Post on 05/06/2022

พีท-ทสร บุณยเนตร: ครีเอทีฟมือรางวัลผู้อยู่เบื้องหลัง ‘โฆษณาจากทุกเจน’ จากไก่ย่างห้าดาว

อากาศที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ไม่ต่างจากสภาพการจราจรบนท้องถนนประเทศไทยที่ไม่เคยจะเดาใจได้ว่าจะเป็นยังไง แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้แน่ชัดคือ เราจะได้เจอกับครีเอทีฟเบอร์ต้น ๆ ของประเทศ ‘พีท-ทสร บุณยเนตร’ Chief Creative Officer ผู้นำทัพครีเอทีฟแห่งบีบีดีโอ กรุงเทพ (BBDO Bangkok) ชายที่เดินทางกลับยังประเทศที่แสนจะสับสนวุ่นวายแห่งนี้ เพื่อมาชุบชีวิตวงการโฆษณาให้ลุกเป็นไฟ!

บอกไว้ก่อนว่าเราไม่ได้พูดเกินจริงแต่อย่างใด เพราะ พีท – ทสร คือชายที่ได้รับรางวัลมาแล้วไม่ต่ำกว่า 150 รายการ แถมยังเคยคว้ารางวัล Gold และ Silver Lions ที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส จากผลงาน Kleenex ‘Tiny Doll’ เป็นข้อพิสูจน์ว่าผลงานของเขาเจ๋งเสียยิ่งกว่าเจ๋ง ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาผลงานล่าสุดอย่าง ‘โฆษณาจากทุกเจน’ ของไก่ย่างห้าดาว ที่หลังจากใครหลายคนดูจบแล้วถึงกับต้องอุทานออกมาดัง ๆ ว่า นี่มันอะไรกันเนี่ย! ก็ยิ่งตอกย้ำกว่าเขานี่แหละคือของจริง

The People ไม่รอช้า รีบติดต่อขอพูดคุยกับเขาอย่างปัจจุบันทันด่วน เพราะอยากจะคลายความสงสัยใจจะขาดว่าตัวตนจริง ๆ ของพีทจะเป็นยังไง อะไรถึงทำให้เขาอยากจะผลิตโฆษณาที่แตกต่างจากปกติทั่วไป และที่สำคัญคือเราอยากให้พีทช่วยเอาคำว่า ‘อิหยังวะ’ ที่วนเวียนอยู่ในหัวไม่รู้จบออกไปจากหัวสักที

นี่คือเรื่องราวของพีท – ทสร ชายที่ทำให้คนไทยเกือบ 5 ล้านคนหยุดดูภาพยนตร์โฆษณาความยาว 8 นาทีให้รู้สึกเหมือนดูไปแค่ 3 นาที

เด็กชายผู้เติบโตมาจากครอบครัวคนทำงานโฆษณา

ลิฟท์หยุดที่ชั้น 18 บรรยากาศโดยรอบเงียบกว่าที่คิด อาจจะเพราะเป็นเวลาหลังพักเที่ยง ทุกคนคงยังไม่กลับเข้าออฟฟิศ ไม่ก็เป็นช่วงเวลาที่ยังคง Work from Home เราเก็บความสงสัยพับลงกระเป๋า แล้วเดินเข้ามานั่งในรอพีทในห้องห้องหนึ่งที่ผนังถูกประดับประดาไปด้วยแร็กเก็ตนับสิบ ๆ อัน พร้อมกับมีป้ายนับคะแนน และหุ่นลองเสื้อที่ถูกสวมทับด้วยชุดเดรสเทนนิสสีขาวตั้งอยู่ข้าง ๆ

ขณะที่เรากำลังสำรวจห้องและดูวิวสวนลุมพินีเพลิน ๆ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูสามครั้งเป็นสัญญาณบอกว่ามีคนกำลังจะเปิดประตูเข้ามา คนคนนั้นคือ ‘พีท – ทสร บุณยเนตร’ Chief Creative Officer วัย 35 ปีที่เราจะพูดคุยกับเขาในวันนี้ แต่ก่อนจะเริ่มบทสนทนากันอย่างจริงจัง พีทอาสานำทัวร์ออฟฟิศด้วยท่าทีสบาย ๆ จนมาหยุดอยู่ที่หน้าตู้รางวัล ที่มีรางวัลวางเรียงรายอัดแน่นอยู่เต็มทุกชั้น แน่นอนว่าเจ้าตู้รางวัลตู้นี้ได้ยึดครองพื้นที่ผนังไปแทบทั้งแถบ

