Post on 06/11/2021

The Green Knight: เรื่องที่ไม่ถูกเล่าของ ‘เซอร์ กาเวน’ หลานชายผู้ขี้ขลาดของกษัตริย์อาเธอร์ผู้ยิ่งใหญ่

/ บทความชิ้นนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์เรื่อง The Green Knight (2021) /

ก่อนเรื่องราวที่ไม่ค่อยถูกเอ่ยถึงของ ‘เซอร์ กาเวน’ (Sir Gawain) หลานชายของกษัตริย์อาเธอร์จะถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์ในปี 2021 กำกับโดย ‘เดวิด โลเวอรี’ (David Lowery) เรื่องราวดังกล่าวปรากฏอยู่ในบทกวี ‘Sir Gawayne and the Grene Knight’ หรือ ‘Sir Gawain and the Green Knight’ ของผู้ประพันธ์ไร้ชื่อที่ถูกเขียนขึ้นในสมัยยุคกลาง ช่วงศตวรรษที่ 14 ตอนปลาย

เรื่องเล่าของเซอร์ กาเวน ปรากฏอยู่ในคำประพันธ์หลากหลายรูปแบบ และมีตำนานที่เนื้อเรื่องไม่ซ้ำกัน บ้างก็บอกว่าเซอร์ กาเวนคือหนึ่งในอัศวินโต๊ะกลมผู้แข็งแกร่ง ผู้ร่วมเดินทางตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซู และหลานชายผู้จงรักภักดีต่อกษัตริย์อาเธอร์ ขณะที่ในบทกวี Sir Gawayne and the Grene Knight ได้ตัดภาพเซอร์ กาเวนในฐานะ ‘ฮีโร่’ ทิ้งไป และแทนที่ด้วยความ ‘ไม่สมบูรณ์’ ในฐานะชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง

นั่นคือจุดเริ่มต้นของการดัดแปลงบทกวีมาสู่ภาพยนตร์เรื่อง ‘The Green Knight’ (2021) นำแสดงโดย ‘เดฟ พาเทล’ (Dev Patel) ในบทเซอร์ กาเวน เขาคือหลานชายของกษัตริย์ (ในภาพยนตร์ไม่ได้ระบุชื่อว่าเป็นกษัตริย์อาเธอร์) ที่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวิน ซึ่งในยุคที่อัศวินคือสัญลักษณ์ความแข็งแกร่ง ความยุติธรรม และการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน ตำแหน่งของพวกเขาจึงถือเป็นสิ่งที่มีเกียรติสูงสุด

สำหรับใครที่อยากเป็นอัศวิน พวกเขาจะต้องพิสูจน์ความกล้าหาญและความแข็งแกร่งของตนเองจนเป็นที่ประจักษ์ เมื่ออายุ 18 – 21 ปี พวกเขาจะได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวินโดยอัศวินคนอื่นหรือกษัตริย์ ซึ่งภาพที่เราคุ้นเคยกันก็คือภาพที่กษัตริย์นำดาบลงมาแตะบ่าทั้งสองข้างของบุคคลที่กำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้า เพื่อมอบยศอันทรงเกียรตินี้ให้กับพวกเขา

แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับกาเวน ตอนนี้เขาเป็นเพียงชายหนุ่มที่อยากออกจากบ้านไปสังสรรค์วันคริสต์มาสกับเหล่าอัศวินและกษัตริย์ก็เท่านั้น

นักรบผู้ไร้ตำนาน

“เจ้ามองเห็นอะไร” กษัตริย์ผู้เป็นลุงถามกาเวนในงานฉลองวันคริสต์มาส พวกเขากำลังนั่งอยู่ท่ามกลางเหล่าอัศวินที่กำลังรื่นเริงกับอาหารและสุราเลิศรส

