The People Talk: บทเรียนชีวิตแด่เด็กจบใหม่ยุคโควิด-19 สุนทรพจน์ปลุกใจให้ก้าวไปข้างหน้าจากประสบการณ์ของ มิเชลล์ โอบามา

The People Talk: บทเรียนชีวิตแด่เด็กจบใหม่ยุคโควิด-19 สุนทรพจน์ปลุกใจให้ก้าวไปข้างหน้าจากประสบการณ์ของ มิเชลล์ โอบามา

The People Talk: บทเรียนชีวิตแด่เด็กจบใหม่ยุคโควิด-19 สุนทรพจน์ปลุกใจให้ก้าวไปข้างหน้าจากประสบการณ์ของ มิเชลล์ โอบามา

*The People Talk รวมสุนทรพจน์เปลี่ยนโลก ** ‘3 Life Lessons’ สุนทรพจน์ของ มิเชลล์ โอบามา อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา กล่าวในรายการ Dear Class of 2020 ที่ถ่ายทอดทาง YouTube เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 2020 เพื่อแสดงความยินดีกับนักเรียนนักศึกษาจบใหม่ทั่วอเมริกา ซึ่งไม่มีโอกาสเข้าพิธีรับประกาศนียบัตรเนื่องจากโรคโควิด-19   “หากคุณกำลังใช้เวลามากมายไปกับการแค่ติดแฮชแท็ก และโพสต์ข้อความอยู่ตอนนี้ สิ่งนั้นเป็นประโยชน์โดยเฉพาะในช่วงเกิดโรคระบาด แต่มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้น คุณต้องไปให้ไกลกว่านั้น” มิเชลล์ โอบามา กล่าวกับเด็กยุคใหม่ที่สำเร็จการศึกษาในช่วงเวลาวิกฤต เรียกร้องให้ออกมาเคลื่อนไหวนอกโลกโซเชียลมีเดีย เพื่อขับเคลื่อนสังคมและแก้ปัญหาที่หมักหมมมาหลายชั่วอายุคน ทั้งความเหลื่อมล้ำและอคติทางเชื้อชาติ ซึ่งกลับมาลุกลามบานปลายพร้อมกับโรคระบาดที่เกิดขึ้น ในสุนทรพจน์นี้ เธอถอดบทเรียนสำคัญจากประสบการณ์ตรงในชีวิต 3 ข้อ เพื่อมาบอกเล่า ได้แก่ สัจธรรมเรื่องความไม่แน่นอนในชีวิต, คุณค่าสำคัญในชีวิตที่เหนือกว่าชื่อเสียงเงินทอง และการแบ่งปันข้อมูลกับคนทั่วโลกเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน นอกจากนี้ เธอยังพูดถึงประโยชน์ของความโกรธในการขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนแปลงว่า “อย่าให้ใครมาบอกว่าคุณโกรธมากเกินไป หรือบอกว่าคุณควรหุบปาก มันมักจะมีพวกที่ต้องการให้คุณเงียบเสมอ... “ความโกรธคือพลังอันทรงอานุภาพ มันสามารถเป็นพลังที่มีประโยชน์ แต่หากปล่อยให้เกิดเพียงลำพัง มันจะกัดกร่อนและทำลาย ก่อให้เกิดความวุ่นวายทั้งภายในและภายนอก แต่ในยามที่ความโกรธถูกโฟกัส เมื่อมันผ่านไปสู่บางสิ่งที่มากกว่านั้น นั่นคือสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์” นี่คือสุนทรพจน์เต็มความยาว 17 นาที ของอดีตสตรีหมายเลขหนึ่งขวัญใจชาวอเมริกันและคนทั่วโลกที่ชื่อ มิเชลล์ โอบามา   “สวัสดีค่ะทุกคน ฉันรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาอยู่ตรงนี้กับพวกคุณเพื่อร่วมฉลองหลักไมล์อันแสนวิเศษนี้ในชีวิตของคุณ “การเรียนจบมหาวิทยาลัยหรือไฮสกูล