ระหว่างทางพีทได้บรรยายถึงความผูกพันต่อสถานที่แห่งนี้ไว้ด้วย เขาเคยเป็นเด็กฝึกงานของบีบีดีโอมาก่อน แม้ว่าจะไม่ได้เริ่มทำงานแรกที่นี่เพราะปัญหาบางอย่าง ทำให้เขาต้องลองไปทำงานสายอื่นดูระหว่างที่ยังหางานทำเป็นหลักเป็นแหล่งไม่ได้ จนได้มาเริ่มทำอาชีพแรกเป็น Copy Writer ให้กับนิตยสาร Party Yearbook แต่ทำได้เพียง 3 เดือนเขาก็พบว่านี่ไม่ใช่ทางที่เขาต้องการ เขาอยากทำในสิ่งที่พีทในวัยเด็กอยากจะทำมากที่สุดนั่นคือการเป็นผู้กำกับ

แต่ความฝันของเขาก็เปลี่ยนอีกครั้ง อาจเป็นเพราะเขาเติบโตมาในครอบครัวที่คุณแม่เป็นครีเอทีฟ ส่วนคุณพ่อเป็น AE พีทก็เลยคิดว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วลองมาเริ่มแรกอาชีพด้วยการเป็นครีเอทีฟเลยแล้วกัน แต่โจทย์ของชายตรงหน้าเราคือ จะเป็นครีเอทีฟยังไงให้แตกต่างจากคุณแม่

“เราเป็นคนแปลกมาก คือเป็นคนที่ค่อนข้างจะเห็นคนละแบบกับแม่มาก ๆ เป็นคนขวางโลกประมาณหนึ่ง อย่างตอนที่ทำโฆษณาก็แอบคิดนะว่าไม่อยากทำเหมือนแม่ หมายถึงว่าแม่ผมเขาทำงานค่อนข้าง emotional แนวแบบว่า Soft Sell ไม่ค่อยหนังไอเดียมาก ๆ ผมก็อยากจะทำอะไรที่มันคนละแบบ ก็เลยลองเริ่มอาชีพทำโฆษณา”

“ส่วนพ่อผมอะ เขาพูดคำนึงมันตลกมาก เขาบอกว่าอย่าเป็นครีเอทีฟเลยลูกเป็น AE เหมือนพ่อเหอะ (หัวเราะ) ได้กลับบ้านเร็วกว่า ทำให้เราเห็นว่ามุมมองของคนสมัยก่อน คนทำงานโฆษณาเขาต้องทำงานดึกมาก ซึ่งในความทรงจำของผม ผมแทบไม่ได้เจอคุณแม่เลยนะ กว่าแม่จะกลับผมก็หลับแล้ว อย่างคุณพ่อก็แทบไม่ได้เจอเหมือนกัน เพราะต้องพาลูกค้าไม่เลี้ยงอยู่บ่อย ๆ พอแม่ผมรู้ว่าผมอยากเป็นครีเอทีฟ เขาก็ไม่ได้ห้ามอะไร คิดว่าแปลกดีด้วยซ้ำ”

ออกจากคอมฟอร์ตโซน

จนกระทั่งเขาได้มีโอกาสได้ไปทำงานที่ ‘เจ้ ยูไนเต็ด’ (JEH United) ในฐานะ Junior Writer ราว 2 ปี จากนั้นก็กลับเข้ามาทำงานในที่ที่เขาเคยฝึกงานที่แรกและที่เดียวนั่นคือ ‘บีบีดีโอ กรุงเทพ’ แต่หลังจากทำงานได้ 3 ปี พีทก็พบว่าเขามองไม่เห็นอนาคต… รู้สึกเหมือนทุกอย่างถึงทางตัน แม้ว่าจะได้เข้ามาทำในสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝันมากเพียงใดก็ตาม

