Post on 07/06/2021

The People Talk: สุนทรพจน์ปลุกใจไม่ให้ยอมแพ้จาก ฮาร์วีย์ มิลค์ ตำนาน LGBTQ คนแรกที่ชนะการเลือกตั้งสหรัฐฯ

*The People Talk รวมสุนทรพจน์เปลี่ยนโลก

*** ‘Hope Speech’ สุนทรพจน์ของ ฮาร์วีย์ มิลค์ นักการเมือง LGBTQ ชาวอเมริกันคนแรกที่ชนะการเลือกตั้ง กล่าวไว้ในนครซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1978

 

ฮาร์วีย์ มิลค์ ตำนานนักการเมืองชาวอเมริกัน กล่าวสุนทรพจน์นี้ตรงบันไดหน้าศาลากลางเมืองซานฟรานซิสโก ระหว่างเข้าร่วมงานพาเหรดฉลองวันอิสรภาพของชาวเกย์ (Gay Freedom Day Parade)

สุนทรพจน์เริ่มต้นด้วยมุกตลก และพูดถึงปัญหาต่าง ๆ ที่ชาว LGBTQ กำลังเผชิญ ณ เวลานั้น ก่อนจะประกาศยืนยันว่า ถึงเวลาแล้วที่ชาว LGBTQ ต้องออกมาเล่นการเมือง และเข้าไปนั่งเป็นตัวแทนในรัฐบาลให้มากขึ้น เพราะไม่มีใครจะสามารถรับรู้และเข้าใจปัญหาของคนกลุ่มนี้ได้ดีเท่าคนกลุ่มเดียวกัน

นอกจากนี้ มิลค์ยังระบุว่า การลงเลือกตั้งของชาว LGBTQ จะช่วยปลุกความหวังให้กับชาวเกย์รุ่นใหม่ ซึ่งกำลังรู้สึกพ่ายแพ้และหมดหวัง

“สิ่งเดียวที่พวกเขาตามหาคือความหวัง และคุณต้องให้ความหวังกับพวกเขา” มิลค์กระตุ้นให้ชุมชนชาวเกย์ ช่วยกันออกมาตามรอยความสำเร็จของเขา เพื่อเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นใหม่

ฮาร์วีย์ มิลค์ ลงเลือกตั้งทั้งหมด 4 ครั้ง โดย 3 ครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ แต่ต่อมาสามารถชนะการเลือกตั้งได้เป็นบอร์ดบริหารนครซานฟรานซิสโก ในปี 1977 นับเป็นนักการเมืองอเมริกันที่เป็น LGBTQ แบบเปิดเผยคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่ชนะการเลือกตั้ง

แม้เขาถูกลอบสังหารเสียชีวิตเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ปี 1978 แต่ผลงานและสุนทรพจน์ของเขายังคงถูกพูดถึงเรื่อยมา และนี่คือสุนทรพจน์เต็มของตำนานที่ชื่อว่า ฮาร์วีย์ มิลค์

 

“ผมชื่อฮาร์วีย์ มิลค์ และผมมาที่นี่เพื่อเกณฑ์พวกคุณ

“ผมพูดประโยคนี้มาหลายปีแล้ว มันคือมุกตลกการเมือง มันช่วยไม่ได้จริง ๆ ผมต้องพูดออกมา ผมไม่เคยมีโอกาสพูดกับนักการเมืองจำนวนมากแบบนี้มาก่อน ดังนั้น ถ้าผมไม่เล่าอะไรอย่างอื่นให้คุณฟัง คุณอาจกลับบ้านไปด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ เท่านั้น

“มีเรือเดินสมุทรลำหนึ่งเกิดอับปางขณะกำลังเดินทางข้ามมหาสมุทร และมีเศษไม้ชิ้นเล็ก ๆ แผ่นหนึ่งลอยมา มีคนสามคนพยายามว่ายไปหามัน และพวกเขารู้ดีว่ามีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะเกาะไม้แผ่นนั้นพยุงตัวได้ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงถกเถียงกันเล็กน้อยว่า คนผู้นั้นควรเป็นใคร