ถือเป็นจุดสูงสุดหลังลงแรงทำงานหนักกันมาหลายปี ดังนั้นโปรดจงมีความสุขกับช่วงเวลานี้ พวกคุณคู่ควรกับการเฉลิมฉลองนี้ ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ “นี่คือช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ หากพิจารณาจากสถานะล่าสุดของประเทศเรา ฉันค่อนข้างลำบากใจในการสรรหาถ้อยคำเตือนสติที่เหมาะสมมาบอกกับคุณในวันนี้ “ฉันมาที่นี่วันนี้เพื่อคุยกับคุณไม่ใช่ในฐานะอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง แต่ในฐานะผู้มีประสบการณ์จริงในชีวิต ในฐานะแม่, พี่เลี้ยง, พลเมืองคนหนึ่งซึ่งห่วงอนาคตของพวกคุณ และอนาคตของประเทศชาติ “เพราะตอนนี้ สิ่งผิวเผินทุกอย่างทั้งยศและตำแหน่ง ทุกอย่างได้ถูกถอดออกไปหมดแล้ว และเราหลายคนกำลังให้ความสำคัญกับเนื้อแท้พื้นฐานที่สุดในตัวตนของตัวเอง “ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา รากฐานของเราถูกสั่นคลอน ไม่ใช่แค่เพราะโรคระบาดที่พรากคนรักของเราไปมากมาย ทำให้ชีวิตประจำวันของเราเปลี่ยนไป และทำให้หลายสิบล้านคนต้องตกงาน แต่ยังเป็นเพราะเสียงก้องของรอยแยกเก่าที่ประเทศเราสร้างขึ้นมา “รอยแยกแห่งเชื้อชาติและอำนาจ ซึ่งตอนนี้ได้เผยออกมาอย่างเปลือยเปล่าให้เราทุกคนต้องหาทางแก้ไขอีกครั้ง หากพวกคุณมีใครหวาดกลัว หรือสับสน หรือโกรธแค้น หรือแค่รู้สึกถูกครอบงำด้วยอารมณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ “หากคุณรู้สึกเหมือนกำลังมองหาสายชูชีพเพื่อช่วยพยุงตัว คุณไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกอย่างนั้น ฉันก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกัน ฉันคิดว่าเราทุกคนก็เหมือนกัน ฉันจึงอยากบอกพวกคุณว่า มันไม่แปลกที่จะรู้สึกสับสน มันไม่แปลกหากคุณไม่เข้าใจว่าคุณกำลังรู้สึกอย่างไร พวกเราทุกคนกำลังคิดทบทวนสิ่งนี้ในเวลาที่มันเกิดขึ้นจริง”   อคติและความเหลื่อมล้ำ “ประเด็นก็คือ ในขณะที่ช่วงเวลาแบบนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อน มันไม่ใช่สิ่งผิดปกติหรือเป็นแค่เหตุบังเอิญที่ควรปล่อยผ่านไป สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือผลโดยตรงของอคติและความเหลื่อมล้ำซึ่งถูกปล่อยปละละเลยมานานหลายทศวรรษ “ความจริงก็คือ เมื่อมันนำมาสู่เรื่องราวเล็ก ๆ ทั้งหมดของการทำงานหนักและความมุ่งมั่นส่วนตัว ซึ่งเราชอบเล่าให้พวกเราฟังกันเองเกี่ยวกับอเมริกา ความจริงแล้วมันมีความซับซ้อนมากยิ่งกว่านั้น “นั่นเพราะสำหรับผู้คนมากมายในประเทศนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานหนักแค่ไหน มันมีกำแพงเชิงโครงสร้างที่ขัดขวางพวกเขาอยู่ ทำให้หนทางของพวกเขายาวไกลออกไปและเต็มไปด้วยขวากหนามมากขึ้น