“ข้ามองเห็นตำนาน” กาเวนมองไปรอบ ๆ นี่คืออนาคตที่เขาอยากเป็น และแม่ของเขา ผู้เป็นน้องสาวของกษัตริย์ (รับบทโดย ซาริตา ชาวด์ฮิวรี – Sarita Choudhury) ก็คาดหวังเช่นนั้น แต่ด้วยบุคลิกของกาเวนที่ดูอย่างไรก็ไร้ความห้าวหาญและความเด็ดเดี่ยวเยี่ยงอัศวิน เขาจึงทำได้เพียงใช้ชีวิตไปวัน ๆ และนอนกับสาวที่เขารัก แต่ไม่กล้าขอเธอแต่งงานอย่าง ‘เอสเซล – Essel’ (รับบทโดย อลิเซีย วิกันเดอร์ – Alicia Vikander)

ภาพยนตร์ได้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของกาเวนที่ไร้ซึ่งตำนานให้ผู้คนเล่าขาน เขาไม่ใช่ชายในอุดมคติของผู้คนในยุคนั้น แถมยังดูจะไร้ความเป็นชายชาตรี เมื่อเอสเซลบอกเขาว่าเธออยากเป็นภรรยาของเขา แต่สุดท้ายเธอก็ได้ความเงียบกลับไปเป็นคำตอบแทน หรือแม้กระทั่งตอนที่เขาได้พบกับ ‘เดอะ เลดี้’ (รับบทโดย อลิเซีย วิกันเดอร์ที่เล่นสองบท) เธอยั่วยวนเขาบนเตียงในปราสาทจนทำให้เขาเสร็จกิจของตัวเองอย่างรวดเร็ว เดอะ เลดี้เดินจากไปพร้อมทิ้งประโยคอันแสนเจ็บปวดไว้ว่า “ท่านไม่ใช่อัศวิน”

งานนี้กาเวนไม่ได้ถูกหมิ่นเกียรติเท่านั้น แต่เขายังถูกหมิ่นความเป็นชายอีกด้วย ของเหลวที่เปรอะอยู่บนมือและ ‘ผ้าคาดเอวสีเขียว’ ซึ่งมีเครื่องรางกันอันตรายของแม่ซ่อนเอาไว้ ถือเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่ไร้ความกล้า ผ้าผืนดังกล่าว แม่ของกาเวนได้นำเครื่องรางแม่มดที่ลงอักขระเพื่อป้องกันภยันตรายทั้งปวงใส่ไว้ให้ลูกชาย และเขาก็ไม่เคยถอดมันออกจากกายเลยสักครั้ง ซึ่งเหตุผลหนึ่งในนั้นอาจเป็นเพราะเขา ‘กลัว’ การดำเนินชีวิตบนโลกที่แสนโหดร้าย และกลัวว่าตนเองจะเป็นอันตรายเข้าจริง ๆ

แต่อย่างไรก็ตาม เขาคงจะไม่ได้พบกับเดอะ เลดี้ ระหว่างการผจญภัยเพื่อค้นหาตัวเอง หากในวันคริสต์มาสนั้น เขาไม่ยอมรับคำท้าจาก ‘อัศวินมรกต’ (รับบทโดย ราฟ อินิสัน – Ralph Ineson)

การละเล่นของผู้กล้า

การปรากฏตัวของอัศวินมรกตเป็นเรื่องที่น่าถกเถียง เมื่อชายแปลกหน้าที่มีเนื้อหนังเป็น ‘ไม้’ ขี่ม้า ถือขวาน เข้ามากลางวงสังสรรค์ของอัศวินในปราสาท ฉากในภาพยนตร์ถูกตัดสลับไปมาระหว่างการทำพิธีบางอย่างของแม่กาเวน ซึ่งถูกชาวบ้านเรียกว่าเป็น ‘แม่มด’ กับเหตุการณ์ที่กาเวนต้องเผชิญหน้ากับอัศวินมรกตหัวไม้

เป็นไปได้ว่า เพราะกาเวนไม่ได้เป็นอัศวินสักที และไม่มีความกระตือรือร้นที่อยากจะเป็น ทำให้แม่ของกาเวนปฏิเสธที่จะไปร่วมงานเลี้ยงกับลูกชาย เพื่อซุ่มทำพิธีกรรมบางอย่าง เธอเป็นแม่ที่รักและอยากให้ลูกของตนมีตำนานให้สมกับการเป็นอัศวิน แม่ของกาเวนจึงได้ปลุกเสกและทำพิธีเขียนจดหมายท้าทาย เพื่อให้อัศวินมรกตเป็นตัวแทนไปส่งจดหมาย

