Post on 04/10/2020

The Devil All the Time: เมื่อศรัทธากลายเป็นอาวุธของปีศาจ?

ไม่ใช่ครั้งแรกที่วงการภาพยนตร์ตัดสินใจหยิบยกประเด็น ‘ความเชื่อทางศาสนา’ มาเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา หรือกระทั่งเป็นสาเหตุหลักในการกระทำเลวร้ายของตัวละคร และไม่ใช่ครั้งแรกเช่นกัน ที่แรงศรัทธาเหล่านั้น สามารถกลบฝังสำนึกผิดชอบชั่วดีของทุกคน จนทำให้มนุษย์ทั่วไปสามารถมีจิตใจโหดเหี้ยมได้อย่างคาดไม่ถึง

The Devil All the Time (2020) เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่หยิบยกประเด็นความศรัทธาดังกล่าวมาพูด แต่มากไปกว่าเจตนาที่ต้องการให้ผู้ชมตั้งคำถามกับ ‘ความศรัทธา’ ว่าสามารถทำให้คนดีกลายเป็นคนบาปได้หรือไม่ ดูเหมือนหนังเรื่องนี้จะตั้งใจทำให้เห็นชัด ๆ ไปเลยว่า ทุกคนเป็น ‘ปีศาจ’ แต่ปีศาจตนไหนล่ะ ที่เลวร้ายกว่า ตนที่ไม่มีศรัทธา หรือตนที่มีกันแน่?

*หมายเหตุ – มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญในเรื่อง*

The Devil All the Time ภาพยนตร์แนวดรามา-ทริลเลอร์ ออกอากาศทาง Netflix ถูกดัดแปลงมาจากหนังสือชื่อเดียวกัน เขียนโดย โดนัล เรย์ พอลล็อก (Donald Ray Pollock) เมื่อปี 2011 ชื่อนี้อาจจะไม่คุ้นหูนักอ่านทั่วไปนัก เพราะพอลล็อกเพิ่งจะมาเริ่มจับปากกาเขียนหนังสือตอนเขาอายุปาเข้าไป 50 กว่า แต่ปรากฎว่าหนังสือเล่มแรกดันประสบความสำเร็จเสียมากมาย แถมยังขึ้นแท่นกลายเป็น 1 ใน 10 หนังสือแห่งปีของนิตยสาร Publishers Weekly ไปแล้วด้วย

อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ ดูเหมือนผู้กำกับจะพยายามทำให้ทุกคนเป็นปีศาจ ไม่ว่าจะเป็นปีศาจที่แสดงตัวแบบเปิดเผย ปีศาจในคราบนักบุญ หรือปีศาจที่พยายามซุกซ่อนตัวตนอยู่ในจิตวิญญาณของคนที่เชื่อเหลือเกินว่าตัวเองเป็นคนดี ทั้งหมดนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ตอกย้ำให้โทนของหนังเรื่องนี้ดำมืดได้เท่ากับเส้นทางที่สร้างปีศาจเหล่านั้น

ฉากหลังของ The Devil All the Time (2020) เกิดขึ้นช่วงปี 1950s-1960s ในแถบชนบททางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา เส้นเรื่องหลักเล่าถึงชีวิตของ อาร์วิน รัสเซล (รับบทโดย ทอม ฮอลแลนด์) เด็กหนุ่มจิตใจดีที่มีเส้นทางชีวิตค่อนข้างโหดร้าย วัยเด็กเขาเติบโตมาในครอบครัวที่มีพ่อเคร่งศาสนา ในช่วงแรก ‘วิลลาร์ด’ พ่อของเขาก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงทหารผ่านศึกธรรมดาที่พยายามจะเป็นสามีและพ่อที่ดี แต่กลายเป็นว่าที่จริงเขามีสภาวะทางจิตหลังสงคราม ทำให้เขามักจะเลือกใช้ความรุนแรงเพื่อตอบโต้กับคนในเมืองที่ชอบมาคุกคามครอบครัว

The Devil All The Time (L-R) Bill Skarsgård as Willard Russell, Michael Banks Repeta as Arvin Russell (9 Years Old). Photo Cr. Glen Wilson/Netflix © 2020

ภาพของครอบครัวแสนสุขค่อย ๆ ถูกทำลายลงในวันที่แม่ของอาร์วินป่วยหนัก วิลลาร์ดที่ราวกับจะสติแตกลากลูกชายออกไปสวดภาวนาในป่าหลังบ้าน ตรงไม้กางเขนที่ทำขึ้นเอง เขาเอาแต่พึมพำว่าถ้าเรามีศรัทธามากพอ พระเจ้าจะต้องฟังคำขอของเราแน่ แต่ไม่ว่าจะภาวนาสักเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนจะไปไม่ถึงหูของพระเจ้า