และบางครั้งยังเกือบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเลื่อนสถานะให้สูงขึ้นไป “เพราะหากคุณจำเป็นต้องทำงานในช่วงเกิดโรคระบาดแต่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันเพียงพอ หรือไม่มีประกันสุขภาพจากนายจ้าง หรือไม่มีรายได้ยามขาดงานเพราะป่วยไข้ แล้วอะไรล่ะที่มันสำคัญกว่ากัน งานหรือชีวิตคุณ? “หากคุณไม่รู้สึกปลอดภัยยามขับรถไปในละแวกบ้านตัวเอง หรือไปวิ่งออกกำลังกาย หรือออกไปซื้อลูกอมที่ร้านสะดวกซื้อ หรือออกไปดูนก หากคุณไม่สามารถเดินไปหาตำรวจโดยปราศจากความหวาดกลัวในชีวิต แล้วอย่างนั้นคุณจะเริ่มวางแผนเส้นทางชีวิตของตนเองได้อย่างไร? “เรื่องที่พบบ่อยก็คือ คำถามเหล่านี้ยิ่งก่อให้เกิดคำถามมากขึ้นตามมา หากคุณกำลังดิ้นรนเพื่อให้หัวพ้นน้ำ หากคุณกำลังมีชีวิตอยู่กับความกลัวที่เกิดขึ้นเป็นประจำ คุณจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังไกลแค่ไหนถ้าต้องกักตัวป้องกันโรคเป็นเวลาหลายเดือนและไม่มีงานทำ “สิ่งเหล่านี้คือคำถามที่ทำให้ลำบากใจ เป็นคำถามที่อยู่กับประเทศนี้มานานหลายชั่วอายุคน แต่ตอนนี้มันกำลังจ้องมาที่หน้าเรา ทุกครั้งที่เราดูโทรศัพท์หรือได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่ละแวกบ้าน และส่วนที่ยากก็คือ ไม่มีใครตอบคำถามทั้งหมดนี้ได้ “ถ้าคนรุ่นฉันทำน่ะเหรอ เชื่อฉันเถอะ เราคงแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ได้มานานแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรรู้สึกสิ้นหวัง ตรงกันข้าม เพราะสิ่งสุดท้ายที่เรามีก็คือ โฟกัส “เราเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจน เราเห็นว่าความไม่เท่าเทียมเหล่านี้มีผลอย่างไรตามท้องถนน และไม่ใช่แค่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากความท้าทายเหล่านี้ที่เราเห็น เพื่อน ๆ ทั่วประเทศที่มีอภิสิทธิ์และอยู่ดีกินดีมายาวนานจากการเมินเฉย เราทุกคนไม่มีทางเลือกนอกจากได้เห็นสิ่งที่กำลังจ้องหน้าเรามานานหลายปีหลายศตวรรษ “คำถามก็คือ แล้วเราจะตอบโต้มันอย่างไร? อย่างที่ฉันบอกไปแล้ว ฉันไม่มีคำตอบง่าย ๆ ให้คุณ แต่ฉันมีบทเรียนบางเรื่องที่ต้องการแบ่งปันเพื่อให้เคลื่อนไปข้างหน้าในช่วงเวลาอันแสนวุ่นวายนี้”   ชีวิตไม่แน่นอน “ข้อแรกคือเรื่องนี้ ชีวิตคือความไม่แน่นอน มันเป็นบทเรียนที่เราเกือบทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้ตลอดหลายปี หรือหลายทศวรรษ แต่สิ่งที่คุณกำลังเรียนรู้อยู่ตอนนี้ นี่คือช่วงเวลาชีวิตที่รู้สึกราวกับว่าทุกอย่างกลับตาลปัตรกันไปหมด บางทีคุณอาจกำลังปรารถนาให้สิ่งต่าง ๆ กลับไปเหมือนเดิม ฉันก็เคยเป็นอย่างนั้นมาแล้วหลายครั้งในชีวิต “ฉันรู้สึกอย่างนั้นมากที่สุดตอนคุณพ่อและเพื่อนสนิทมาตายจากไปในเวลาห่างกันแค่ปีเดียว ตอนนั้นฉันอายุ 20 ปลาย ๆ มันรู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบถล่มลงมาใส่ตัวมันเอง ฉันยอมทำอะไรก็ได้ขอแค่ให้ได้พวกเขากลับมา แต่ประสบการณ์ครั้งนั้นก็ทำให้ฉันได้พบสิ่งที่เรียกว่า ความกระจ่าง “ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวฉันที่เป็นชิ้น ๆ ฉันต้องหลอมรวมมันให้เป็นเส้นทางสายใหม่ เป็นเส้นทางที่โฟกัสมากขึ้นกับความหมายและการรับใช้ผู้คน “ดังนั้น ผู้สำเร็จการศึกษาทั้งหลาย ฉันหวังว่าสิ่งที่คุณกำลังเผชิญตอนนี้จะเป็นเสียงนาฬิกาปลุกที่ผลักให้คุณไม่ใช่แค่คิดว่าอาชีพแบบไหนที่คุณต้องการทำ แต่คนแบบไหนต่างหากที่คุณอยากจะเป็น? “ประเด็นก็คือ คุณมีโอกาสได้เรียนรู้บทเรียนที่มีคุณค่าเหล่านี้เร็วกว่าคนรุ่นก่อน และคุณสามารถเรียนรู้มันไปพร้อมกันในฐานะคนรุ่นหนุ่มสาวที่พร้อมออกไปเผชิญโลกไม่ว่ามันอาจจะมีความวุ่นวายมากเพียงใดก็ตาม”   คุณค่าของชีวิต “และนั่นนำไปสู่บทเรียนที่สอง ในโลกที่ไม่แน่นอน คุณค่าที่ผ่านการทดสอบแล้วด้วยกาลเวลาอย่างความซื่อสัตย์ (honesty) และความยึดมั่นในคุณธรรม (integrity) ความเห็นอกเห็นใจ (empathy) และความเมตตา (compassion) สิ่งเหล่านั้นคือคุณค่าที่แท้จริงเพียงอย่างเดียวของชีวิต “การปฏิบัติกับผู้อื่นอย่างถูกต้องเหมาะสมจะไม่มีทางทำให้คุณเสียใจ ฉันไม่ใช่คนไร้เดียงสา ฉันรู้ว่าคุณสามารถปีนป่ายบันไดขึ้นไปได้ไกลด้วยการใช้คำโกหกหลอกลวงและกล่าวโทษผู้อื่นว่าเป็นต้นเหตุแห่งความล้มเหลวของตัวเอง ไม่ยอมรับพวกเขาเหล่านั้นที่มีอภิสิทธิ์และแต้มต่อด้อยกว่าคุณ “แต่นั่นคือวิธีการใช้ชีวิตที่หนักอึ้ง มันบั่นทอนจิตวิญญาณและทำให้จิตใจของคุณเย็นชา อาจดูคล้ายกับยุทธศาสตร์นำชัยในระยะสั้น แต่เชื่อฉันเถอะผู้สำเร็จการศึกษาทั้งหลาย ชีวิตแบบนั้นจะตามไล่ล่าคุณ “คุณปล้นสิ่งที่สำคัญที่สุดไปจากตัวเอง นั่นคือความสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยความรักและลึกซึ้ง การงานอันซื่อสัตย์ที่นำไปสู่การอุทิศที่ยาวนานเพื่อชุมชน ความมีชีวิตชีวาที่มาจากความหลากหลายของมุมมองและแนวคิด โอกาสทำให้โลกนี้ดีขึ้นอีกเล็กน้อยกว่าตอนที่คุณได้พบมัน จงอย่ากีดกันตัวเองจากสิ่งเหล่านั้น มันไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้เลย “จงตัดสินใจที่จะใช้อภิสิทธิ์และเสียงของคุณเพื่อสิ่งสำคัญที่แท้จริง ซึ่งเป็นบทเรียนที่สามของฉันในวันนี้ จงร่วมกันส่งเสียงนั้นกับคนอื่น ๆ ทั่วโลก”   ป่าวร้องให้ก้องโลก “สำหรับพวกคุณที่รู้สึกไร้ตัวตน ได้โปรดรับรู้ไว้ว่าเรื่องราวของคุณมีความสำคัญ แนวคิดของคุณก็สำคัญ ประสบการณ์ของคุณสำคัญ วิสัยทัศน์ต่อโลกนี้ว่าสามารถทำอะไรและควรเป็นเช่นไรก็สำคัญ “ดังนั้น อย่าให้ใครมาบอกว่าคุณโกรธมากเกินไป หรือบอกว่าคุณควรหุบปาก มันมักจะมีพวกที่ต้องการให้คุณเงียบเสมอ อยากให้มีคนเห็น แต่ไม่มีใครรับฟังคุณ  หรือบางทีพวกเขาอาจไม่ต้องการเห็นคุณเลยด้วยซ้ำ “แต่คนพวกนั้นไม่มีใครรู้เรื่องราวของคุณ และหากคุณฟังพวกเขา มันก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ดังนั้น มันขึ้นอยู่กับคุณที่จะออกมาป่าวร้องหรือไม่ เมื่อเสียงของคุณหรือบางคนที่คุณรู้จักไม่มีใครได้ยิน มันขึ้นอยู่กับคุณที่จะออกมาป่าวประกาศต่อต้านความโหดร้าย ความไม่ซื่อสัตย์ ความเชื่ออันไร้เหตุผล มันขึ้นอยู่กับคุณที่จะจับมือกับพันธมิตรออกมาเดินขบวน ออกมายืนหยัดด้วยศักดิ์ศรีและเป้าหมายอย่างสันติ ตรงแนวหน้าในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม “และนี่คือตอนสุดท้าย มันขึ้นอยู่กับคุณที่จะทำให้ทุกการประท้วงเกิดขึ้นควบคู่ไปกับแผนการและนโยบาย ด้วยการบริหารจัดการ การรวบรวมผู้คน และการใช้สิทธิลงคะแนน และนั่นคือคำแนะนำสุดท้ายของฉัน”   พลังของความโกรธ “ผู้สำเร็จการศึกษาทั้งหลาย ความโกรธคือพลังอันทรงอานุภาพ มันสามารถเป็นพลังที่มีประโยชน์ แต่หากปล่อยให้เกิดเพียงลำพัง มันจะกัดกร่อนและทำลาย ก่อให้เกิดความวุ่นวายทั้งภายในและภายนอก แต่ในยามที่ความโกรธถูกโฟกัส เมื่อมันผ่านไปสู่บางสิ่งที่มากกว่านั้น นั่นคือสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ “ดอกเตอร์ (มาร์ติน ลูเธอร์) คิงมีความโกรธ, โซเจอร์เนอร์ ทรูธ (ตำนานนักเคลื่อนไหวต่อต้านการค้าทาสและเรียกร้องสิทธิสตรี) ก็โกรธ, ลูครีเทีย มอตต์ (นักเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิสตรีในศตวรรษที่ 19), ซีซาร์ ชาเวซ (นักเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิพลเมืองชาวอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกัน), ผู้คนที่สโตนวอลล์ (นักเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิ LGBTQ+) พวกเขาทุกคนล้วนโกรธแค้น “แต่พวกเขายังถูกขับเคลื่อนด้วยความเมตตา ด้วยหลักการ ด้วยความหวัง และพวกเขายังใช้แต้มต่อจากทรัพยากรอะไรก็ตามที่มีในยุคของเขา เสียงกึกก้องจากธรรมาสน์และห้องประชุม จดหมายจากปลายปากกาในห้องขัง ลุกขึ้นยืนเพื่อสิทธิของพวกเขาในการเผชิญหน้ากับการใช้ความรุนแรงของตำรวจ “พวกเขาสร้างพันธมิตรกับทั้งผู้ที่เหมือนกันและต่างกัน พวกเขาใช้ภาษาแห่งพลังอำนาจได้อย่างแตกฉาน พวกเขานั่งลงเจรจากับบรรดาผู้นำที่มีความคิดเห็นต่างกัน เพราะพวกเขารู้ว่าหากต้องการให้วิสัยทัศน์กลายเป็นจริง มันจำเป็นต้องกลายเป็นกฎหมาย “มันจำเป็นต้องมีการส่งเสียงไม่ใช่แค่บนท้องถนน แต่ในห้องโถงแห่งอำนาจด้วย มันจำเป็นต้องมีผู้แบกรับไปไม่ใช่แค่แม่บ้านและคนงานที่ทำเป็นกะ แต่เป็นสมาชิกวุฒิสภา ส.