Post on 08/11/2019

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย “สื่อและการปรับตัวเพื่อ disrupt”

แยมฐปณีย์ เอียดศรีไชย คือนักข่าวที่คลุกคลีกับการทำข่าวในประเด็นการเมืองและสังคมมาร่วม 20 ปี สั่งสมประสบการณ์ทั้งจากแพลตฟอร์มวิทยุและโทรทัศน์ และเมื่อเทคโนโลยีออนไลน์รุกคืบ ฐปณีย์ที่นอกจากปัจจุบันเป็นผู้สื่อข่าวภาคสนาม รายการข่าว 3 มิติ ทางช่อง 3 (33 HD) ก็ยังก่อตั้งเพจ The Reporters รายงานข่าวความเคลื่อนไหวทุกเหตุการณ์อย่างรวดเร็วฉับไว

ในโอกาสครบรอบ 1 ปี ของ The People เราได้ชวนฐปณีย์มาถ่ายทอดมุมมอง “สื่อและการปรับตัวเพื่อ disrupt” ก่อนที่เธอจะลงพื้นที่ไปทำข่าวเหตุการณ์ความไม่สงบที่ จ.ยะลา ในช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันเดียวกับที่เธอขึ้นเวทีทอล์กนั่นเอง

 

“จริง ๆ วันนี้ (6 พฤศจิกายน) ณ เวลานี้ (14.45 น.) ควรไปอยู่ที่ จ.ยะลา เพราะเกิดเหตุที่น่าเศร้าใจเหตุการณ์หนึ่ง ณ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะมีการใช้อาวุธปืนสงครามกระหน่ำยิงใส่ป้อมของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 คน ซึ่งนี่คือเหตุการณ์ใหญ่เหตุการณ์หนึ่งที่นักข่าวต้องรายการข่าวเรื่องนี้

“ถ้าถามว่าทุกวันนี้ ทุกท่านทราบข่าวจากที่ไหน ณ ปัจจุบัน ใครทราบข่าวจากทีวีบ้าง ยกมือได้ไหมคะ เมื่อเช้า มีใครทราบข่าวจากเฟซบุ๊กบ้างคะ (ยกมือเกือบทั้งห้อง) แน่นอนค่ะ เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ ช่องทางที่เราจะได้เห็นก็อาจจะเป็นเฟซบุ๊ก นั่นแสดงว่าคนที่เสพข่าวหรือดูข่าวปัจจุบันมักจะเห็นข่าวครั้งแรกจากโซเชียลมีเดีย นั่นคือเราหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูจากเพจข่าวที่เราสนใจ หรือหน้าฟีดใดก็ตามที่ขึ้นข่าวนี้เป็นที่แรก ซึ่งมันเปลี่ยนแปลงไปแล้วจากเมื่อก่อนที่เราจะดูข่าวทางทีวีเป็นหลัก ซึ่งทีวีก็มีช่วงเวลาของการรายงานข่าว ไม่ได้มีข่าวให้ดูทุกช่วงที่เราต้องการ

“อย่างที่ทุกท่านทราบนะคะ ดิฉันเองเป็นนักข่าว แล้วทุกท่านก็จะรู้จักกับคำว่า ‘คุณกิตติคะ’ เพราะในยุคที่ทีวีเป็นสื่อที่มีคนดูมากมาย ที่เราเรียกกันว่าสื่อหลัก คนก็จะคุ้นเคยกับการดูรายการข่าวทีวี คำว่า ‘คุณกิตติคะ’ นั้นก็มาจากการที่เราออกทีวีให้คนดูได้เห็นทุก ๆ วัน มันก็กลายเป็นภาพจำ แต่ถามว่าสำหรับคนที่เป็นนักข่าว จะมีคนดูสักกี่คนหรือว่าจดจำนักข่าวคนหนึ่งได้ ในยุคหนึ่ง รายการทีวีอาจมีคนติดตามเยอะ แต่พอเวลาผ่านไปก็อาจมีคนติดตามน้อยลง ซึ่งก็มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นคือที่มาที่ไปของคำว่าสื่อทีวีก็เจอสภาพการ disrupt จากที่มีช่องหลัก ๆ ก็มีทีวีดิจิทัลที่มีหลายช่อง

“การมีสื่อทีวีดิจิทัลขึ้นมาหลายช่อง ทำให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงและความล่มสลายเร็วกว่าที่ทุกคนคิดไว้ เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว โอ้โห…คนทำทีวีคือดีใจมาก มีช่องเพิ่มขึ้น มีรายการเพิ่มขึ้น แต่ไม่ถึง 5 ปี ทีวีดิจิทัลหลายช่องก็ต้องปิดตัวลงอย่างที่เราเห็น แล้วก็เกิดสิ่งที่น่าเศร้ามากสำหรับคนทำทีวี นั่นคือเพื่อนที่ทำงานทีวีกว่าพันคนที่จะต้องออกจากงานไปโดยไม่รู้ตัว นั่นคือผลกระทบจากทีวีดิจิทัลที่มันอาจจะมากเกินไป แล้วก็เกิดขึ้นในยุคที่มีโซเชียลมีเดียขึ้นมาเป็นทางเลือกให้กับคนที่ดูข่าวหรือว่าเสพข่าวด้วย