“ทั้งสามคนนี้ปรากฏว่าเป็นโป๊ป, ท่านประธานาธิบดี และนายกเทศมนตรี (ริชาร์ด เอ็ม.) ดาลีย์

“โป๊ปบอกว่า เขาเป็นผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ เป็นผู้นำของหนึ่งในศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก และเขายังเป็นที่ปรึกษาด้านจิตวิญญาณให้กับคนมากมายหลายล้านคน จากนั้นก็พูดเทศนาต่อไป และพวกเขาคิดว่า มันเป็นข้อถกเถียงที่มีเหตุผล

“จากนั้นประธานาธิบดีก็พูดว่า เขาคือผู้นำประเทศที่ใหญ่ที่สุดและมีอำนาจมากที่สุดในโลก สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศนี้จะกระทบต่อโลกทั้งใบ และพวกเขาคิดว่านี่ก็มีเหตุผลเช่นกัน

“คราวนี้ถึงตานายกเทศมนตรีดาลีย์ เขาพูดว่าเขาคือนายกเทศมนตรีของเมืองที่เป็นกระดูกสันหลังของสหรัฐฯ สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองชิคาโก กระทบต่อโลก และสิ่งที่เกิดขึ้นในเขตปกครองสงฆ์ที่ชิคาโก ก็กระทบต่อศาสนจักรคาทอลิกเช่นกัน พวกเขาคิดว่านี่ก็มีเหตุผลดี ดังนั้นจึงตัดสินกันด้วยการโหวตตามวิถีประชาธิปไตย และดาลีย์เป็นฝ่ายชนะไปด้วยคะแนน 7 – 2 เสียง (แต่มีคนโหวตแค่ 3 คน–ล้อเลียนดาลีย์ที่มีชื่อเสียงเรื่องคอร์รัปชัน)

“เมื่อประมาณ 6 เดือนก่อน แอนิตา ไบรอันต์ เธอบอกกับพระเจ้าว่า ภาวะแห้งแล้งในแคลิฟอร์เนียนั้นมีสาเหตุมาจากเหล่าชาวเกย์ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน (ปี 1977) หนึ่งวันหลังจากผมชนะการเลือกตั้ง มันเริ่มมีฝนตกลงมา ในวันที่ผมเข้าพิธีสาบานตน เราเดินไปยังศาลากลางของเมือง มันค่อนข้างงดงาม และทันทีที่ผมพูดคำว่า ‘ผมสาบาน’ (I do) ฝนก็เริ่มตกลงมาอีก ฝนตกลงมานับแต่นั้นจนผู้คนในซานฟรานซิสโกคิดว่า ทางเดียวที่จะทำให้ฝนหยุดตกคือต้องยื่นฎีกาเพื่อขอให้มีการเลือกตั้งใหม่ นั่นคือมุกตลกท้องถิ่น

“แต่ที่มากกว่านั้น ทำไมเรามาที่นี่? ทำไมชาวเกย์จึงมาที่นี่? และกำลังจะเกิดอะไรขึ้น? สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมคือสิ่งตรงข้ามกับที่คุณได้อ่านมาจากหน้าหนังสือพิมพ์ และได้ยินมาจากวิทยุ คุณได้ยินและได้อ่านเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวสู่ฝ่ายขวา (the movement to the right) เขาบอกว่าเราต้องรวมกลุ่มกันและสู้กับการเคลื่อนไหวนี้ที่สนับสนุนให้เอียงขวา (อนุรักษนิยม) มากขึ้น

