Post on 24/01/2019

จิม มาร์แชลล์ ชายผู้สร้างแอมป์ “Marshall” กับลำโพงร็อกเปลี่ยนโลก

       ถ้าพูดถึงเพลงร็อกแล้ว คุณอาจจะนึกถึงดนตรีที่ดูหนักแน่นแข็งแรงและมาพร้อมกับความดังของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดทั้ง กลอง เบส และโดยเฉพาะเสียงกีตาร์ที่แตก ๆ ดัง ๆ

ย้อนกลับไปเมื่อยุค 60s ในตอนนั้นนักกีตาร์ร็อกหลายคนกำลังเบื่อหน่ายกับแอมป์กีตาร์แบบเดิม ๆ ที่ทั้งดังไม่สุดและเสียงสะอาดเกินไป จนวันหนึ่งปัญหาดังกล่าวไปเข้าหู จิม มาร์แชลล์ ชายเจ้าของร้านขายเครื่องดนตรีในลอนดอนเข้า ซึ่งใครมันจะไปรู้ล่ะว่านี่จะกลายเป็นจุดกำเนิดของแอมป์กีตาร์ “Marshall” ตัวแรกที่เปลี่ยนโลกของดนตรีร็อกไปตลอดกาล

ใครคือ จิม มาร์แชลล์ ?

       มาร์แชลล์ เกิดและโตที่เมืองเซาท์ฮอลล์ ประเทศอังกฤษ มาร์แชลล์เกิดมาพร้อมกับอาการโรคกระดูก นั่นทำให้ชีวิตในวัยเด็กของเขาส่วนใหญ่ต้องอยู่ที่โรงพยาบาลมากกว่าโรงเรียนเสียอีก

ในวัยสิบสามปี มาร์แชลล์ตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนเพื่อไปทำงานในหลายสายอาชีพ ทั้งเป็นพ่อค้าขายเศษเหล็ก, คนทำขนมในโรงงานบิสกิต, คนขายตึก, คนขายรองเท้า และอาชีพคนหั่นเนื้อที่ทำให้นิ้วเขาเกือบขาด

จากความรู้ที่ได้มาจากงานหลายสายอาชีพกลายเป็นแรงผลักดันให้มาร์แชลล์เริ่มต้นสนใจในเรื่องของระบบไฟฟ้าต่าง ๆ และที่แคร์มิก เอ็นจิเนียริ่ง เขาได้มีโอกาสศึกษาการออกแบบระบบไฟฟ้าเป็นครั้งแรกที่นั่น ก่อนในปี 1946 มาร์แชลล์จะย้ายไปทำงานที่ เฮสตัน แอร์คราฟต์ บริษัทผลิตเครื่องบินที่เมืองมิดเดิลเซ็กซ์ ในตำแหน่งฝ่ายผลิตอะไหล่

ในตอนนั้นในหัวของมาร์แชลล์ มีแต่ความสับสนและยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรกันแน่ แต่แล้ววันหนึ่ง “ดนตรี” ก็เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปตลอดกาล ในวัยสิบสี่มาร์แชลล์ได้ฝึกเต้นแท็ปแดนซ์และได้มีโอกาสไปแสดงร่วมกับวงออร์เคสตรา

“ผมได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ในวงแท็บแดนซ์ จากนั้นผมเริ่มร้องเพลงและเมื่อหัวหน้าวงมาได้ยินเสียงผม เขาก็เลยถามว่าว่านายสนใจมาเล่นในวงด้วยกันไหม นั่นเป็นครั้งแรกที่ดนตรีเข้ามาเป็นความน่าสนใจในชีวิตผม”

มาร์แชลล์ หลงรักเสียงเพลงเข้าอย่างจังและเริ่มต้นหัดเล่นเครื่องดนตรีชิ้นแรกนั่นก็คือกลองชุด ฝีมือของเขาพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และบ่อยครั้งที่วงออร์เคสตราขาดมือกลองมาร์แชลล์ก็มักจะกระโดดขึ้นไปนั่งตีแทนอยู่บ่อย ๆ