“ผมรู้สึกว่าผมอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว เพราะมันไม่มี career path ที่ชัดเจน ผมอยู่โดยไม่มีสิ่งนี้ไม่ได้ มันโตในทางความคิด โตในทางไอเดียก็จริง แต่ว่าในด้านอาชีพอะ ผมรู้สึกว่าไม่มี career path เลย แล้วแม่ผมเขารีไทร์พอดี ผมเลยกลับมาคิดว่าจะเอายังไงต่อ เพราะเราก็ต้องดูแลคุณแม่ แล้วมันก็โชคดีที่มีหลายที่เขา approach เราไปเป็น Creative Director ตอนนั้นผมอายุ 28 – 29 เองมั้ง

“แล้วปรากฎว่ามี FRED & FARID จากจีนเขายื่นข้อเสนอมา ซึ่งมันเป็นที่ที่เท่สัส!”

FRED & FARID คือบริษัทที่ได้ Gold ที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศสมาก่อน อีกทั้งคนที่อ้าแขนรับพีทเข้าทำงาน คือคนที่ได้ Grand Prix ตัวแรกของฟิลิปปินส์ ซึ่งคงไม่น่าแปลกใจที่ข้อเสนอจากแดนมังกร จะทำให้พีทในวัยยี่สิบปลาย ๆ ตื่นเต้นกับข้อเสนอที่ได้รับจนรีบแพคกระเป๋าออกเดินทางแทบจะทันที

“ผมตัดสินใจไม่ยากเลยที่จะบินไปเซี่ยงไฮ้ เพื่อไปเป็น Creative เชี่ย! เราต้องไปอยู่ในประเทศที่เราไม่รู้จักภาษาของเขาด้วยซ้ำ มันท้าทายผมมาก แล้วผมรู้สึกว่าอย่างนี้แหละแม่งมันส์ ก็เลยย้ายไปเลย ไปแบบไม่ต้องคิด” แม้ว่าพีทจะตื่นเต้นที่จะได้ไปเซี่ยงไฮ้มากขนาดไหนก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขายังลังเลอยู่ก็คือ ‘คนรัก’ ของเขาที่คบหามาได้ปีกว่ากำลังจะขอแยกทาง เนื่องจากไม่มั่นใจในการตัดสินใจของเขา

“มันเป็นช่วง Midlife Crisis มาก ๆ เลยนะ แต่ผมอยากพิสูจน์ให้แฟนเห็นว่าการไปจีนครั้งนี้ของผม ผมจริงจังมากแค่ไหน จริงจังพอ ๆ กับที่จริงจังกับเขา หลังจากวันนั้นผมก็เลยไปซื้อแหวน แล้วขอหมั้นเขาไว้ บอกเขาว่าเดี๋ยวจะกลับมาแต่งงานด้วย ก็เป็นความสัมพันธ์ระยะไกล (Long-distance relationship) ประมาณ 2 ปี”

เรื่องราวความรัก การทำงาน และความฝันของพีทดูเหมือนจะทุลักทุเลอยู่พอสมควร แต่เขาก็สามารถประคับประคองมาได้ตลอดรอดฝั่ง วันนี้เขาได้ทำให้เห็นแล้วว่าการเป็นคนจริงจังกับทุกสิ่ง มีไฟกับทุกอย่าง ทำให้สิ่งที่เขาวาดหวังไว้ประสบความสำเร็จ

แน่นอนว่าความรัก ความห่วงใยที่เขามีต่อครอบครัว และคนรักที่เปลี่ยนสถานะมาสู่ภรรยา และเปลี่ยนบทบาทอีกครั้งในวันที่ 30 พฤษภาคม 2020 มาเป็นคุณแม่ของ ‘พอล – ปัจจุบัน บุณยเนตร’ อีกหนึ่งชีวิตน้อย ๆ ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในอย่างมากต่อชีวิตเขา ที่ทำให้ชายเจ้าน้ำตาคนนี้พร้อมจะสละทุกอย่างในชีวิตให้โดยไม่ต้องคิด