“สิ่งที่ดิฉันกำลังจะบอกทุกคนคือ แม้ว่าตัวของสื่อจะมีจำนวนมากขึ้นและมีคอนเทนต์มากขึ้น แต่ถามว่าใครล่ะที่จะอยู่รอด ก็คือคนที่สามารถจะทำคอนเทนต์ที่เป็นที่ถูกใจและเป็นที่สนใจของคนติดตามและคนดูข่าว คือเราไม่จำเป็นที่จะต้องทำอะไรทุกอย่างให้มันเหมือนกัน ถึงตอนนี้คนอาจจะดูข่าวทีวีน้อยลง แต่รายการข่าวทีวีก็มีการปรับตัว ถ้าสนใจข่าวที่เป็นทอล์กฉาดฉานก็อาจจะเลือกดูรายการนี้ ถ้าชอบข่าวแบบนั้นก็เลือกดูรายการนั้น แต่ถ้าคุณยังชอบข่าวแบบรายการ ‘ข่าว 3 มิติ’ กลางคืนคุณก็ดูข่าว 3 มิติ ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกแบบไหน

“ดิฉันเป็นนักข่าวมา 19 ปีแล้ว เกิดมาจากการเป็นนักข่าววิทยุ แล้วก็เกิดมาในยุคที่เรายังใช้โทรศัพท์แบบหยอดเหรียญในการรายงานข่าว มาเป็นนักข่าวที่ไอทีวีก็มาในยุคที่เรียกว่าอะนาล็อก แต่ก็เป็นยุคที่โอ้โห…มีดาวเทียม สามารถรายงานข่าวในที่ต่าง ๆ ได้ แล้วก็เปลี่ยนมาเป็น ‘ข่าว 3 มิติ’ ช่อง 3 มาทำทีวีที่อยู่ในยุคเฟื่องฟูมาก แล้วก็เมื่อ 5 ปีก่อนที่เกิดเหตุข่าวต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย ทำให้คนทีวีต้องปรับตัว เพราะว่ามีทั้งข่าวจากเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรืออินสตาแกรม ทำให้เราทำทีวีอาจจะช้ากว่า คนไม่มารอดูทีวีเราตอนกลางคืนแล้ว คนไปดูไลฟ์เฟซบุ๊กแทน

“เพราะฉะนั้นก็เลยเปลี่ยนตัวเอง เราก็มีเพจส่วนตัว มีทวิตเตอร์ มีช่องทางในโซเชียลมีเดียให้เราได้รายงานข่าวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ผ่านทวิตเตอร์ แล้วเราก็มาตั้งคำถามกับตัวเราเองว่าในวันหนึ่งมีเหตุการณ์ เราไปทำข่าวทั้งวัน แต่เราต้องรอออกรายการข่าวตอนกลางคืนอย่างเดียว เรารู้สึกเสียดายของ ขณะเดียวกันเราเห็นเพจออนไลน์ที่เกิดขึ้นมากมาย ทุกคนสามารถมีเสรีภาพที่จะทำงาน ทำข่าวต่าง ๆ ได้ทุกรูปแบบ เพราะว่าในโครงสร้างของทีวี บางครั้งเราไม่สามารถรายงานข่าวในสไตล์ของเราได้ เช่น ข่าวการเมืองที่มีส่งผลกระทบ หรือการทำข่าวเรื่องผู้ลี้ภัย เรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งไม่สามารถที่จะออกทีวีได้ทั้งหมด

“นั่นเป็นคำตอบว่าทำไมเราอิจฉาคนทำสื่อออนไลน์ เพจที่เกิดใหม่ เช่น The People, The Standard, Way, The Cloud ต่าง ๆ เราเห็นแล้วเรารู้สึกอิจฉาพวกเขาที่เขาสามารถทำงานได้ดั่งใจเรา ในขณะที่บางทีเรายังทำไม่ได้ ก็เลยกลับมาตั้งคำถามว่าเราจะทำอย่างไรในฐานะคนข่าวที่ยังมีลมหายใจ มีจิตวิญญาณ มีอุดมการณ์ เราจะทำข่าวในแบบของเราได้ ก็เลยมาตั้งเพจ The Reporters นั่นเอง เพื่อจะตอบสนองความเป็นนักข่าวของเราที่สามารถทำข่าวได้อย่างหลากหลายในแบบที่เราชอบ และเพื่อที่จะตอบสนองให้คนดูได้ติดตามข่าวของเราได้ทุกรูปแบบนั่นเอง”

 

*ทอล์กนี้ เป็นส่วนหนึ่งในงานครบรอบ 1 ปี The People: Do You Hear THE PEOPLE Talk? จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ณ ห้องคริสตัล บ็อกซ์, เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท

 


The People

กองบรรณาธิการ

Related

Tiger Parenting วาทกรรมกับดักครอบครัวของตะวันตกสู่ละครเวที บัลลังก์เมฆ เดอะมิวสิคัล 2019 

The Peanut Butter Falcon: “เพื่อนคือครอบครัวที่เราเลือกเอง”

รีวิวคอนเสิร์ต Foals โชว์โคตรเดือดสะท้านปฐพี ความมันนี้ตราตรึงไปอีกนาน “ก็มาดิคร้าบ”

รีวิวคอนเสิร์ต Backstreet Boys “เสียงแห่งยุค 00s” ที่สุดของวงบอยแบนด์

รีวิวคอนเสิร์ต Alvvays ค่ำคืนแห่งความฝันของวงดนตรีอินดี้ป๊อป ที่ทั้งเท่ น่ารัก หวาน และมัน ครบ จบในคืนเดียว

ดินไร้แดน (Soil without Land) สำรวจการต่อสู้ของไทใหญ่ผ่านมุมมองปัจเจกชน

ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ “โอกาสของชีวิต กับการให้”

รีวิวคอนเสิร์ต Two Door Cinema Club ธันเดอร์โดม นายเล่นเราแล้ว !