Post on 28/03/2019

มาร์วิน เกย์ นักร้อง Sexual Healing ผู้ตายด้วยน้ำมือพ่อแท้ ๆ

“ที่รัก เช้านี้ฉันรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว ฉันรู้สึกได้ถึงคลื่นทะเลที่ปั่นป่วนในร่างกาย ที่รัก ฉันกำลังดำดิ่งท่ามกลางคลื่นที่ถาโถม

“ยามใดที่ฉันเป็นเช่นนี้ ฉันต้องการการบำบัดทางเพศ การบำบัดทางเพศช่วยให้ฉันดีขึ้น ทำให้ฉันรู้สึกสบาย มันช่างเป็นแรงขับที่รุนแรง

“โปรดช่วยฉันให้ผ่อนคลาย แล้วมันจะดีกับเราทั้งสองคน”

นี่คือท่อนหนึ่งของบทเพลง Sexual Healing ของ มาร์วิน เกย์ (Marvin Gaye) นักร้องผิวดำ ซึ่งเพื่อนของเขารายหนึ่งอ้างว่า ไอเดียของเพลงนี้มาจากการที่มาร์วินถูกทักถึงเรื่องที่เขาเสพติดสื่อลามกแนวซาโดมาโซคิสม์ (ใช้ความรุนแรง หรือชอบถูกกระทำด้วยความรุนแรง) และสมควรได้รับการบำบัด ซึ่งเกย์ได้เปลี่ยนคำทักท้วงนั้นมาร้อยเรียงเป็นเสียงเพลงได้อย่างน่าฟัง ทำให้เขาได้รับรางวัลแกรมมี และกลายเป็นเพลงหนึ่งที่ติดลิสต์เพลงยอดเยี่ยมตลอดกาลของ Rolling Stone (เรื่องที่มาของเพลงนี้ยังมีข้อถกเถียงพอสมควรว่าใครกันแน่ที่มีส่วนร่วมบ้าง ซึ่งจะไม่ขอนำมากล่าวในที่นี้)

แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายเมื่อมันเป็นเพลงในอัลบัมสุดท้ายก่อนที่เขาจะถูก มาร์วิน เกย์ ซีเนียร์ (Marvin Gay Sr., มาร์วิน เกย์ เพิ่มตัว “e” ในนามสกุลของเขาเมื่อเริ่มอาชีพนักร้อง) พ่อแท้ ๆ ของเขาฆ่าตายในราวหนึ่งปีต่อมา (1984)

มาร์วินกับพ่อมีความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่มาตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก พ่อของเขาเป็นนักเทศน์และชอบแต่งหญิง (ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตอนเด็ก ๆ มาร์วินตกเป็นเป้าถูกรังแก) มาร์วินซีเนียร์ยังเป็นคนที่มีความเข้มงวดมาก และมักลงโทษลูก ๆ ที่ไม่ได้ดั่งใจด้วยความรุนแรง ตามคติที่ว่า “เอาแต่เก็บไม้เรียว เดี๋ยวเด็กมันจะเสียคน” (spare the rod, spoil the child คล้ายรักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี)

สื่อหลายเจ้ายังบอกว่า ที่มาร์วินผู้พ่อเข้มงวดกับลูกชายมากน่าจะมาจากอิจฉาความสำเร็จของลูกชาย และการที่ลูกชายเป็นที่รักของคนรอบข้าง

“เธอเอ็นดูมาร์วินมาก และมาร์วินก็รักแม่” เพื่อนคนหนึ่งกล่าวถึง ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่าง มาร์วิน กับอัลเบอร์ตา (Alberta) แม่ของเขา (People) “บางทีเราก็คิดว่า พ่อของเขาอิจฉาเขาอยู่นะ พ่อเขาคงอยากจะบอกมาร์วินให้รู้จักสำนึกเป็นอันดับแรกว่าผู้หญิงคนนี้คือเมียของเขา ขณะที่มาร์วินสุภาพกับพ่อมาก ๆ และมักจะเรียกว่า ‘เซอร์’ ตลอดเวลา”

ทั้งคู่มีความระหองระแหงกันเรื่อยมา เดี๋ยวดีบ้าง เดี๋ยวร้ายบ้าง แต่ส่วนมากจะร้ายมากกว่าดี ถึงอย่างนั้นมาร์วินก็เคยบอกกับเพื่อนของเขาไม่นานก่อนตายว่า เขามีพ่ออยู่แค่คนเดียวและปรารถนาที่จะสมานรอยร้าวของทั้งคู่