“ผมอยากอยู่กับ ‘ปัจจุบัน’ เยอะ ๆ ผมใช้เวลากับเขาเยอะมาก เช่น อาบน้ำให้เขาทุกเช้า – เย็น อ่านนิทานให้เขาฟัง พาเขาไปว่ายน้ำ อยู่กับเขาให้เยอะที่สุดเท่าที่เราจะทำได้”

ตามหาสนามเด็กเล่นแห่งใหม่

แต่กว่าทุกอย่างจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง ก็คงต้องเล่าย้อนกลับไปในช่วงปี 2017 หลังจากที่พีทตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อมาทำงานที่ เจ. วอลเตอร์ ธอมสัน (JWT) ประเทศไทย หรือ ‘ยังเจ’ สถานที่ที่เราสัมผัสผ่านน้ำเสียงของเขาได้ว่าเขารู้สึกอิ่มเอมใจมากเพียงใดที่ได้เข้ามาทำงานที่นี่

“ผมเป็นคนโหยหางานดี อยากทำงานดีสุด ๆ ก่อนที่ผมจะลาออก ผมคุย ‘โจอาว บรากา’ (Mr. João Braga) Chief Creative Officer ผมถามโจอาวว่าเขามีพื้นที่ให้ผมเล่นมั้ย มี playground ให้ผมหรือเปล่า เขาก็ให้สัญญากับผมนะว่าเขาจะมีพื้นที่ให้กับผม ผมก็เลยกลับมา

“เพราะผมเชื่อว่าคนที่อยากทำอาชีพครีเอทีฟอะ ไม่มีใครอยากทำงานที่มันไม่สนุกหรอก เราเชื่อว่าพื้นที่ตรงนั้นมันเป็นสนามเด็กเล่นสำหรับเรา และผมเชื่อในเรื่องนี้มากนะว่าคุณต้องมีพื้นที่ตรงนี้ เพื่อที่จะได้ปั้นงานขึ้นมาให้ลูกค้าเชื่อมั่นในทีมของเรา ให้เรายังคงภูมิใจและสนุกกับงานที่ทำอยู่”

ความสนุกของพีทก็ยิ่งสนุกขึ้นไปอีก หลังจากได้รับข้อเสนอให้รับตำแหน่ง Chief Creative Officer แห่งบีบีดีโอ กรุงเทพ ในปี 2022 เขาคือผู้นำทัพครีเอทีฟที่มีอายุน้อยที่สุดก็ว่าได้ “ผมกลับมาที่เดิมอีกครั้ง และผมจะไม่ repeat ความ f*ck เนี่ยให้คนอื่น ผมเชื่อว่าถ้าเราไม่อยากได้อะไร เราก็จะไม่ทำแบบนั้น และผมจะทำมันออกมาในแบบของผม”

“เราตั้งเป้าว่าเราจะผลิตงานที่ทุกคนภูมิใจ”

งานที่ทุกคนภูมิใจ…คงเป็นอะไรที่ยากพอตัวในโลกปัจจุบันที่ต้องเอาอกเอาใจลูกค้าเป็นที่หนึ่ง แต่พีทกลับมองว่าบีบีดีโอไปได้ไกลกว่านั้น บีบีดีโอจะต้องมอบทั้งความภาคภูมิใจและประสบการณ์ความบันเทิงรูปแบบใหม่ ที่ทำให้ลูกค้าและคนดูรู้สึกไม่ถูกยัดเยียดในการดูโฆษณา

“พีทคิดว่าการที่ทำให้คนภูมิใจมันต้องเป็นงานจริง พีทไม่ทำงาน scam พีทมีโจทย์จริง ลูกค้าจริง แล้วเราจะทำยังไงให้เขาเชื่อเรา ทำยังไงให้เขาอยากจะมาเป็นพาร์ทเนอร์เรา ซึ่งที่นี่เขามีเชื้อที่จะตอบรับไอเดียที่ดีอยู่แล้ว ทำให้ทุกอย่างมันสามารถก้าวต่อไปได้” เราแอบสังเกตว่าสรรพนามที่พีทเรียกแทนตัวเองเปลี่ยนไป เมื่อเล่าถึงแนวทางการทำงานกับบีบีดีโอ คงเป็นความสบายใจที่เขาเอ่ยถึงบ้านหลังเก่า สถานที่ที่เขาเคยใช้เวลาอยู่ช่วงหนึ่งของชีวิต และกลับมาอีกครั้งพร้อมกับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่

