Post on 27/10/2020

The Sound of Silence พลังเงียบอันทรงพลังแห่ง ’60 ของ Simon & Garfunkel

Hello darkness, my old friend

I’ve come to talk with you again

ท่ามกลางความเงียบงันที่เต็มไปด้วยความสับสนอลหม่านของผู้คนในยุค 60s ภายหลังจาก ในปี 1963 กระสุนปริศนาได้พุ่งตรงมายังสมองของ จอห์น เอฟ เคนเนดี ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้เป็นขวัญใจของอเมริกันชน ไม่เพียงแต่จะสร้างความช็อคให้กับผู้คนในวันนั้น แต่อเมริกาและโลกใบนี้ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เสียงวิ้ง ๆ ในหูที่อื้ออึงไปด้วยเสียงกรีดร้อง เสียงร่ำไห้ และความวุ่นวายนั้นก็นำไปสู่ความเงียบที่แสนเจ็บปวด และมันก็ได้สร้างบทเพลงที่แสดงให้เห็นว่าความเงียบนั้นก็มีความหมายมากมายแค่ไหน แม้ความทรงจำนั้นจะแสนเลือนราง แต่พอล ไซมอน 1 ในศิลปินคู่หูแห่งยุคสมัย Simon & Garfunkel ยังจำได้ดีถึงช่วงเวลาแห่งความอ่อนไหวจนเกิดเป็นเพลงเงียบงันแห่งศตวรรษนั้นได้ดี เพลงนั้นก็คือ The Sound of Silence นั่นเอง

พอล ไซมอน และ อาร์ต การ์ฟังเกล คือเพื่อนซี้ในวัยเด็กที่เติบโตในชุมชนชาวยิว เขาเกิดและเติบโตในยุคที่ดนตรีร็อคแอนด์โรลล์กำลังผลิบาน และมันเป็นเครื่องมือโชว์หญิงที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ ไซมอน เห็นความสามารถในการร้องเพลงของการ์ฟังเกล จึงเชิญชวนมาร่วมทำวงดนตรีร่วมกัน โดยมีวงอย่าง The Everly Brothers เป็นต้นแบบ และร่วมกันเข็นเพลงออกมาพร้อมเซ็นสัญญากับค่ายเพลงอิสระ Big Records โดยที่ทั้งสองยังเรียนอยู่มัธยม ในชื่อวง Tom & Jerry โดยปล่อยซิงเกิ้ลแรก Hey Schoolgirl ในปี 1957 แม้จะประสบความสำเร็จพอประมาณ แต่พวกเขาก็ฉลาดพอที่จะจดทะเบียนลิขสิทธิ์เพลงจนเขาได้รับส่วนแบ่งที่ค่อนข้างสมน้ำสมเนื้อกับบทเพลงของพวกเขาแม้ยังเรียนไม่จบดี แต่เมื่อพวกเขาได้ปล่อยซิงเกิ้ลที่ 2 ที่ 3 ก็พบกับความล้มเหลวเมื่อมันไม่ประสบความสำเร็จซักเท่าไร

ภายหลังจากจบการศึกษาระดับไฮสคูล ทั้ง 2 ต่างแยกย้ายไปต่อมหาวิทยาลัยตามแต่ตัวเองถนัด โดยไซมอน เลือกเรียนทางด้านภาษาที่ Queens College และ การ์ฟังเกล ศึกษาด้านศิลปะที่ Columbia College ในช่วงเวลาที่ทั้ง 2 แยกย้าย ไซมอนก็แอบไปออกงานเดี่ยวของตน สร้างความร้าวฉานในความสัมพันธ์ระหว่างเขากับการ์ฟังเกล ที่เรียกไซมอนว่า “เพื่อนทรยศ” แต่แล้วไซมอนก็รู้ตัวดีว่าเขาเองนั้นไม่สามารถไปต่อได้ สายสัมพันธ์ที่ขาดก็ได้รับการต่อติดอย่างรวดเร็ว ทั้ง 2 เปลี่ยนชื่อเป็น Simon & Garfunkel ได้เซ็นสัญญาในค่ายยักษ์ใหญ่ นั่นคือ Columbia Records ทำอัลบั้มแรกในชื่อ Wednesday Morning, 3 A.M. ที่ออกในปี 1964 พร้อมทั้งการเปลี่ยนแนวดนตรีตามสมัยนิยมที่ซีนดนตรีโฟล์คกำลังผลิบาน และการเปลี่ยนผ่านของสังคมยามเมื่อ จอห์น เอฟ. เคเนดี ได้จากไป