“ในปี 1942 ผมได้มีโอกาสถูกเรียกเข้ามาเป็นมือกลอง ตอนนั้นผมหาเงินได้คืนละ 10 ชิลลิ่งและเพราะเป็นช่วงสงคราม เราแทบไม่มีน้ำมันสำหรับไว้เติม ดังนั้นผมจึงตัดสินใจขี่จักรยานที่พ่วงด้วยเทลเลอร์ซึ่งด้านในมีกลองและลำโพงที่ผมสร้างขึ้นเอง”

       มาร์แชลล์ เริ่มต้นตีกลองจริงจังมากขึ้นและใช้เวลาทุกวันอาทิตย์ไปเรียนกลองเพิ่มเติมกับ แม็กซ์ เอบรามส์ ที่ไนท์บริจด์ โดยมีความหวังว่าวันหนึ่งเขาจะต้องเก่งเหมือน จีน ครุปา ไอดอลของเขา ฝีมือของ มาร์แชลล์ พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจนสุดท้ายเขากลายเป็นบรมครูด้านการตีกลองคนหนึ่งของยุค 60s เขาสอนนักเรียนกว่าหกสิบห้าคนต่อสัปดาห์หนึ่งในนั้นก็คือ มิทช์ มิทเชลล์ มือกลองของ จิมิ เฮนดริกซ์ และ นิกกี้ อันเดอร์วูด มือกลองของริทชี่ แบล็กมอร์

       อาชีพครูสร้างรายได้ให้กับมาร์แชลล์เป็นอย่างมาก จนเขาเริ่มมีเงินเก็บและสามารถนำไปต่อยอดทำธุรกิจของตัวเองได้นั่นก็คือการเปิดร้านขายเครื่องดนตรีบนถนนอักซ์บริดจ์ ย่านชานเมืองลอนดอน

“ผมต้องสอนมือกลองเยอะมาก และต้องซื้อกลองยี่ห้อพรีเมียร์จากร้านเซลเมอร์ ในถนนแชร์ริง ครอส มาขายเป็นจำนวนมากจนมีคนมาบอกผมว่า นี่มันเป็นเรื่องโง่มาก ๆ ที่คุณหมดเงินไปกับที่นั่น ทำไมไม่เปิดร้านขายกลองของตัวเองขึ้นมาเลยล่ะ นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเปิดร้านขายเครื่องดนตรี”

ร้านแห่งนี้อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกับเดอะ อีลลิ่ง คลับ สถานที่ปล่อยของของเหล่านักดนตรีรุ่นใหม่ไฟแรงฝีมือดีซึ่งนักดนตรีเหล่านั้นก็คือลูกศิษย์ของ มาร์แชลล์ ด้วย นอกจากมือกลองหลายคนที่แวะเวียนไปที่ร้านแล้วนักกีตาร์หลายคนที่เล่นในเดอะ อีลลิ่ง อย่าง ริทชี แบล็กมอร์ (Deep Purple) พีท ทาวน์เซนด์ (The Who) หรือเจฟฟ์ เบ็ค (The Yardbirds) ก็มักจะชอบเข้าไปพูดคุยกับมาร์แชลล์อยู่ ๆ บ่อย ๆ ซึ่งนักกีตาร์เหล่านั้นก็เรียกร้องให้มาร์แชลล์นำกีตาร์และแอมป์เข้ามาขายที่ร้านด้วย