“ผมมาที่นี่เพื่อเดินหน้าและบอกว่า สิ่งที่คุณได้ยินและอ่านมาคือสิ่งที่พวกเขาต้องการให้คุณคิด เพราะมันจะไม่เกิดขึ้น สื่อหลักในประเทศนี้พูดเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวสู่ฝ่ายขวาเพื่อทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติคิดว่ามีการเคลื่อนไหวสู่ฝ่ายขวาเกิดขึ้นจริง และรัฐสภา รวมถึงฝ่ายนิติบัญญัติและสภาของเมืองจะเริ่มขยับไปทางขวาตามที่สื่อหลักต้องการ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่หยุดพูดเรื่องความเคลื่อนไหวสู่ฝ่ายขวานี้

“เราไปดูในปี 1977 กันบ้าง ไปดูว่ามีการเคลื่อนไหวสู่ฝ่ายขวาจริงหรือไม่

“ในปี 1977 ชาวเกย์ในเมืองไมอามี ถูกพรากสิทธิของพวกเขาไป แต่คุณต้องจำไว้ว่าในช่วงหนึ่งสัปดาห์ก่อนเหตุการณ์ในไมอามี และหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น คำว่า รักร่วมเพศ (homosexual) และเกย์ ได้ปรากฏบนหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในประเทศนี้ ทั้งในบทความที่สนับสนุนและต่อต้าน

“ทุกสถานีวิทยุ ทุกสถานีโทรทัศน์ และทุกครัวเรือน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่ทุกคนพูดถึงเรื่องนี้ ไม่ว่าจะแง่ดีหรือร้าย หากคุณไม่พูดถึง หากคุณไม่สามารถทลายกำแพงของการพูดคุยได้ คุณก็ไม่มีทางไปสู่จุดของการเปลี่ยนแปลงความคิดผู้คน

“ในช่วงสองสัปดาห์นั้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย แต่คำว่า รักร่วมเพศ และเกย์ ได้ถูกจดบันทึกลงไป บางทีอาจมากกว่าช่วงเวลาใดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่ผ่านมา ทันทีที่คุณเริ่มพูดคุยกัน คุณรู้ว่าคุณสามารถทลายอคตินั้นลงได้

“ในปี 1977 เราเริ่มเห็นการพูดคุยกัน ในปี 1977 เราเห็นชาวเกย์ชนะการเลือกตั้งในซานฟรานซิสโก ในปี 1977 เราเห็นรัฐมิสซิสซิปปี ประกาศให้กัญชาถูกกฎหมาย ในปี 1977 เราเห็นข้อตกลงจากการประชุมต่าง ๆ ในเมืองฮิวส์ตัน และผมอยากรู้ว่าการเคลื่อนไหวสู่ฝ่ายขวามันเกิดขึ้นตรงไหน

“สิ่งที่กล่าวมานั้นคือบันทึกของสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือการสร้างความมั่นใจให้ได้ว่า ปี 1978 การเคลื่อนไหวที่กำลังเกิดขึ้นจริงแต่สื่อไม่ต้องการให้พวกคุณทราบจะยังคงดำเนินต่อไป นั่นคือการเคลื่อนไหวสู่ฝ่ายซ้าย (เสรีนิยม)

“มันขึ้นอยู่กับ CDC (สภาพรรคเดโมแครตรัฐแคลิฟอร์เนีย) ที่จะกดดันไปยังเมืองซาคราเมนโต (ให้ยกเลิกกฎหมายห้ามเกย์-เลสเบียนสอนหนังสือในโรงเรียนรัฐ) แต่การทลายกำแพงและเครื่องกีดขวางต่าง ๆ ต่างหากที่จะทำให้การเคลื่อนไหวสู่ฝ่ายซ้ายดำเนินต่อไป และยังก้าวไปข้างหน้าในประเทศนี้

“เรามีหลายประเด็นรออยู่เบื้องหน้าให้ต้องนำมาพูดคุย บางทีประเด็นสำคัญที่สุดนอกเหนือจากเรื่อง Briggs (ข้อเสนอห้ามเกย์-เลสเบียนทำงานในโรงเรียนรัฐ) –ซึ่งเราจะมาพูดถึง– แต่เรารู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้

“เรารู้ว่ามีประเด็นเกี่ยวกับการลงประชามติที่เรียกว่า Jarvis-Gann (ข้อเสนอจำกัดการเก็บภาษีโรงเรือน) เราได้ยินผู้จ่ายภาษีพูดถึงเรื่องนี้ทั้งสองฝ่าย แต่สิ่งที่คุณไม่ได้ยินคือเรื่องที่ว่า บางทีมันอาจเป็นประเด็นเหยียดเชื้อชาติมากที่สุดในการลงประชามติที่มีมายาวนาน

“ในเมืองและเคาน์ตีของซานฟรานซิสโก หากกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบ และเราต้องปลดคนงานออกจริง ๆ พวกเขาเหล่านั้นจะเป็นใคร? คนสุดท้ายที่เข้ามา และคนแรกที่เข้ามา ใครกันคือคนสุดท้ายที่เข้ามาถ้าไม่ใช่คนส่วนน้อย? Jarvis-Gann คือประเด็นเหยียดเชื้อชาติ เราต้องจัดการกับประเด็นนี้ เราต้องไม่พูดเรื่องอื่น เราต้องไม่ยอมให้พวกเขาพูดถึงเรื่องการลดค่าใช้จ่าย เพราะต้องมองไปที่คนที่จะได้ลดค่าใช้จ่าย และคนที่จะถูกทำร้ายด้วย

“เรายังมีอีกประเด็นที่เริ่มไปแล้วในบางเคาน์ตีทางตอนเหนือ และหวังว่าจะเดินหน้าต่อไปในบางเคาน์ตีทางใต้ ในการเลือกตั้งของซานฟรานซิสโก เรากำลังถาม หรืออย่างน้อยก็หวังที่จะถามว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ควรกดดันให้มีการปิดสถานกงสุลของแอฟริกาใต้หรือไม่ สิ่งนั้นต้องเกิดขึ้น มันมีความแตกต่างชัดเจนระหว่างสถานทูตในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นหน่วยงานทางการทูต กับสถานกงสุลตามเมืองใหญ่

“เหตุผลเดียวของการตั้งสถานกงสุลที่นั่นคือการส่งเสริมธุรกิจ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การลงทุน และทุกครั้งที่คุณมีธุรกิจไปลงทุนในแอฟริกาใต้ คุณกำลังช่วยสนับสนุนระบอบที่กดขี่

“ในนครซานฟรานซิสโก หากประชากรร้อยละ 51 ของเมืองนี้ต้องไปที่แอฟริกาใต้ พวกเขาจะได้รับการปฏิบัติเหมือนพลเมืองชั้นสอง สิ่งนั้นมันสร้างความเจ็บปวดให้กับชาวซานฟรานซิสโก และผมหวังว่าเพื่อนทุกคนบนนั้นจะทำทุกวิถีทางเพื่อปิดสถานกงสุลแห่งนั้น และหวังว่าประชาชนในส่วนอื่น ๆ ของประเทศจะทำตามที่เรานำทางไว้ในครั้งนี้ การต่อสู้ต้องเริ่มต้นในบางสถานที่ และ CDC คือหน่วยงานที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นการต่อสู้นั้น

“ผมรู้ว่าเรามีเวลาจำกัด ดังนั้น ผมจะพูดถึงจุดเล็ก ๆ อีกจุดหนึ่ง นั่นคือการทำความเข้าใจว่า ทำไมมันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีชาวเกย์ลงเลือกตั้ง และมีชาวเกย์ได้รับเลือกตั้ง ผมขอเป็นกำลังใจให้พวกคุณ มันมีเหตุผลใหญ่ ๆ ว่าทำไม หากบรรดาเพื่อนและผู้สนับสนุนที่ไม่ใช่เกย์ในห้องนี้เข้าใจมัน บางทีพวกเขาจะเข้าใจว่าทำไมผมจึงลงสมัครเลือกตั้งมาหลายครั้ง ก่อนสุดท้ายจะทำได้สำเร็จ