โฆษณาจากทุกเจน

“ไก่ย่างห้าดาวเป็นแบรนด์ดังที่ Baby Boomer, Gen X, Gen Y เขายังทันอยู่ แต่พอเป็น Gen Alpha หรือ Gen Z เขาเริ่มต่อไม่ติด เขา lost connection กับเจนเนอเรชั่นอื่นไปแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นปัญหาของแบรนด์ที่อยู่มานานถึง 37 ปี เราก็เลยอยากหาวิธีการสื่อสารและเข้าหาเจนนั้น

“Strategy ที่เราคิดให้เขาคือคำว่า ‘ไก่เชื่อมเจน’ ความอร่อยที่เชื่อมทุกเจเนอเรชั่น ถึงแม้ว่าคนเราจะเห็นต่างกัน แต่ความอร่อยน่าจะเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่คนเราคุยกันได้ ซึ่งผมอยากทำงานโฆษณามันส์ ๆ ตัวเดียวแล้วจบเลย แต่ปัญหามันอยู่ที่จะทำยังไงถึงจะสร้างหนังที่คนทุกเจนชอบได้”

นับว่าเป็นไอเดียที่กล้าชน แถมลูกค้าก็กล้ารับอีกต่างหาก เพราะขนาดตอนขายงานให้ไก่ย่างห้าดาว พีทยังไม่มีสคริปต์เป็นรูปเป็นร่าง มีเพียงภาพในหัวที่โลดแล่นไปมาไม่หยุด แต่โชคดีที่เขามีผู้กำกับมือดีอย่าง ‘เอ๋ – ธีระพล สุเนต์ตา’ และนักตัดต่อมือหนึ่ง ‘รา – ศราวุฒิ กวีธรรมวงษ์’ ที่ช่วยจับความคิดของพีทนำมาจัดระเบียบใหม่และเรียบเรียงจนออกมาเป็นภาพยนตร์สุดปั่น

“ทีเด็ดของภาพยนตร์เรื่องนี้คือมันง้างแต่มันไม่ต่อย มันนัวเนีย วุ่นวายไปหมด” (หัวเราะ)

“เอาจริง ๆ ผมคิดไม่ออกเลยว่าคำตอบจากการลงไปสัมภาษณ์เพื่อเอามาทำภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นไปในทิศทางไหน มันไม่มีทางโกหกได้เลยอะ ถ้าโกหกคนดูเขาก็จะรู้ว่าเราไปโยนให้เขาตอบ มันก็เลยต้องไปสัมภาษณ์จริง ทุกอย่างมันมั่วมาก เราถามความคิดเห็นจากคนทุกเจนว่าอยากเห็นเวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ ทำอะไร แล้วคำตอบที่ผมได้กลับมามีแต่คำว่า ‘เชี่ย!’ ผมกำลังดูอะไรอยู่วะ มันตลกมากอะ ถ้าทำออกมาเป็นหนังมันต้องตลกมากแน่ ๆ”

ส่วนคำตอบที่ทำให้พีทยังคงตราตรึงใจอยู่คงหนีไปพ้น ผู้หญิงคนหนึ่งที่บรรยายว่าเธออยากเห็นเวียร์อุ้มแมว เธอเลยเดินเข้าไปหาเวียร์ ยื่นแมวให้ แล้วก็สลับลูกกับแมวกัน หลังจากพีทเล่าจบเขาถึงกับกุมขมับ แต่เป็นการกุมขมับที่ดูแล้วเขาคงจะสะใจกับการปั้นงานชิ้นนี้ขึ้นมาน่าดู คลับคล้ายคลับคลาว่าเราจะเห็นออร่าแห่งความบันเทิงใจส่องแสงจ้าออกมาจากชายคนนี้ เพราะตอนที่เขากำลังกุมขมับเขายังคงพูดคำว่า ‘สุดยอด’ ไม่หยุดปาก