คาดว่าน่าจะเป็นแผนที่ถูกวางเอาไว้แล้วของผู้เป็นแม่ กาเวนรับคำท้าของอัศวินมรกตอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เขาเชื่อที่ลุงบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการละเล่น จึงรับคำท้าที่จะ ‘ฟัน’ ดาบลงไปยังตัวของอัศวินมรกต โดยมีกฎว่าอีก 1 ปี ผู้ที่ลงมือฟันจะต้องเดินทางไปยังปราสาทของอัศวินมรกต เพื่อให้อัศวินมรกตฟันคืน เป็นอันจบการละเล่นนี้

หากดาบคือสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งของอัศวิน ในยามนี้กาเวนยังไม่มีดาบเป็นของตนเอง เขาร้องขอดาบจากอัศวินคนอื่น แต่ไม่มีใครให้ยืม เว้นแต่เพียงลุงของเขาที่ยกดาบของตนเองให้

กาเวนดูเหมือนจะไม่เคยลงสนามจริง เขาแสดงความประหม่าในการฟันดาบลงไปบนตัวของอัศวินมรกต แต่ในที่สุดเขาก็ฟันลงไปจนหัวของอัศวินมรกตขาด ในใจของเขาคงคิดว่า อีก 1 ปีนั้นไม่จำเป็นต้องไปจริง ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปตามกำหนด ทุกคนกลับจดจำเรื่องของเขา และคาดหวังจะได้เห็นเขาไปทำตามคำสัตย์สัญญาให้จบ

“ผิดหรือที่ลุงอยากให้หลานเกรียงไกร” ภายใต้วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ และการแบ่งชนชั้นในยุคนั้น เกียรติยศและศักดิ์ศรีคือสิ่งที่มาพร้อมกับ ‘ความเป็นชาย’ กาเวนเองก็ไม่หลุดออกจากกรอบนั้น เขาตัดสินใจออกเดินทางเพื่อ ‘เกียรติยศ’ ซึ่งเป็นสิ่งที่อัศวินและชายผู้ถูกปลูกฝังให้ต้องเป็นอัศวินต้องการสูงสุดในชีวิต กาเวนหนุ่มกระหายที่จะพิสูจน์ตน แต่ก็รักตัวกลัวตายอยู่มากจนเห็นได้ชัดตลอดการเดินทาง

‘ทำไมมันถึงไม่ใช่แค่การละเล่น’ กาเวนคงจะคิดเช่นนี้เมื่อตนเองต้องออกเดินทางไปมอบความตายให้ถึงที่ แต่นั่นคือสิ่งที่เขาสัญญาเอาไว้ ศักดิ์ศรีที่มีค่าเท่าชีวิตกำลังค้ำคอของเขาอยู่ จนในที่สุด กาเวนก็ได้มาคุกเข่าต่อหน้าอัศวินมรกตที่ตื่นขึ้นในวันคริสต์มาสของปีถัดไปตามสัญญา

การต่อสู้กับอัศวินมรกต

ทุกย่างก้าวในการเดินทางคือการเติบโตของกาเวน เราได้เห็นชายคนหนึ่งที่ไม่ใช่ผู้วิเศษและไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่ข้ามผ่านอุปสรรคด้วยตัวของเขาเอง เขาคือมนุษย์ธรรมดาที่มีทุกมิติมากเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้ ไม่ว่าจะเป็น ความกล้าหาญ ความอ่อนโยน ความขี้ขลาด หรือความกลัว 