ช่วงเวลาแห่งการสูญเสียคนที่อเมริกันชนรัก สร้างความเงียบงัน สับสน และหดหู่ให้กับไซมอน เขาใช้ช่วงสุญญากาศในวันแห่งความผิดหวังนั้นเขียนเพลงที่ชื่อ The Sound of Silence ที่บอกเล่าถึงช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดที่แยกไม่ออกในห้วงเวลาถึงยามตื่นหรือยามฝัน รวมไปถึงความโดดเดี่ยวในช่วงเวลาที่เขายังเป็นเด็กน้อยที่ความฝันในการเป็นศิลปินนักร้องนั้นมันเกินเอื้อมคว้า แต่เมื่อถึงเวลาที่ได้อยู่ตรงหน้ามันก็เต็มไปด้วยความเงียบงัน

 

ไซมอนใช้เวลาในการแต่งเพลงที่เปรียบเสมือนบทกวีแห่งความเงียบนี้ถึง 6 เดือน แต่การเดินทางของเพลงกลับยาวนานยิ่งกว่า เมื่อเพลงนี้ได้ปล่อยออกไป พร้อมกับความเงียบงันจากกระแสตอบรับที่ไม่ได้ดีเอาเสียเลย ทั้งสองถูกเปรียบเทียบกับเทพเจ้าหัวฟู บ็อบ ดีแลน ที่ช่วงนั้นดังและโดนใจกว่า ความผิดหวังนั้นนำมาซึ่งการที่ทั้ง 2 ทบทวนตัวเองใหม่ แล้วทั้ง 2 ก็แยกย้ายกันอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงอัลบั้มแรกและอัลบั้มเดียวไว้เป็นอนุสรณ์เตือนใจ

แต่แล้วบทเพลง The Sound of Silence กลับค่อย ๆ ทวีความดังขึ้น เมื่อเหล่านักศึกษาได้ยินเพลงต่างพากันขอเพลงนี้ให้รายการวิทยุเปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากที่เงียบงันกลายเป็นเพลงที่แผดความดังตลอด 1 ปีให้หลัง มันเป็นเพลงขับกล่อมในช่วงเวลายามค่ำคืน เป็นเพื่อนใจที่เหล่านักศึกษาใช้มันเพื่อฟังคลอประกอบการอ่านหนังสือสอบ จนค่ายเพลง Columbia ต้องกลับมาประชุมกันอีกครั้งเพื่อผลักดันเพลงนี้ให้กลับมามีกระแสไม่ใช่เพลงฮิตในช่วงเวลาสนธยาเท่านั้น และคนที่ปลุกชีพบทเพลงแห่งความเงียบงันให้เป็นเพลงที่ดังอีกครั้งก็คือ ทอม วิลสัน โปรดิวเซอร์ที่ดูแลผลงานของศิลปินทั้ง 2 นั่นเอง เมื่อเขามองว่าในเวลานั้นบทเพลงโฟล์คร็อคที่ผสานดนตรีในแบบออร์แกนิครวมกันเข้ากับดนตรีไฟฟ้าที่ บ็อบ ดีแลน ได้แผ้วถางมันมาจากบทเพลง Like a Rolling Stone กำลังโด่งดัง เป็นกระแสและเป็นเพลงที่ทอมโปรดิวส์เองกับมือ เขาจึงเสนอให้ The Sound of Silence กลับมาผสมผสานดนตรีไฟฟ้าเข้าด้วยกันใหม่ และปล่อยเพลงนี้อีกครั้ง

และแน่นอน บทเพลงที่เงียบงันกลับกระหึ่มในทุก ๆ พื้นที่ สามารถค่อย ๆ ไต่อันดับแบบเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ จนสามารถติดชาร์ทอันดับ 1 Billboard Chart ต้อนรับวันปีใหม่ 1967 ทั้ง 2 หวนคืนกลับสู่การทำอัลบั้มร่วมกันอีกครั้ง เพื่อตอบรับความสำเร็จที่เป็นตะกอนนอนก้นมานานแสนนาน