ส่วนความคาดหวังของโฆษณาชิ้นนี้ พีทบอกว่าทุกวันนี้เขาต้องต่อสู้กับสงครามแอร์ไทม์จากหลายแพลตฟอร์ม มีแต่คนที่อยากแย่งสายตาคนดู ถ้าเขาไม่สามารถทำงานโฆษณาที่เข้าไปคุยกับคนดูได้ มันก็คงเป็นงานที่ไปไหนต่อไม่ได้

“งานโฆษณามันต้องไม่ยัดเยียด ต้องเป็นสิ่งที่คนอยากเห็นจริง ๆ แล้วไปไอเดียนี้มันเป็นสิ่งที่ผมคิดไม่ออก นึกไม่ออกจริง ๆ ว่ามันจะเป็นแบบไหน แต่พอเริ่มมีการ develop ผมก็เห็นแล้วอะว่า มันจะต้องมีคนเห็นแล้วแบบ ‘อะไรวะเนี่ย’ แน่ ๆ” (หัวเราะ) และเราก็คือหนึ่งในคนที่ ‘อะไรวะเนี่ย’ หลังจากดูโฆษณาชิ้นนี้จบ แต่เป็นความอิหยังวะที่มันจี้จุดเสียจนอยากวนกลับไปดูซ้ำ ๆ

ก้าวต่อไปของบีบีดีโอ ภายใต้การนำของครีเอทีฟมือรางวัลระดับโลก

“สิ่งสำคัญที่สุดในการผลิตงานโฆษณาแต่ละชิ้นสำหรับผมคือ ทีมและพาร์ทเนอร์ เพราะการทำงานไม่มีใครที่สามารถทำงานคนเดียวได้ ทีมงานคือคนที่สำคัญที่สุด แต่ก็มี lead ของแต่ละโปรเจกต์ เช่น ‘โฆษณาจากทุกเจน’ ของไก่ย่างห้าดาวก็จะมี ‘พี่ทอย – พัชร์ณัฏฐ์ จามรจุรีกุล’ เป็น Creative Director ‘น้องชุ่ม – ชุ่มจิตต์ ยวนแหล’ เป็น Art Director ‘บ้ง – วรวรรณ ชัยเลิศ’ เป็น Copywriter และพาร์ทเนอร์ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญต่อเรามากจริง ๆ ในการทำงานชิ้นนึงออกมาให้สำเร็จ ถ้าลูกค้าไม่เห็นด้วยมันไม่มีทางที่งานชิ้นนี้จะเกิดขึ้นได้เลย

“อย่างตอนที่พีทเอางานตัวนี้ให้เขาดู เขาก็ถามพีทกลับนะว่าความยาวเท่าไหร่ พีทก็ถามเขากลับแล้วเขาคิดว่าเท่าไหร่?

“3 นาที?

“8 นาทีครับ” (ยิ้ม)

แต่การรจะขายงานผ่านง่าย ๆ คงใช้ไม่ได้กับคนในวงการนี้แน่ ๆ “พี่ว่าเราหั่นอะไรออกไปอีกดีมั้ย?” คงเป็นคำที้ได้ยินจนคุ้นหู จนพีทรีบถามกลับว่าชอบงานนี้แล้วหรือยัง? ถ้าชอบแล้วทุกอย่างก็ไปต่อได้ คงไม่ต้องบอกว่าผลลัพธ์เป็นยังไง เพราะโฆษณา 8 นาทีตัวนี้ก็คลอดออกมาให้คนไทยทั้งประเทศเห็นกันเป็นที่เรียบร้อย

ส่วนเคล็ดลับอะไรที่ทำให้เขาคว้ารางวัลมานับไม่ถ้วนขนาดนี้ พีทบอกว่าเขาวัดความเจ๋งของงานผ่าน ‘ขน’ ใช่ ขนแขนนี่แหละที่จะตัดสินว่างานชิ้นไหนคือสุดยอดที่จะเอาชนะคู่แข่งคนอื่น ๆ ในโลกนี้ได้โดยมี ‘ขน’ เป็นตัวชี้วัด