ส. หญิง และแน่นอน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ”   การทำงานของประชาธิปไตย “ผู้สำเร็จการศึกษาทั้งหลาย ตอนนี้คือเวลาของคุณ ระบอบประชาธิปไตยของเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ฉันไปมาแล้วทั่วโลก ได้เห็นรัฐบาลต่าง ๆ และผู้คนในประเทศอื่นมากมาย ฉันสามารถบอกคุณได้เลยว่า ประชาธิปไตยของเรามีความมั่นคง และแน่นอนมันยังคงใช้การได้ “แต่มันจะใช้การไม่ได้หากตัวคุณเองปิดปากเงียบ มันจะใช้การไม่ได้หากคุณไม่เข้าร่วมในกระบวนการนี้ และเรากำลังมองเห็นผลที่เกิดขึ้นตามมาของสิ่งนั้นในตอนนี้ แต่ถ้าคุณยังเข้มแข็งด้วยศรัทธาเดิมที่แบกยักษ์ทุกตนไว้ ก่อนจะมุ่งไปสู่ความก้าวหน้าที่วัดผลได้อย่างแท้จริง คุณจะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ “แล้วสิ่งนั้นมีความหมายอะไรในช่วงเวลาของคุณ มันเริ่มต้นตรงจุดที่ความเปลี่ยนแปลงมักเริ่มขึ้น ภายในบ้านของคุณเอง ในวงสังคมของคุณเอง ในละแวกบ้านของคุณเอง บนโต๊ะกินข้าวของคุณเอง “บางครั้งมันอาจง่ายกว่าในการยืนประท้วงท่ามกลางคนแปลกหน้าแทนที่จะท้าทายใครบางคนอยู่ในสวนหลังบ้านตัวเอง ดังนั้น หากคุณได้ยินคนแสดงมุมมองที่ไร้เหตุผล หรือคุยข่ม ‘คนพวกนั้น’ มันขึ้นอยู่กับคุณที่จะออกมาประณามพวกเขาหรือไม่ เพราะเราจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย หากเราแค่ต้องการจะทำสิ่งที่ง่ายที่สุด เราต้องเลือกทางที่ยากและเสียสละอีกมากในชีวิต “ดังนั้น หากคุณกำลังใช้เวลามากมายไปกับการแค่ติดแฮชแท็ก และโพสต์ข้อความอยู่ตอนนี้ สิ่งนั้นเป็นประโยชน์โดยเฉพาะในช่วงเกิดโรคระบาด แต่มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ต้องไปให้ไกลกว่านั้น ส่งลิงก์ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งให้เพื่อนทุกคนของคุณ ส่งข้อความหาทุกคนที่รู้จักเพื่อให้มาร่วมกันใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการประท้วง “ถามตัวเองว่า ‘คุณรู้หรือไม่ว่าคูหาเลือกตั้งของตัวเองอยู่ที่ไหน’ ‘คุณรู้หรือไม่ว่าการเลือกตั้งขั้นต้นจัดเมื่อใด’ ‘คุณรู้หรือไม่ว่าการขอโหวตทางไปรษณีย์ต้องทำอย่างไร’ ‘ใครคือผู้อยู่ในตำแหน่งและเป็นผู้สมัครในรัฐบาลทุกระดับ’ ไม่ใช่แค่ประธานาธิบดี แต่รวมถึงผู้แทนมลรัฐ สมาชิกสภาท้องถิ่น อัยการ และนายอำเภอ “และอย่าแค่ถามคำถามเหล่านี้กับตัวเอง จงถามเพื่อน คนในครอบครัว และทุกคนที่คุณเจอในละแวกบ้านด้วย ในขณะที่เรากำลังเอื้อมมือออกไป ได้โปรดให้พื้นที่กับทุกคนที่กำลังทำงานเพื่อความก้าวหน้าได้เป็นตัวของตัวเอง