นอกจากนั้น บทเพลงยังไปเตะหูของ ไมค์ นิโคลส์ ผู้กำกับหนังเข้าอย่างจังจนเขานำเพลงนี้ไปประกอบภาพเรื่อง The Graduate(1967) ที่เล่าเรื่องของเด็กหนุ่มว้าวุ่นที่ถูกสังคมของผู้ใหญ่กดทับจนต้องระเบิดออกมา มันกลายเป็นหนังแห่งยุคสมัยที่หลายคนโปรดปรานจนได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และเป็นกระบอกเสียงของหนุ่มสาวที่โหยหาอิสรภาพและต้องการปลดแอกจากพันธนาการที่สังคมยุคเก่าเข้าครอบงำ และ The Sound of Silence ก็ประกอบอย่างลงตัวในซีนสุดท้ายของหนังที่เผยให้เห็นความเงียบงันในตอนจบของชะตากรรมพระเอกนางเอกบนทางที่ทอดยาวที่ไม่รู้ว่าอนาคตจะลงเอยอย่างไรได้อย่างยอดเยี่ยมและเป็นที่จดจำตราบนานเท่านาน

บทเพลงนี้ยังเป็นหนึ่งในเพลงชาติที่บ่งบอกถึงความสภาวะเงียบงันที่ถูกปิดหูปิดตาจากผู้ใหญ่ ในจังหวะเดียวกันที่อเมริกาผ่านการนำของริชาร์ด นิกสัน ที่นำเด็กหนุ่มบริสุทธิ์มากมายไปตายในสมรภูมิสงครามเวียดนาม ยิ่งส่งผลให้บทเพลงนี้มีพลังอย่างน่าเหลือเชื่อเข้าไปอีก เมื่อมันถูกบรรจุให้อยู่ในบทเพลงต่อต้านสงครามที่ยิ่งใหญ่เคียงข้างบทเพลง Imagine ของ จอห์น เลนนอน

แม้ทั้ง 2 พอล ไซมอน และ อาร์ต การ์ฟังเกล ท้ายที่สุดนั้นแยกทางกันอย่างเด็ดขาดในปี 1970 และรียูเนียนบ้างเป็นครั้งคราว แต่ The Sound of Silence ก็เป็นตัวแทนเพลงอันยิ่งใหญ่ที่ทดแทนได้ถึงพลังเงียบ การต่อสู้ระหว่างรุ่น และเพลงแห่งเสรีภาพที่ทั้งอ่อนหวานและแผดกล้า เพื่อบ่งบอกว่า “เราจะไม่มีวันเงียบอีกต่อไป”


สกก์บงกช ขันทอง

ชายหนุ่มสมาธิสั้น ผู้กักเก็บความทรงจำไว้ให้กับ Pop Culture และชอบฝังใจกับอดีตจนกลายเป็นคนไม่มีอนาคต

Related

คารวะ “พนมเทียน” โลกหลายด้านของนักเขียนอาชีพ

‘Wind of Change’ เพลงแห่งการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน ที่ว่ากันว่า CIA เป็นคนแต่ง!

เจน-นุ่น-โบว์: “Super วาเลนไทน์” บทเพลงที่กลับมาดังได้แม้ผ่านมาแล้ว 10 ปี

เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์: สิทธิเพื่อเอลฟ์ประจำบ้านกับการเป็นทาสด้วยความเต็มใจ

โรอัลด์ ดาห์ล : ฝ่ามรสุมชีวิตมาเขียน “ชาร์ลีกับโรงงานช็อกโกแลต” วรรณกรรมเด็กชื่อก้องโลก

โรส เลสลี หญิงเถื่อนผู้กุมหัวใจ จอน สโนว์ ทั้งในและนอกจอ

แมทธิว เพอร์รี เบื้องหลังความฮาของ “แชนด์เลอร์ บิง” ใน Friends คือการฝ่ามรสุมยาเสพติด

แบ ดูนา “ซอบี” หมอหญิงสุดแกร่งแห่ง Kingdom กับความพยายามสุดหินที่พาเธอไปไกลถึงฮอลลีวูด