“ตอนนี้คุณเห็นแล้วว่า มันกำลังมีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นเกี่ยวกับผู้ว่าการรัฐที่เป็นเกย์ เขาออกมาพูดชี้แจงพอหรือไม่? เขาเข้มแข็งพอในเรื่องสิทธิเกย์หรือไม่? มันมีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้น และสำหรับเราขอบอกว่ามันจะไม่ใช่ความโง่เขลา บางคนอาจพึงพอใจ แต่บางคนอาจไม่รู้สึกเช่นนั้น

“คุณเห็นว่ามันมีความแตกต่างกันชัดเจน และมันยังคงเป็นความต่างที่สำคัญ ระหว่างเพื่อนของเรากับชาวเกย์ ระหว่างเพื่อนในที่ทำงานกับเกย์ในที่ทำงาน ชาวเกย์ถูกพูดจาให้ร้ายไปทั่วประเทศ เราถูกทำลายชื่อเสียงและป้ายสีด้วยภาพอนาจาร ในเดดเคาน์ตี (Dade County) เราถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศเด็ก การมีแค่เพื่อนที่คอยเป็นตัวแทนเราไม่เพียงพออีกต่อไป ไม่ว่าเพื่อนคนนั้นอาจจะดีแค่ไหนก็ตาม

“ชุมชนคนผิวดำตัดสินใจเรื่องนั้นมาเป็นเวลานานแล้ว พวกเขาเข้าใจดีว่าความเชื่อเก่า ๆ ที่ต่อต้านคนผิวดำ จะสามารถขจัดไปได้ด้วยการมีผู้นำผิวดำที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ คำตัดสินในชุมชนคนผิวดำจะมาจากบรรดาผู้นำ ไม่ใช่จากความเชื่อเดิม ๆ หรือคนผิวดำที่เป็นอาชญากร

ชุมชนคนพูดภาษาสเปนต้องไม่ถูกตัดสินโดยอาชญากรชาวละติน หรือความเชื่อเก่า ๆ ชุมชนคนเอเชียต้องไม่ถูกตัดสินโดยอาชญากรชาวเอเชีย หรือความเชื่อเก่า ๆ และชุมชนชาวอิตาลี ต้องไม่ถูกตัดสินโดยมาเฟีย หรือความเชื่อเก่า ๆ และมันถึงเวลาแล้วที่ชุมชนชาวเกย์ ต้องไม่ถูกตัดสินโดยเหล่าอาชญากร และความเชื่อเก่า ๆ เช่นกัน

“เหมือนกลุ่มอื่นทุกกลุ่ม เราต้องถูกตัดสินโดยผู้นำของเรา และโดยพวกเขาเหล่านั้นที่เป็นเกย์ พวกเขาเหล่านั้นที่เปิดเผยตัวตนออกมา ส่วนผู้ที่ยังไม่เปิดเผยตัว เรายังคงถูกทิ้งให้อยู่ในดินแดนที่ถูกลืมจากความเชื่อเก่า ๆ เป็นคนไม่มีพ่อไม่มีแม่ ไม่มีพี่น้อง ไม่มีเพื่อนที่เป็นชายจริงหญิงแท้ และไม่ได้รับตำแหน่งสำคัญใด ๆ ในที่ทำงาน

“หนึ่งในสิบของคนทั้งประเทศควรจะประกอบไปด้วยพวกที่มีความคิดแบบเหมารวม (stereotypes) และผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นนักล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้ตั้งใจจะโจมตีการคิดแบบเหมารวมนะครับ