“ร้านของเราอยู่ในดงของสังคมร็อกแอนด์โรลล์ในลอนดอน ผมมีลูกศิษย์หลายคนที่เล่นที่นั่น (อีลลิ่ง) และพวกเขาก็พาเพื่อนๆ มาที่ร้านมีทั้ง ริทชี่ แบล็กมอร์, จิมมี่ เพจ หรือ พีท ทาวน์เซนด์ พวกเขาถามผมว่า ‘ทำไมไม่เอากีตาร์หรือแอมป์เข้ามาขายด้วยล่ะถ้าคุณเอาเข้ามาเราก็พร้อมจะซื้อ ร้านที่แทบเวสต์เอนด์ทำพวกเราเหมือนพวกงี่เง่า พวกเราเล่นร็อกแอนด์โรลล์ไม่ใช่แจ๊สนะ พวกนั้นไม่คิดจะจริงจังกับที่ที่พวกเราต้องการ’ นั่นทำให้ผมเริ่มสั่งของเข้ามาสต็อกไว้ และพวกเขาก็ทำตามที่สัญญาไว้”

จุดเริ่มต้นแอมป์แห่งดนตรีร็อก

       วันหนึ่ง มาร์แชลล์ ได้ไปรู้จักกับ เคน แบรน นักดนตรีที่มีความรู้ในเรื่องของวิศวกรรมไฟฟ้า ในช่วงระหว่างที่ แบรน กำลังออกทัวร์กับวง “Peppy and the New York” ทั้งคู่แลกเปลี่ยนแนวคิดกันและหวังว่าวันหนึ่งคงได้ทำอะไรสนุก ๆ ร่วมกัน แต่ใครจะไปรู้หนึ่งปีต่อมาในปี 1962 หลังจากที่ แบรน ออกจากวงและหันไปทำงานที่ แพนแอม มาร์แชลล์ก็ได้โทรชวน แบรน เข้ามาเป็นเซอร์วิสเอ็นจิเนีย ของร้าน

“เป็น เคน นั่นแหละที่เขามาบอกผมว่ามันเป็นเรื่องโง่มากถ้าเรามัวแต่ซื้อแอมป์เข้ามา ทั้งที่เราสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ ผมบอกให้เคนสร้างบางสิ่งขึ้นมาและผมจะร่วมฟังมันด้วย ผมได้มีโอกาสคุยกับ พีท ทาวน์เซนด์ ไบรอัน พูลล์ หรือ จิม ซัลลิแวน พวกเขาก็ต้องการบางสิ่งที่เสียงมันแตกต่างจากอันอื่น เพราะพวกเขาคิดว่าแอมป์เฟนเดอร์ในตอนนั้นมีเสียงที่สะอาดเกินไป”

ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของแอมป์ที่เปลี่ยนวงกาลเพลงร็อกตลอดกาล มาร์แชลล์ เสริมว่าในตอนแรกพวกเขาใช้แอมป์เฟนเดอร์เป็นต้นแบบระดับหนึ่ง

“แน่นอนเราดูไปที่แอมป์เฟนเดอร์ และเบสแมน มันเป็นแอมป์ที่ผมชอบและเป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่หลายคนพูดถึง ดังนั้นพวกเราจึงนำมันมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้าง”

       จากการร่วมมือกันของมาร์แชลล์, แบรน และผู้ช่วย ดัดลีย์ คราเวน แอมป์ Marshall ตัวแรกที่ใช้ชื่อว่า “Marshall JTM 45” ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ยอดขายแอมป์รุ่นนี้ถล่มทลายจนกลายเป็นแอมป์อันดับหนึ่งที่นักดนตรีร็อกทุกคนในโลกต้องการ เอริค แคลปตัน, รอนนี่ วูด, จิมมี่ เพจ หรือแม้กระทั่ง เจฟฟ์ เบ็ค ก็หันมาใช้แอป์ของ มาร์แชลล์ กันทั้งนั้น

“ถ้าคุณต้องการความไม่สุภาพและเสียงดัง ๆ คุณต้องนึกถึง Marshall มันคือพี่ใหญ่ของวงการเสียงคำรามของมันไม่มีแอมป์ยี่ห้อไหนสามารถทำได้” เจฟฟ์ เบ็ค พูดถึงแอมป์ Marshall ในนิตยสาร Guitar Player