ทุกคนต้องได้ใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อเวลานั้นมาถึง แต่การเคลื่อนไหวที่จะทำก่อนไปถึงวันนั้นมีหลายรูปแบบ “บางคนต้องการเดินขบวนอยู่แถวหน้า ส่วนคนอื่นอาจชอบอยู่ด้านหลัง บางคนคุกเข่าที่ม้านั่งในโบสถ์ ส่วนคนอื่นชอบอยู่ตามหัวมุมถนน บางคนชอบตระเวนช่วยหาเสียงในละแวกบ้าน ส่วนคนอื่นชอบลงสมัครรับเลือกตั้งเอง บางคนทำงานกลางวันด้วยความซื่อสัตย์และเลี้ยงดูเด็กไปพร้อมกัน ส่วนคนอื่นเลือกโฟกัสกับการศึกษาและใช้ปริญญาที่ได้มาแก้ปัญหาเหล่านี้ เพื่อสร้างชีวิตที่ดีกว่าให้กับตัวเองและคนรอบตัว”   ความหวังและความร่วมมือ “ผู้สำเร็จการศึกษาทั้งหลาย ทั้งหมดนี้ล้วนมีความสำคัญ และเราต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เราไม่สามารถยอมให้ความเจ็บปวดและรำคาญใจมาทำให้เราเผชิญหน้ากันเอง การปฏิเสธมุมมองผู้อื่นที่เราไม่เห็นด้วยกับวิธีการของพวกเขา การคิดแบบนั้นจะยิ่งทำให้เราแตกแยกและเบี่ยงเบนเราจากข้อเรียกร้องที่สูงขึ้นไปกว่านั้น มันคือหมากฝรั่งที่ติดอยู่บนวงล้อของความก้าวหน้า “ผู้สำเร็จการศึกษาทั้งหลาย นี่คือวิธีที่คุณสามารถทำงานซึ่งคนรุ่นก่อนหน้าเริ่มเอาไว้ให้สำเร็จ ทำด้วยการเปิดใจและรักษาความหวังไว้แม้ในยามลำบาก ด้วยการส่งผ่านความไม่สะดวกสบายที่คุณรู้สึกไปสู่การเคลื่อนไหว และประชาธิปไตยที่ถูกออกแบบให้สนองต่อผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง “ประเด็นก็คือ ฉันรู้ว่าพวกคุณทำได้ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาฉันได้เห็นแล้วว่าคุณคือใคร ฉันเห็นความคิดสร้างสรรค์ พรสวรรค์ และความชาญฉลาดของพวกคุณ ฉันเห็นพวกคุณกล้าป่าวประกาศให้ยุติความรุนแรงด้วยอาวุธปืน และสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ “ฉันเห็นพวกคุณช่วยกันระดมเงินบริจาคเพื่อผู้เดือดร้อนระหว่างเกิดโรคระบาดครั้งนี้ ฉันเห็นพวกคุณเดินขบวนอย่างสันติและมีจุดมุ่งหมาย และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมแม้ในยามยากลำบากอย่างนี้ พวกคุณยังคงเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันมีความหวัง “ผู้สำเร็จการศึกษาทั้งหลาย พวกคุณทุกคนคือสิ่งที่เราต้องการในตอนนี้ และในอีกหลายปีและหลายทศวรรษที่จะมาถึง พวกคุณกำลังได้เรียนรู้อย่างมากมายและรวดเร็ว และฉันรู้ว่าพวกคุณไม่ใช่แค่สามารถทำได้ดีกว่าคนรุ่นก่อน พวกคุณจะทำได้สำเร็จ “มันคือช่วงเวลาของคุณ ฉันรักพวกคุณทุกคน ฉันเชื่อในตัวพวกคุณทุกคน ฉันอยากให้คุณปลอดภัย และฉันอดใจรอแทบไม่ไหวอยากให้พวกคุณมากุมบังเหียน ขอแสดงความยินดีอีกครั้งกับพวกคุณที่จบการศึกษา ขอให้พระเจ้าคุ้มครองคุณ” ที่มา: youtube.com/watch?v=VXDTmAYsFxQ   เรียบเรียง: ภานุวัตร เอื้ออุดมชัยสกุล