“ทุกวันนี้ ชุมชนคนผิวดำไม่ได้ตัดสินโดยเพื่อนของพวกเขา แต่ตัดสินโดยสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติและผู้นำคนผิวดำของเขาเอง และเราต้องให้โอกาสผู้คนได้ตัดสินเราด้วยผู้นำและสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติของเราเอง คนเป็นเกย์ที่อยู่ในอำนาจสามารถกำหนดทิศทางและสร้างให้เกิดความเคารพยำเกรง ไม่ใช่แค่จากชุมชนที่ใหญ่กว่าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนรุ่นใหม่ในชุมชนของเราเองซึ่งต้องการทั้งตัวอย่างและความหวัง

“เกย์กลุ่มแรกที่เราเลือกต้องมีความเข้มแข็ง พวกเขาต้องไม่ยอมนั่งอยู่ท้ายรถประจำทาง พวกเขาต้องไม่พอใจยอมรับความคิดเก่า ๆ ที่ไร้ปัญญา พวกเขาต้องอยู่เหนือความฉลาดแกมโกง เพื่อประโยชน์ของเราทุกคน พวกเขาต้องมีอิสระและไม่ขายตัวตนของตนเอง

“ความโกรธและหงุดหงิดที่เราบางคนรู้สึกนั้นมาจากการถูกเข้าใจผิด และเพื่อนไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกโกรธและหงุดหงิดนี้ พวกเขาสามารถสัมผัสได้แต่ไม่สามารถรู้สึกได้ เพราะเพื่อนไม่เคยผ่านประสบการณ์ที่รู้กันว่าคือการเปิดตัว (coming out) ผมไม่เคยลืมเลยว่า การเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาและไม่มีใครเหลียวแลนั้นเป็นอย่างไร ผมจำได้ดีถึงความสิ้นหวัง และเพื่อนไม่สามารถเติมเต็มได้

“ผมไม่สามารถลืมสีหน้าของผู้คนที่หมดหวัง ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นเกย์ ผู้สูงอายุ คนผิวดำที่หางานที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ทำ ชาวละตินที่พยายามอธิบายปัญหาและความปรารถนาในภาษาที่พวกเขาไม่คุ้นเคย โดยส่วนตัวแล้วผมจะไม่ลืมว่า ผู้คนมีความสำคัญมากกว่าสิ่งปลูกสร้าง

“ผมใช้คำว่า ‘ตัวผม’ เพราะผมมีความภาคภูมิใจ ผมคิดว่ามันถึงเวลาที่เรามีสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติมากมายซึ่งเป็นเกย์ และภูมิใจในข้อเท็จจริงนี้ และไม่ต้องคอยหลบซ่อนอีกต่อไป ผมคิดว่าคนเป็นเกย์แบบเปิดเผย จะไม่เดินหนีความรับผิดชอบและเกรงกลัวการถูกไล่ออกจากงาน

“หลังจากเหตุการณ์ที่เดดเคาน์ตี ผมเดินอยู่ท่ามกลางผู้คนที่โกรธแค้นและหงุดหงิดคืนแล้วคืนเล่า ผมมองไปที่ใบหน้าพวกเขา และในซานฟรานซิสโก สามวันก่อนถึงงานพาเหรดของชาวเกย์ (Gay Pride Parade) มีคนหนึ่งคนถูกฆ่าตายเพียงเพราะเขาเป็นเกย์ คืนนั้นผมเดินอยู่ท่ามกลางผู้ที่โศกเศร้าและหงุดหงิดที่ศาลากลางเมืองซานฟรานซิสโก

“ต่อมาในคืนเดียวกัน ขณะพวกเขาจุดเทียนและยืนไว้อาลัยบนถนนคาสโตร พยายามไขว่คว้าหาสัญลักษณ์บางอย่างที่จะเป็นความหวังให้พวกเขา พวกเขาเหล่านี้คือผู้ที่เข้มแข็ง ผมจำใบหน้าของพวกเขาได้จากร้านค้า ตามท้องถนน การประชุม และผู้คนที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ผมรู้จัก พวกเขาเข้มแข็ง แม้กระนั้น พวกเขาก็ยังต้องการความหวัง