ก่อนหน้านั้น มาร์วินที่เริ่มมีชื่อเสียงมาตั้งแต่ยุค 60s ต้องประสบปัญหาหลายด้าน ทั้งความเครียดเมื่อต้องแข่งกับนักร้องรุ่นใหม่ ๆ และสภาพจิตใจที่ย่ำแย่เมื่อเพื่อนหญิงคนสนิทอย่างแทมมี เทอร์เรล (Tammi Terrell) นักร้องร่วมค่ายโมทาวน์มาเสียชีวิตลง เขาเริ่มมีปัญหาเรื่องยาเสพติด ตามมาด้วยปัญหาด้านการเงิน ทำให้ค้างชำระภาษีเป็นจำนวนหลายล้านดอลลาร์ เขาจึงตัดสินใจหนีไปอยู่ยุโรปซึ่งเป็นที่ที่เขาได้เริ่มทำอัลบัม Midnight Love งานชุดที่ 17 ซึ่งกลายมาเป็นผลงานชิ้นเอกของเขา

ระหว่างการออกทัวร์อัลบัมนี้ในปี 1983 เขาแสดงถึงปัญหาสุขภาพจิตคิดว่าตัวเองถูกปองร้ายทำให้เขาจ้างบอดีการ์ดมารายล้อม และสวมเสื้อกันกระสุนอยู่ตลอด ขณะเดียวกันเขาก็เริ่มพูดถึงการฆ่าตัวตายและขู่ว่าจะฆ่าตัวตายหลายครั้ง การกลับไปอยู่บ้านร่วมกับพ่อแม่ก็ทำให้เขามีปากเสียงบ่อย ๆ กับพ่อที่มีความสัมพันธ์ย่ำแย่มาตั้งแต่เขายังเด็ก

และในวันที่ 1 เมษายน 1984 สองพ่อลูกมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ฝ่ายมาร์วินซีเนียร์อ้างว่า “เขาเป็นคนที่เตะและต่อยผมก่อน” (The New York Times) และบอกว่าลูกของเขากำลังเมาโคเคน ซึ่งเมื่อไหร่ที่เป็นอย่างนี้เขาก็ไม่ต่างไปจากปีศาจร้าย

“ผมเสียใจ และสำนึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมรู้ว่าผมยิงปืนออกไป ผมแค่ต้องการให้เขาเลิกทำร้ายผมเท่านั้น” มาร์วินผู้พ่อกล่าว

มาร์วินเสียชีวิตลงก่อนครบรอบวันเกิด 45 ปี จากกระสุนปืนที่ยิงเข้าหน้าอกเป็นจำนวนสามนัด โดยปืนกระบอกดังกล่าวเป็นปืนที่เขาซื้อให้กับพ่อเป็นของขวัญวันคริสต์มาสในปีก่อนหน้า

พ่อของเขาถูกจับกุมและดำเนินคดี ศาลได้พิจารณาหลักฐานการใช้สารเสพติดของมาร์วิน ประกอบกับการที่เขาเป็นผู้เริ่มต้นใช้ความรุนแรงกับพ่อก่อน จึงตัดสินให้พ่อของเขารับผิดฐานจงใจฆ่าผู้อื่น (voluntary manslaughter แม้จะเป็นการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา แต่เป็นเหตุที่เกิดจากสถานการณ์บางอย่างกระตุ้นให้ผู้กระทำผิดลงมือ เช่นการบันดาลโทสะ) ให้จำคุก 6 ปี แต่ให้รอลงอาญา และติดทัณฑ์บนเป็นเวลา 5 ปี ส่วนแม่ของเขาได้ตัดสินใจยื่นฟ้องหย่าสามี โดยให้เหตุผลว่าทั้งคู่ได้แยกกันอยู่มาตั้งแต่วันที่มาร์วินถูกยิงตาย (Express)

ขณะที่พี่น้องของเขาออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า มาร์วินตั้งใจที่จะตายอยู่แล้วแต่ทำด้วยตัวเองไม่ได้ การวิวาทกับพ่อจึงเป็นการยืมมือให้พ่อของเขาฆ่าตัวเอง ขณะเดียวกันก็เป็นกาลงโทษให้พ่อผู้ลงมือต้องทนทุกข์กับบาปที่ตัวเองได้ทำไว้ และช่วยให้ชีวิตของแม่ที่เขารักพ้นจากสามีร้ายที่คอยข่มเหง


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ และต่างประเทศ