จิมี่ เฮนดริกซ์ นักกีตาร์ชื่อดังคือชายที่หลงใหลในเสียงแตกแบบ ”ครันช์” ของแอมป์ Marshall จนแทบโงหัวไม่ขึ้น เฮนดริกซ์ไปได้ยินเสียงของมันครั้งแรกตอนที่เขาแจมกับวง Cream ของ แคลปตัน (หันมาใช้ Marshall ในปี 1964) ที่ลอนดอนในปี 1966 บวกกับ มิทช์ มิทเชลล์ มือกลองที่คอยพูดขายของให้มาร์แชลล์ตลอดเวลายิ่งทำให้ จิมี่ เฮนดริกซ์ แทบบ้าอยากได้มาครองสุด ๆ

“เขาพูดกับผมว่าเขายอมจ่ายทุกบาททุกสตางค์เพื่อได้มันมา เขาบอกว่าเขาต้องการใช้อุปกรณ์ของมาร์แชลล์ เขาคือคนที่มีคาแร็กเตอร์ยอดเยี่ยม เขาคือแบรนด์ แอมบาสซาเดอร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเรา” มาร์แชลล์ พูดถึง เฮนดริกซ์

     เฮนดริกซ์ ขึ้นโชว์บนเวทีงานเทศกาลดนตรีวู๊ดสต็อก เมื่อปี 1969 พร้อมกับแอมป์ของมาร์แชลล์ ที่เรียงตระหง่านกันไม่ต่างกับกำแพง โชว์ดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดตลอดกาลของวงการดนตรี และเป็นการโฆษณา Marshall มูลค่าระดับพันล้านที่พวกเขาแทบไม่เสียเงินแม้แต่แดงเดียว

แม้แอมป์ Marshall จะประสบความสำเร็จไปทั่วโลกและสร้างเงินมหาศาลให้กับตัวมาร์แชลล์ แต่เขาก็มักจะแบ่งเงินจำนวนหนึ่งเพื่อการกุศลในการช่วยเด็กพิการหรือไร้บ้านเสมอ

“ผมทำทั้งหมดนี้สำเร็จได้ โดยเริ่มมาจากไม่มีอะไร และผมคิดว่ามันถึงเวลาที่จะให้กลับไปเพื่อการกุศล”

“The Father of Loud” หรือแปลเป็นไทยว่า “บิดาแห่งความดัง” คือสมญานามที่ตั้งเพื่อเป็นเกียรติให้กับ มาร์แชลล์ ในฐานะชายผู้ให้กำเนิดแอมป์กีตาร์ที่เปลี่ยนแปลงวงการเพลงร็อกตลอดกาล

“เหตุผลที่เราตัดสินใจทำทั้งหมดนี้ง่ายมาก เราทำในสิ่งที่นักกีตาร์ในทุกวันนี้ต้องการ แอมป์ทุกตัวที่ผมสร้างขึ้นล้วนแต่มาจากการพูดคุยกันกับนักกีตาร์เหล่านั้น และลองสร้างมันด้วยเสียงที่อยู่ในหัวของผม ซึ่งมันก็เป็นแอมป์ที่ทั้งใหญ่และเสียงดังมาก ๆ หลังจากทั้งหมดผมถูกตั้งชื่อเล่นว่าบิดาของความดัง”

มาร์แชลล์ เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 5 เมษายนปี 2012 คุณลองจินจนาการดูสิถ้า จิมี่ เฮนดริกซ์, จิมมี่ เพจ หรือสแลช ไม่มีเครื่องเสียงที่ดีพออย่าง Marshall พวกเขาเหล่านี้อาจไม่เกิดก็เป็นได้

 

 

จากผู้ผลิตแอมป์ชาวร็อกสู่ลำโพงที่ตีตลาดนักฟังทั่วโลก

หลังประสบความสำเร็จสูงสุดในวงการแอมป์พลิฟายเออร์ไล่ตั้งแต่ยุค 60s เรื่อยมา Marshall ได้ทำการปลี่ยนสถานะจากผู้ผลิตลำโพงเพื่อนักดนตรี มาเป็นสำหรับนักฟังมากขึ้น โดยการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวด้วยการทำผลิตภัณฑ์ที่รองรับกับตลาดเทคโนโลยีไร้สายอย่างลำโพงบลูทูธ หรือกระทั่งหูฟังเฮดโฟน โดยมีสินค้าที่เข้าตีตลาดตัวแรกอย่าง Stanmore

ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน Marshall ได้ทำการเปิดตัวลำโพงรุ่น “Marshall Stanmore” และมันกลายเป็นลำโพงรุ่นแจ้งเกิดในฐานะผู้ผลิตสมาร์ทสปีกเกอร์ของ Marshall ในทันทีและตอนนี้ลำโพงรุ่นเรือธงของพวกเขาได้กลับมาอีกครั้งพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด

“Marshall Stanmore II” มาพร้อมกับสเปคที่ดูดีทีเดียวทั้งเรื่องภาคขยายแบบ Class D amplifier และด้านในลำโพงประกอบด้วย Subwoofer ขนาด 5 นิ้ว 1 ตัวและลำโพง Tweeter ขนาด 2.5 นิ้ว 2 ตัวซึ่งทำให้ลำโพงรุ่นนี้มีกำลังขับถึง กำลังขับ 80W RMS นอกจากนี้ยังตอบสนองย่านความถี่เสียงตั้งแต่ 50 ถึง 20 000Hz อีกด้วย

ด้านหลังของตัวลำโพงมาพร้อมช่อง Input แบบ 3.5 และ RCA ตัวลำโพงมีขนาด 350 x 195 x 185 mm เรื่องของน้ำหนักก็ไม่หนักมากประมาณ 4.95 กิโลกรัมเท่านั้น

นอกจากหน้าตาที่ดูคลาสสิกดูดีแล้วเสียงของ Stanmore II ก็ไม่ธรรมดาเลย มันสามารถตอบสนองกับดนตรีหลากหลายชนิดโดยเฉพาะร็อกหรือแม้กระทั่งดนตรีที่มีความอะคลูสติกหน่อยอย่างแจ๊สก็ตาม

ข้อดีอีกอย่างของมันคือความแข็งแรงในเรื่องของเสียง แม้จะเปิดดังหรือเบามันก็สามารถถ่ายทอดเสียงออกมาได้ดีเลยทีเดียว เสียงยังคงชัดเจนและนิ่ง แม้จะเปิดเสียงดังจนสุดก็ตาม ซึ่งต่างกับลำโพงหลายยี่ห้อที่มักจะเจอปัญหาเมื่อเปิดเสียงดังมาก ๆ ความดังของมันรองรับห้องได้ทุกขนาดไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก (แต่ก็ควรอยู่ในประมาณ 100 ตรว.)

Marshall Stanmore II ถือเป็นลำโพงที่ค่อนข้างครบเครื่องทั้งดีไซน์และเรื่องของเสียง ถือเป็นลำโพงที่น่าจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชิค ๆ ของใครหลายคน แต่ก็อาจจะมาพร้อมกับราคาที่ดูสูงเกินไปสักเล็กน้อย

ใครที่สนใจสามารถไปลองฟังเสียงกันได้ที่ studio7

 

ที่มา : หนังสือ The History of Marshall โดย ไมเคิล ดอยล์

https://www.ealingclub.com/ealing-club-whats-it-about/jim-marshall-father-of-loud/

https://www.theatlantic.com/entertainment/archive/2012/04/how-the-marshall-amp-changed-rock-and-the-meaning-of-loud/255705/

https://www.npr.org/sections/thetwo-way/2012/04/05/150056376/jim-marshall-amp-pioneer-known-as-the-father-of-loud-has-died

https://www.washingtonpost.com/entertainment/music/jim-marshall-maker-of-rock-and-roll-guitar-amplifiers-dies-at-88/2012/04/05/gIQA9TCOyS_story.html?noredirect=on&utm_term=.39e34225e18d


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Illustrator

ชอบวาดรูป ชอบดูหนัง ชอบเที่ยว ชอบหมา ชอบนอน