ในด้านความกล้า อย่างน้อยกาเวนก็ยอมรับคำท้าที่จะฟันหัวอัศวินมรกตในขณะที่อัศวินคนอื่น ๆ ได้ยินเงื่อนไขแล้วกลับไม่คิดอยากจะเอาชีวิตของตัวเองเข้าไปเสี่ยง กาเวนมีความอ่อนโยนที่จะดูแล แบ่งอาหารให้กับสุนัขจิ้งจอกที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน และเขากล้าที่จะช่วยเหลือวิญญาณที่รู้จักกันเพียงชั่วข้ามคืน แต่ในทางตรงข้าม กาเวนกลับเป็นชายที่ซื่อจนถูกโจรเด็กหลอก เป็นคนที่อ่อนต่อโลก ไม่รู้วิธีเอาชีวิตรอดในยามลำบาก และเป็นคนขี้ขลาดที่ไม่กล้าเอาเครื่องรางของแม่ออกห่างตัว 

ทุกสิ่งทุกอย่างทำให้กาเวนได้รู้จักตนเองและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนได้พบกับอัศวินมรกต เขามาตามสัญญา แต่จะยอมทำตามสัญญาให้ฟันหัวหรือไม่ นั่นเป็นอีกเรื่อง

หลายคนบอกว่า ก่อนที่เราจะตายหรือต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เกี่ยวพันกับความเป็นความตาย สมองของเราจะฉายภาพเรื่องราวในชีวิตทั้งหมดให้เราได้ระลึกและคิดถึงกันเล่น ๆ จนเกิดความรักตัวกลัวตายขึ้นมา ขณะที่คนอีกกลุ่มอาจไม่ได้ย้อนกลับไปในอดีต แต่มองล่วงหน้าไปยังอนาคตว่า พวกเขาจะเป็นอย่างไรบ้างหากเสี่ยงกับความตายในครั้งนี้

หากผู้ชมเป็นกาเวน จะยอมถูกตัดคอตามที่สัญญาไว้หรือไม่? เป็นคำถามที่ตอบได้ยากสำหรับใครหลายคน แต่ก็เป็นสิ่งที่ตัดสินใจง่ายสำหรับใครหลายคนเช่นกัน

‘ชีวิต’ หรือ ‘เกียรติยศ – ศักดิ์ศรี’ คือสิ่งที่มีคุณค่าและความหมายสูงสุด? หากกาเวนหลบหนีไประหว่างที่อัศวินมรกตเงื้อขวานขึ้นฟันหัวของเขาจะเป็นอย่างไร? กาเวนอาจจะรอดชีวิต แต่เขาจะต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมานในการทำผิดคำสัญญา และคงจะรู้สึกแย่กว่า เมื่อค้นพบว่า ตนเองที่ทั้งขี้ขลาดและไร้ความกล้ากลับได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวินอย่างที่แม่และลุงต้องการ ความกล้าหาญนั้นคือสิ่งหลอกลวงที่กาเวนคนเดียวเท่านั้นที่จะรู้ และจะต้องแบกรับความรู้สึกอัดอั้นนั้นไปจนตาย

หากเป็นเช่นนั้น การมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างคนที่ชูคอไม่ได้จะแย่กว่าการถูกตัดคอหรือไม่?

กาเวนหนุ่มต้องต่อสู้กับตัวเอง การผจญภัยที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตของเขาคนเดียวก็ได้ อัศวินมรกตอาจเป็นตัวเขาที่เข้ามาท้าทายตนเอง เพื่อหวังให้ตนเองปลดล็อกและแสดงความกล้าหาญออกมา หากอัศวินมรกตคือสิ่งที่แม่ของกาเวนปลุกเสกขึ้น เธอย่อมมองเห็นหัวใจสิงโตที่หลบซ่อนอยู่ในตัวลูกชาย และหวังจะใช้อัศวินมรกตเป็นตัวกระตุ้น

มีหลายฉากที่บ่งบอกถึงการต่อสู้กับตัวเอง ฉากแรกคือช่วงที่เขาถูกโจรเด็กมัดเอาไว้กลางป่า กล้องแพลนไป 360 องศาเพื่อให้เห็นการแปรเปลี่ยนของเวลา จากภาพกาเวนที่นอนอยู่เฉย ๆ ไม่ดิ้นรน ภาพหมุนกลับมาที่กาเวนซึ่งกลายเป็นโครงกระดูกไปแล้ว จากนั้นกล้องได้หมุนอีกครั้ง และเราก็ได้เห็นกาเวนหนุ่มตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดจนสามารถปลดพันธนาการได้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ‘ถ้ายอมแพ้ก็เท่ากับตาย’