ตอนนั้นเองที่วิลลาร์ดคิดว่า หรือพระองค์จะต้องการเครื่องสังเวย? เขาไม่ลังเลที่จะสังหารสุนัขตัวโปรดของลูกชาย เพื่อแลกกับความเมตตา แต่แน่นอนว่าความศรัทธาไม่ช่วยให้ใครหายป่วย แม่ของอาร์วินต่อสู้ต่อไปไม่ไหว ไม่นานเธอก็จากไป เช่นเดียวกับวิลลาร์ดที่ฆ่าตัวตายตามต่อหน้าไม้กางเขน

อาร์วิน วัย 9 ขวบ กลายเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกส่งกลับไปอยู่กับย่าที่เมืองน็อกเคมสติฟฟ์ ที่นั่นเขาได้เจอกับ เลอนอร์ร่า น้องสาวบุญธรรมที่ย่าของเขารับเลี้ยงไว้ เลอนอร์ร่า เป็นเด็กกำพร้าเพราะพ่อผู้คลั่งศาสนา ตัดสินใจฆ่าแม่ของเธอ เขาเชื่อว่าความศรัทธาจะสามารถคืนชีพเธอขึ้นมาได้ แน่นอนว่าแม่เธอตาย ส่วนพ่อก็หายไปในวันเดียวกันนั้น เลอนอร์ร่า ยังหวังว่าพ่อของเธอจะกลับมา และเพราะเติบโตมากับย่าของอาร์วินที่เคร่งศาสนา เธอสวดภาวนาให้เขาทุกวัน

The Devil All The Time: Tom Holland as Arvin Russell. Photo Cr. Glen Wilson/Netflix © 2020

ชีวิตของอาร์วินต่อจากนั้นดูเหมือนจะราบรื่น (?) แม้ครอบครัวจะไม่ได้ร่ำรวยมาก แต่ปู่กับย่าก็มอบความรักให้พวกเขาอย่างดี แต่เพราะมรดกที่พ่อทิ้งไว้แก่อาร์วิน นอกจากปืนหนึ่งกระบอกแล้ว ยังทิ้งความโมโหร้ายให้กลายเป็นนิสัยติดตัวของเขามาด้วย เมื่อเลอนอร์ร่ามักจะถูกรังแกบ่อย ๆ อาร์วินจึงเลือกจะปกป้องน้องสาวเขาด้วยความรุนแรง ช่วงเวลานั้นอาร์วินยังคงไปโบสถ์กับครอบครัวแทบทุกอาทิตย์

ระหว่างตัวตนของอาร์วินค่อย ๆ เติบโตขึ้นมา หนังเรื่องนี้ก็ยังสลับไปเล่าเรื่องราวหลายเส้นเรื่อง หลายช่วงเวลาที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ทั้งเรื่องราวของนายอำเภอฉ้อฉล ที่คอยปกปิดร่องรอยของน้องสาวผู้สมรู้ร่วมคิดกับสามีทำงานเป็นฆาตกรต่อเนื่อง โดยพวกเขามักจะขับรถรับเหยื่อที่ขอติดรถไปด้วย ก่อนจะร่วมมือกันฆ่าและทรมาน ทั้งคู่ยังถ่ายภาพศพไว้เป็นหลักฐานของความพยายาม แถมยังว่ามันช่างงดงามราวกับงานศิลปะ

เรื่องราวดำเนินมาจนถึงช่วงเวลาที่ อาร์วิน และ เลอนอร์ร่า เป็นวัยรุ่น พวกเขายังเป็นเพียงเด็กบ้านนอกทั่วไปที่ใช้ชีวิตไปกลับระหว่างบ้าน โบสถ์ และโรงเรียน ตอนนั้นเองที่เมืองนอกเคมสติฟฟ์มีสาธุคุณคนใหม่ย้ายเข้ามา ชื่อของเขาคือ เพรสตัน ทีการ์ดิน (รับบทโดย โรเบิร์ต แพททินสัน) นักเทศน์บ้ากามผู้ซึ่งฉากหน้าอ้างคำพูดในพระคัมภีร์ แต่ชีวิตจริงชอบหลอกเด็กสาวผู้มีศรัทธาไปหาเศษหาเลย หนึ่งในเหยื่อเหล่านั้น ย่อมไม่พ้นเด็กสาวหัวอ่อนอย่าง เลอนอร์ร่า ผลลัพธ์ของเรื่องนี้ไม่สวยเท่าไหร่ เพราะสุดท้าย เธอฆ่าตัวตายเพราะอับอายที่ตั้งท้อง

The Devil All The Time: Robert Pattinson as Preston Teagardin. Photo Cr. Glen Wilson/Netflix © 2020