ถ้าอยากขนลุกซู่ไปกับงานอีกหลาย ๆ ชิ้นของพีท เราขอแนะนำ ผลงาน 3 ชิ้นที่เขาภาคภูมิใจที่สุดนับตั้งแต่ทำงานอยู่ในวงการโฆษณามา 12 ปีอย่าง ‘Songkran Stranger #รักไม่ซ้ำหน้า’ ภาพยนตร์ในรูปแบบ Interactive Movie ที่ชวนทุกคนร่วมเล่นน้ำสงกรานต์ไปกับมาริโอ้ เมาเร่อ และหลิน มชณต ผ่านฟีเจอร์ Duet และ Stitch ต่อกันด้วย ‘โฆษณาจากทุกเจน’ ของไก่ย่างห้าดาว ภาพยนตร์โฆษณาความยาว 8 นาที ที่รวมความชอบของทุกเจนเข้าด้วยกันโดยมี ‘ความอร่อย’ เป็นตัวเชื่อมความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชั่น และ ‘ขอบคุณลูกค้าที่ยกเลิกงาน’ ของ TCP เล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาถูกยกเลิกงานโฆษณาชิ้นใหญ่ที่สุด เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19

แล้วพีทคิดว่าทิศทางต่อจากนี้ของบีบีดีโอจะเป็นยังไง – เราถามคำถามสุดท้าย

“ผมคิดว่าจะพาบีบีดีโอไปในทิศทางที่คนเขาอยากดูงานโฆษณาด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องยิง Ads แล้วเขาถึงจะดู ผมอยากให้งานโฆษณาเป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง หรือประสบการณ์ที่ทำให้คนดูเขารู้สึกว่า เฮ้ย! มันใหม่จัง ผมอยากทำให้ได้แบบนั้น”

“ทุกวันนี้เราใช้ #WeInProgress กันอยู่ มันเหมือนเป็นการที่ทำให้เราก้าวไปข้างหน้า ก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม พาไปไกลกว่าการทำโฆษณาที่คนรู้สึกว่าโดนยัดเยียด เราพยามสร้างสิ่งที่คนอยากจะหาคอนเทนต์นี้มาดูให้ได้ อยากให้เขาเห็นว่าทำไมคอนเทนต์นี้มันเจ๋งจัง อยากจะดูในรูปแบบที่ไม่ต้องถูกจำกัดว่าต้องเป็นโฆษณา แต่เป็นแม่งทุกอย่างที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา เป็นโซลูชั่นที่ไม่ใช่แค่มีเดีย เราอยากจะพาบีบีดีโอไปถึงจุดนั้นให้ได้”


มนุษย์โลกส่วนตัวสูงที่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า สนใจหลายประเด็นโดยเฉพาะเรื่องรัสเซียและโลกธุรกิจ

Photographer

ช่างภาพนิ่งและเคลื่อนไหว

Related

เจอร์รี บัสส์ : เด็กสู้ชีวิต สู่นักธุรกิจซื้อแอลเอ เลเกอร์ส ปั้นทีมจนยุคหลังมีมูลค่าแซง ‘ปีศาจแดง’ และ ‘หงส์แดง’ พลิกโฉมบาสเกตบอลเอ็นบีเอไปตลอดกาล

มิเชล บัค: ซีอีโอหญิงหนึ่งเดียวของ Hershey ที่สร้างความเท่าเทียมให้กับทุกเพศในการทำงาน

‘5 ดาว’ แฟรนไชส์ยักษ์ใหญ่ ที่เริ่มจากตู้ขาย ‘ไก่ย่าง’ เล็กๆ

ยาสุฮิโระ ยามาซากิ ผู้ปั้นแบรนด์ Royce’ จนเป็นภาพจำช็อกโกแลตจากญี่ปุ่น

uDesign: ออกแบบชีวิตอย่างไรในวันที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

Oronamin C: เปลี่ยนฝาเกลียวเป็นฝาดึง เพราะคดีฆาตกรรมหมู่แบบสุ่ม

แฟรงคลิน คลาเรนซ์ มาร์ส ผู้สยบความวีนด้วย ‘Snickers’ ช็อกโกแลตบาร์ที่เข้าใจคนหิวมากที่สุด

เบน กอร์แฮม: วางความฝันจากนักบาสฯ สู่การปั้น ‘Byredo’ แบรนด์น้ำหอมที่ปรุงกลิ่นจากบาสเกตบอลและความทรงจำ