หรือจะเป็นอีกฉากที่เขาได้พบกับวิญญาณของหญิงสาวที่ถูกตัดคอ เธอต้องการให้เขาช่วยหาศีรษะที่ถูกโยนทิ้งลงไปในบ่อน้ำ “ถ้าข้าช่วยท่าน ข้าจะได้อะไรเป็นการตอบแทน” กาเวนหนุ่มถามขณะที่มีทีท่าลังเลว่าจะช่วยดีหรือไม่ “ท่านมาถามอะไรอย่างนั้น นั่นหัวของข้านะ” หญิงสาวแสดงสีหน้าไม่เชื่อหูตัวเอง คำตอบที่เธอต้องการนั้นมีเพียง 2 อย่างคือ ช่วย หรือไม่ช่วย ซึ่งกาเวนก็ได้ตัดสินใจช่วยเธอเอาไว้ โดยมองข้ามสิ่งตอบแทนไป

หลายครั้งที่มนุษย์ตัดสินใจโดยวาง ‘ผลตอบแทน’ ไว้บนตรง(ตา)ชั่งฝั่งตรงข้ามกับ ‘ความรู้สึกและความเป็นมนุษย์’ ซึ่งบางครั้งแทบไม่ต้องลังเลเลยที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการก่อน นั่นเป็นหนึ่งในสิ่งที่อัศวินในยุคนั้นควรทำ และเป็นสิ่งที่ผู้คนควรมีเสมอ เพราะมันคือความ ‘ไม่เห็นแก่ตัว’

ไม่ว่าเขาจะถูกตัดคอหรือไม่ การไม่กล้าแม้แต่จะเดินทางไปทำตามสัจจะวาจาที่ตัวเองให้ไว้คือเรื่องที่ทำให้ชายอย่างเขารู้สึกอดสูยิ่งกว่า แต่นอกจากสัญญะและข้อคิดมากมายที่ปรากฏในภาพยนตร์ หนึ่งในสิ่งที่หลายคนสงสัยและได้ยินเดอะ เลดี้เอ่ยถึงก็คือความหมายอันน่าสนใจของ ‘สีเขียว’

ความหมายของสีเขียว

อัศวินมรกต ผ้าคาดสีเขียว ปราสาทสีเขียว ทำไมต้องสีเขียว?

เมื่อนึกถึงสีเขียว เรามักจะนึกถึงความเป็นธรรมชาติ พืชพันธุ์ ความอุดมสมบูรณ์ และความสงบ ซึ่งเว็บไซต์ ‘Colors Explained’ ได้กล่าวว่าสีเขียวคือสีแห่งการเติบโต ความสมดุล และการฟื้นฟู ส่วนเว็บ ‘Color Meanings’ ของ ‘Jacob Olesen’ บอกว่า สีเขียวคือสีแห่งความโชคดี การฟื้นฟู ธรรมชาติ และมีความหมายเชิงบวกด้านการเพิ่มพลัง ความมีเสน่ห์ ความหวัง และความลึกซึ้ง แต่นอกเหนือจากความหมายในเชิงบวกดังกล่าว สีเขียวเองก็เป็นสีแห่งความอิจฉาริษยา ความโลภ ความไม่ปลอดภัย ความไม่แน่นอน และความไม่มั่นใจ

อัศวินมรกตมีร่างกายเป็นไม้ และนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่สะท้อนถึงธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ เดอะ เลดี้กล่าวว่า ‘หากสีแดงคือตัวแทนของความรัก สีเขียวคือสิ่งที่ความรักหลงเหลือเอาไว้ให้ และสีเขียวจะกัดกินทุกอย่าง’