หลังจากอาร์วินรู้เรื่อง สิ่งเดียวที่เขานึกออกคือการแก้แค้น เขาหยิบปืนของพ่อไปหาเพสตันที่โบสถ์ ฉากนี้สำหรับผู้เขียน อาจเป็นหนึ่งในการแสดงที่ทรงพลังที่สุดของทอม ฮอลแลนเลยก็ว่าได้ เพราะมันคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขากลายเป็น ‘ปีศาจ’ ทันทีที่ตัดสินใจเหนี่ยวไกไปที่สาธุคุณ หลังจากเพิ่งสารภาพบาปไปก่อนหน้านั้น แถมนั่นยังไม่ใช่ครั้งเดียวที่เขาใช้ปืนปลิดชีวิตคนอื่นอีกด้วย

อันที่จริง เรื่องราวใน The Devil All the Time ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะยังมีปมปัญหารายล้อมอีกมากที่ค่อย ๆ โยงมาบรรจบกันในตอนท้าย ซึ่งก็คล้ายจะตอกย้ำว่าตัวละครทั้งหมดในเรื่องนี้ แทบจะไม่มีคนดีเหลืออยู่ แต่สำหรับผู้เขียน ‘กระบวนการสร้างปีศาจ’ ที่เกิดขึ้นในเรื่องต่างหากที่น่าสนใจ หลายครั้งที่เวลาอ่านข่าวฆาตกรรม ผู้เขียนมักเกิดคำถามว่าอะไรที่ทำให้เขากลายเป็นคนแบบนี้ หรือตัดสินใจทำเรื่องราวเหล่านี้ มนุษย์บางคนมี ‘ปีศาจ’ อยู่ในสันดาน หรือเป็นเพราะสถานการณ์พาไปกันแน่

หลายครั้งที่สถานการณ์มักบีบบังคับให้ตัวละครต้องทำสิ่งเลวร้ายลงไป ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันตัว ทำร้าย หรือเข่นฆ่าคนที่เขามองว่าสมควรตายไปเสียก็ตาม

“ผมไม่ใช่คนเลวนะ ไอ้สาธุคุณนั่นไม่ได้ดีเลย มันทำเลวกับน้องสาวของผม จนเธอฆ่าตัวตาย ผมไม่มีทางเลือก” อาร์วินโต้ตอบกับตัวละครหนึ่งที่กำลังจ้องจะเอาชีวิตเขา ก่อนที่ตอนท้ายจะเป็นฝ่ายช่วงชิงชีวิตของอีกฝั่งมาแทน

ไม่ว่าคำตอบของคุณจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ดูเหมือน The Devil All the Time จะประสบความสำเร็จในการตั้งคำถามถึงเพดานความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของผู้ชม การที่ตัวละครตัดสินใจเหนี่ยวไกเพื่อฆ่าคนเลว ๆ สักคน สามารถยอมรับได้หรือไม่? แล้วถ้าเขาเริ่มฆ่าคนเลวคนที่ 2 หรือ 3 ล่ะ? เขาจะยังถือเป็นคนดี ที่จำเป็นต้องทำเรื่องชั่วในสายตาของเราอยู่หรือเปล่า?

ที่แน่ ๆ แม้เส้นเรื่องของภาพยนตร์จะมีจุดเริ่มต้นอยู่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนจะไปจบที่ช่วงต้นของสงครามเวียดนามที่กำลังปะทุ แถมยังเป็นเป้าหมายต่อไปที่อาร์วินตั้งใจจะไปเข้าร่วมอีก แต่สงครามที่อยู่สุดขอบของเรื่องราวทั้งหมดนี้ กลับไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเนื้อหาเท่ากับ “ความศรัทธา” ที่ถูกยกมาอ้างเพื่อลบล้างหรือแม้แต่เป็นสาเหตุของการก่อกรรมทำเข็ญอันชั่วร้ายเลย

 

 


Related

รีวิวเทศกาลเพลงนอกกระแส Fungjai Crossplay 3 งานดี ๆ ของชาวอินดี้

หลับตาฟังเรื่องเล่าไปกับ Blind Experience เมื่อความสวยงามมองไม่เห็นด้วยดวงตา

หนึ่งวัน ณ เขาใหญ่ กับ “ครอบครัวคันโต” ที่จะพาไปเจอกับ “ความสงบ ดนตรี เรือดำน้ำ และ ไร่ไวน์”

รีวิว Zealy Fools คอนเสิร์ต: “เหวี่ยง” มิตร (Mist) ภาพ “วัดใจ” เพื่อน

รีวิวคอนเสิร์ต OneRepublic จากงาน Spotify On Stage โชว์แบบเครื่องดีเซล 11 เพลงฮิต ชวนให้หายคิดถึง

MA: “ความซ่า” คือหายนะของวัยรุ่น

รีวิวคอนเสิร์ต The 1975 แมตตี้อย่างบ้า ซาวนด์โคตรดี คนถ่ายวิดีโอตลอดโชว์ และไฮไลท์ที่สะท้อนให้เห็นความน่ากลัวของน้ำมือมนุษย์

The Cave นางนอน (2019): มีอะไรอีกนอกจากผู้ว่าฯ กับผู้กำกับฯ เถียงกัน