“เกย์วัยรุ่นในเมืองอัลทูนา รัฐเพนซิลวาเนีย และเมืองริชมอนด์ รัฐมินนิโซตาผู้เปิดเผยตัวออกมา และได้ยินแอนิตา ไบรอันต์ (นักเคลื่อนไหวต่อต้านเกย์) พร้อมเรื่องราวของเธอในโทรทัศน์ มีสิ่งเดียวที่พวกเขาตามหาคือความหวัง และคุณต้องให้ความหวังกับพวกเขา

“ความหวังที่จะได้มีโลกที่ดีกว่าปัจจุบัน ความหวังที่จะมีอนาคตที่ดีขึ้น ความหวังที่จะมีสถานที่ดีกว่าให้ไปในกรณีที่แรงกดดันจากทางบ้านมันรุนแรงเกินไป ความหวังว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดี

“หากปราศจากความหวัง ไม่ใช่แค่ชาวเกย์เท่านั้น แต่คนผิวดำ ผู้สูงอายุ คนพิการ และพวกเราทั้งหลาย พวกเราทั้งหลายจะยอมแพ้ หากคุณช่วยกันเลือกชาวเกย์ให้เข้าไปนั่งในคณะกรรมการกลาง และสำนักงานอื่น ๆ มากขึ้น นั่นจะเป็นการเปิดไฟเขียวให้ทุกคนที่รู้สึกไม่ได้สิทธิลงคะแนน เปิดไฟเขียวให้เคลื่อนไปข้างหน้า มันหมายถึงความหวังของประเทศชาติที่พ่ายแพ้ เพราะหากเกย์สามารถทำได้ นั่นเท่ากับประตูได้เปิดอ้าไว้สำหรับทุกคน

“ดังนั้น หากมีข้อความที่ผมต้องบอกให้ฟัง มันคือการบอกว่า ผมได้พบสิ่งหนึ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดในการลงเลือกตัวแบบเป็นส่วนตัว มันคือข้อเท็จจริงที่ว่า หากเกย์สามารถชนะการเลือกตั้งได้ มันคือการเปิดไฟเขียว คุณและคุณและก็คุณ พวกคุณต้องช่วยกันให้ความหวังกับผู้คน ขอบคุณมากครับ”

 

ข้อมูลอ้างอิง: http://www.danaroc.com/guests_harveymilk_122208.html


อดีตนักข่าว ผู้ชื่นชอบการอ่านประวัติบุคคลและสนใจทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และกีฬา

Related

The People Talk : สุนทรพจน์อำลาตำแหน่งครั้งสุดท้ายของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา

The People Talk: ‘อุดมการณ์ที่พร้อมแลกด้วยชีวิต’ สุนทรพจน์ของเนลสัน แมนเดลา นักสู้ผู้เรียกร้องความเท่าเทียม

The People Talk: “นี่คือเวลาแห่งการเยียวยารักษาอเมริกา” สุนทรพจน์ประวัติศาสตร์ของ ‘โจ ไบเดน’

The People Talk: ‘การต่อสู้ต้องไม่ใช้ความรุนแรงและเกลียดชัง’ สุนทรพจน์ตอกย้ำสันติวิธีขององค์ดาไลลามะ เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ

The People Talk: ‘ความเป็นส่วนตัวต้องมาอันดับหนึ่ง’ สุนทรพจน์ที่ ‘ทิม คุก’ แห่งแอปเปิล ส่งสัญญาณรบกับ Facebook

The People Talk: “Nobody ever has to say ‘Me too’ again” สุนทรพจน์เรียกร้องสิทธิสตรีสุดกินใจของ โอปราห์ วินฟรีย์

The People talk: เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม สุนทรพจน์เพื่อเด็ก จากเด็กสาวผู้กล้า มาลาลา ยูซาฟไซ

The People Talk: ‘หากท่านต้องการรับใช้ยุคสมัยใด จงทรยศมันซะ’ สุนทรพจน์ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ของโบโน ร็อกสตาร์วง U2