่อวงการการ์ตูนของโอะซะมุผู้นี้

 


วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล

ผู้หลงใหลในวัฒนธรรมมวลชนญี่ปุ่น ศึกษาภาษาและสังคมญี่ปุ่นมายาวนานมากกว่า 20 ปี ทั้งจากมุมมองของชาวญี่ปุ่นเอง, มุมมองของชาวไทย, และมุมมองของชาวตะวันตก

Illustrator

ชอบวาดรูป ชอบดูหนัง ชอบเที่ยว ชอบหมา ชอบนอน

Related

65 ปี ก็อดซิลล่า: เวทมนตร์แห่งชุดยางญี่ปุ่น สู่คอมพิวเตอร์กราฟิกฮอลลีวูด    

บาซิลิสก์ งูร้ายตัวแทนอำนาจที่ทำให้บ้านเมืองพังพินาศ

จอห์นนี คิตากาวะ ชายผู้มอบความฝันให้ชายหนุ่ม (และหญิงสาว) ชาวญี่ปุ่นมากกว่า 50 ปี

“แค้น 23 ปี ดีกันเพราะเงินใกล้หมด ?” สังเวียนมวยคู่หูร็อคแอนด์โรล แอ็กเซิล โรส และ สแลช แห่งวงร็อคจอมเกรี้ยวกราด Guns N’ Roses

จอน จี ฮยอน (จวนจีฮุน) : 18 ปี อยากบอกให้เธอได้ฟังคิดถึงเธอจัง “ยัยตัวร้าย”

ฮิเมช พาเทล ไม่ดังแต่ร้องเพลงเพราะ เลยได้แสดงนำใน Yesterday

The Secret Life of Pets 2 ความลับคือความรัก เรารักสัตว์ และสัตว์ก็รักเรา

โรเบิร์ต แพททินสัน: ผู้หันหลังให้หนังฮอลลีวูด ก่อนที่จะกลับมาอีกครั้งกับแบทแมน