มอสคือตัวแทนของสีเขียวที่ปรากฏไปทั่วทุกที่ เมื่ออะไรก็ตามถูกวางทิ้งไว้อย่างเนิ่นนาน มอสจะขึ้นปกคลุมสิ่งนั้นไม่ว่าจะเป็น ‘ผิวหนัง กระดูก หรือคุณธรรม’ การพยายามต่อสู้กับอัศวินมรกตเปรียบได้กับการที่มนุษย์ต่อสู้กับธรรมชาติ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางชนะ หากธรรมชาติคือความตายอันเป็นนิรันดร์ กาเวนย่อมไม่มีทางต่อกรกับอัศวินมรกตได้

แต่หากอัศวินมรกตถูกตีความว่าเป็นตัวแทนของธรรมชาติที่หมายถึง ‘ธรรมชาติของมนุษย์’ สิ่งที่กาเวนกำลังต่อสู้อยู่ก็คือตัวของเขาเอง การต่อสู้ของเขาจะนำพาไปยังการโอบรับความเป็นธรรมชาติ ยอมรับว่าตนเองอ่อนแอเพื่อปลุกความกล้าหาญให้ตื่นขึ้น ยอมรับความเห็นแก่ตัวเพื่อลองปล่อยให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผลิบาน และยอมรับความขี้ขลาดเพื่อจะได้หาทางหลุดพ้น หากเรารู้ว่าเราผิดพลาดหรือมีส่วนที่ต้องปรับปรุงตรงไหน เราก็จะสามารถมองเห็นและแก้ไขมันได้อย่างถูกต้อง

ในอีกแง่หนึ่ง หากสีเขียวมีความหมายถึงความอิจฉาริษยาและความโลภ ไม่แน่ว่า แม่ของกาเวนอาจอยากให้ลูกชายมีความโลภหรือความมักใหญ่ใฝ่สูงขึ้นมาบ้าง เพราะมันคงทำให้กาเวนผู้ไม่กระตือรือร้นในการไขว่คว้าลาภยศมีแรงกระตุ้นขึ้น

ทั้งหมดคือเรื่องราวของ เซอร์ กาเวน กับอัศวินมรกต ที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ รอให้ผู้ชมเข้าไปตีความ พร้อมตอนจบที่แฝงแง่มุมในการใช้ชีวิตได้อย่างคมคาย ชีวิตของเซอร์ กาเวนคงไม่ต่างจากใครหลายคนที่มีความกลัวอยู่ในจิตใจ แต่หากเราหว่านเมล็ดแห่งความกล้าขึ้นทีละเล็กทีละน้อย การเติบโตของความกล้าจะกลายเป็นสิ่งที่กลบฝังความกลัวให้หายไปได้ตลอดกาล

‘จงปลดผ้าคาดเอวสีเขียวของคุณออกเมื่อถึงเวลา’

เรื่อง: วโรดม เตชศรีสุธี

ภาพ: The Green Knight (2021)

https://kingarthursknights.com/knights-of-the-round-table/sir-gawain/ 

อ้างอิง:

ภาพยนตร์เรื่อง The Green Knight (2021)

https://www.britannica.com/topic/Gawain

https://www.britannica.com/topic/Sir-Gawayne-and-the-Grene-Knight

https://kingarthursknights.com/knights-of-the-round-table/sir-gawain/ 

https://www.cliffsnotes.com/literature/l/le-morte-darthur/summary-and-analysis/book-6-the-tale-of-the-holy-grail-sir-gawain

https://www.insider.com/alicia-vikander-the-green-knight-playing-two-characters-2021-7

https://www.imdb.com/title/tt9243804/?ref_=tt_mv_close 

https://www.ducksters.com/history/middle_ages/becoming_a_medieval_knight.php

https://www.colorsexplained.com/color-green-meaning-of-the-color-green/

https://www.color-meanings.com/seafoam-green-color-meaning-the-color-seafoam-green/

https://www.verywellmind.com/color-psychology-green-2795817 


นักจิบชามะนาวผู้หลงใหลในการเขียนและงานเขียน รักธรรมชาติ และการสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม