Post on 23/05/2019

King Princess นักร้องสาวที่สร้างสรรค์เพลงจากความหลงใหลใน “จิ๊มิ”

“Your pussy is God and I love it.”

ถ้าคุณคิดว่า P word ที่เราใช้เปิดเรื่อง เป็นน้ำเสียงของผู้ชายมาดทะเล้นสักคนหนึ่งละก็ คุณคิดผิดแล้ว เพราะนี่คือหนึ่งในประโยคจากเนื้อเพลงของ King Princess เด็กสาววัย 19 ย่าง 20 ที่เปิดเผยตัวเป็น LGBTQ+ และเป็นศิลปินที่มีวิธีการแต่งเนื้อร้องที่ใช้ความหลงใหลทางเพศมาเป็นแนวทางในการนำเสนอ

ประโยคในลักษณะนี้เราอาจจะเคยเห็นกันบ่อยครั้งในเพลงฮิปฮอป หรือเพลงที่มีความดิบ ๆ สักหน่อย ส่วนมากศิลปินที่สร้างสรรค์เพลงเหล่านี้ มักจะมาจากเพศชาย หรือถ้าเมื่อไหร่ที่ผู้หญิงเป็นคนร้อง ดนตรีเหล่านั้นก็มักจะยังอยู่ในโทนดาร์ก ๆ หรือประกอบด้วยบีทที่ดึงอารมณ์ให้อยู่ในบรรยากาศที่เหมาะกับการร่วมรัก…

แต่สำหรับ King Princess เธอมีแนวทางที่ต่างออกไป เมื่อเธอหยิบเอาคำที่ใช้ในการร่วมรัก มาผสมเข้ากับดนตรีน่ารักใส ๆ แถมยังมีกลิ่นอายแบบ 90s หน่อย ๆ

“Your pussy is God, and I’m falling” เสียงร้องคำว่า “pussy” ดังก้องไปทั้งฮอลล์แทบจะในทันทีที่ มิเกลา สเตราท์ (Mikaela Straus) หรือ King Princess ที่แฟน ๆ รู้จักยื่นไมค์มาด้านหน้า เรียกรอยยิ้มจากนักร้องสาวได้เป็นอย่างดี ก่อนที่เธอจะรับช่วงต่อ โดยมีแฟนเพลงยืนโบกไม้โบกมืออยู่ด้านล่าง บรรยากาศที่เกิดขึ้นนี้กลายเป็นความประทับใจที่จะหาจากที่ไหนไม่ได้ นอกจาก “Pussy is God Tour” ที่มีไว้สำหรับคนที่รักในสิ่งเดียวกัน ส่วนจะเป็นความรักในอะไรนั้น ชื่อทัวร์ที่เธอเลือกใช้ ก็คงจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาที่สุด

“ฉันเป็นเกย์ ถ้าคุณมองมาที่ฉัน คุณก็จะรู้เอง” สเตราท์พูดแบบนั้น และมันเป็นเรื่องจริง สำหรับสเตราท์ ความหลงใหลในเสียงดนตรีและหลงใหลในความน่ารักของสาว ๆ นั้นเข้ามาในชีวิตเธอแทบจะพร้อม ๆ กัน

สเตราท์เติบโตมากับพ่อที่เป็นเจ้าของสตูดิโอแห่งหนึ่งในบรูคลิน เธอได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Rolling Stone ไว้ว่า “ฉันชอบร้องเพลงตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ไม่รู้ประสา และพ่อของฉันก็บอกว่า ‘พ่อมีเสียงแบ็กกราวนด์อยู่ตั้งห้าร้อยแบบ แต่มันห่วยทั้งหมด มิเกลา หนูจะมาร้องเพลงให้พ่อได้ไหม’ และฉันก็ไป ทั้ง ๆ ที่ใส่ชุดนอนอยู่นั่นแหละ สตูดิโอของพ่อก็เหมือนกับสวนสนุกในสายตาฉัน”

       ความรักในดนตรีของเธอเติบโตขึ้นพร้อม ๆ กับตัวตนที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ สเตราท์รู้ตัวว่าเป็นเควียร์ตั้งแต่ 6 ขวบ เธอแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาถึงรสนิยมของเธอเสมอ และตอนอายุ 13 ขวบ สเตราท์ก็ได้เป็นตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากย้ายจากนิวยอร์กไปลอส แอนเจลิส เพื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ที่หอพักนี่เองที่เธอแต่งเพลงแจ้งเกิดชื่อว่า “1950” เรื่องน่าสนใจคือเพลงที่มีท่อนฮุคสุดติดหูอย่าง “I love it when we play 1950” ที่แม้แต่แฮร์รี สไตล์ ก็ยังเคยทวีตประโยคนี้บนทวิตเตอร์ที่มีผู้ติดตามกว่า 30 ล้านคน นั้นถูกแต่งในห้องน้ำ

“ฉันอาบน้ำอยู่ใต้ฝักบัว ฮัมเพลง และวิ่งออกมาหยิบกีตาร์ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ใส่เสื้อผ้า ฉันวิ่งไปหารูมเมทเพื่อขอยืมโทรศัพท์ของเธอมาอัดเสียง “เธอโป๊อยู่นะ” รูมเมทของฉันบอก แต่สุดท้ายฉันก็ยืมโทรศัพท์เครื่องนั้นมาจนได้และเริ่มอัดเพลง”

นอกจากความน่าสนใจในขั้นตอนการอัดเสียงที่เธอเล่าออกมาอย่างมีอารมณ์ขันแล้ว เนื้อหาและที่มาของเพลงก็น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน โดยบอกเล่าถึงความรักของคู่รักเควียร์ในยุค 50s ที่ต้องหลบซ่อนจากสายตาจับผิดของสังคม ซึ่งสเตราท์ได้แรงบันดาลใจมาจาก “The Price of Salt” หนังสือเล่มโปรดของเธอ ที่ถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ซึ้งปนเศร้าอย่าง “Carol”

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของสเตราท์ คือการที่ มาร์ก รอนสัน (Mark Ronson) โปรดิวเซอร์ชื่อดัง ได้มีโอกาสฟังเพลงนี้ของเธอ “ฉันเจอเขาเพราะเขาเป็นอีกคนที่ฟังเพลงของฉัน และเขาชอบมัน เราก็เลยได้มีโอกาสเจอกัน”

ท้ายที่สุดแล้วสเตราท์ก็ได้เข้ามาทำเพลงภายใต้การดูแลของรอนสัน ที่คอยเฝ้ามองเธออยู่ห่าง ๆโดยให้อิสระเธอในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างเต็มที่ เมื่อถึงกระบวนการทำงานจริง ทางค่ายหันมาถามเธออีกครั้ง ว่าเธอต้องการจะทำงานในลักษณะเดิมหรือไม่ “แน่นอนทำไมจะไม่ล่ะ!” นี่คือประโยคที่เธอเลือกใช้ตอบในคำถามนั้น

“ฉันถูกถามว่า ‘มันมีทางเลือกอยู่สองแบบ เธออยากจะใช้สรรพนามระบุเพศแบบไหน’ สำหรับฉันมันไม่ใช่ทางเลือกด้วยซ้ำ มันก็แค่ ‘ถ้าสเตรท ทำได้ แล้วทำไมฉันจะทำไม่ได้’ ฉันฟังเพลงของสเตรทมาตั้งหลายปี แล้วทำไมพวกเขาจะฟังเพลงของเกย์ไม่ได้ล่ะ มันก็แค่คำสรรพนามที่ต่างกันเท่านั้น” (สเตรท ในที่นี้หมายถึงความรักในเพศตรงข้าม)

จุดเด่นที่ดีมาก ๆ อย่างหนึ่งของสเตราท์ คงจะเป็นความเปิดเผยที่เธอมี เธอไม่เคยลังเลที่จะพูดถึงความชอบและรสนิยมทางเพศของเธอในเพลง ไม่เคยลังเลที่จะเรียกแทนคนในเพลงด้วยสรรพนามว่า “she” และไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยที่จะใส่คำว่าจิ๊มิลงไป ในเมื่อเธอกำลังพูดถึงจิ๊มิ จะให้ใช้คำอื่นแทนก็คงจะไม่ได้ฟีลน่ารักน่าหลงใหล อย่างที่เธอตั้งใจจะสื่อแน่ ๆ

       งานเพลงของสเตราท์คงจะไม่สามารถออกมาสมบูรณ์แบบขนาดนี้ได้ ถ้าหากขาดตัวแปรสำคัญอย่าง อแมนด์ล่า สเตนเบิร์ก (Amandla Stenberg) แฟนสาวของเธอ ที่ช่วยตัดต่อและย้อมสีมิวสิควิดีโอเพลง “Talia” อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้สเตราท์สร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ อยู่เสมอ

“ฉันไม่ใช่คนชิลล์ ๆ และนั่นทำให้งานของฉันไม่ชิลล์ตามไปด้วย” สเตราท์บอกแบบนั้น ซึ่งเราก็สามารถสังเกตได้จากเนื้อเพลงของเธอ ที่มักจะพูดถึงความรัก ความหลงใหล และความสูญเสียอย่างเป็นจริงเป็นจัง นอกจากนี้สเตราท์ยังชอบที่จะใส่ความเป็นเควียร์ของตนลงไปในทุก ๆ เพลง รวมไปถึงทุก ๆ การปรากฏตัวของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงบนเวทีตามรัฐต่าง ๆ หรือการโพสต์ข้อความผ่านอินสตราแกรมและทวิตเตอร์ ที่เราจะได้เห็นความแพรวพราว ขี้เล่นของเธอ ในรูปแบบของการเล่นคำพ้องเสียงความหมายที่อ่านแล้วอดคิดถึงเรื่อง 18+ ไม่ได้ อย่างวลี “Cum to see me” ที่เธอมักจะทวีตเพื่อเชิญชวนให้แฟน ๆ ไปฟังเพลงของเธอในงานต่าง ๆ อยู่เสมอ

“การเป็นเกย์ไม่ใช่เทรนด์ แต่เราทุกคนเป็นเกย์อยู่แล้วต่างหาก เราเป็นเกย์กันมาโดยตลอด และท้ายที่สุดแล้วผู้คนก็หันมาสนใจ นั่นมันทำให้ฉันมีความสุขมาก ที่ผู้คนค้นพบศิลปะในความเป็นเควียร์ เพลงและศิลปะมันควรจะเป็นแบบนั้น ดูอย่างวงควีน หรือทีนา เทอร์เนอร์สิ ตอนนี้คุณพูดได้แล้วนะว่าคุณเป็นเกย์ คุณไม่ได้แค่ดูเหมือนเกย์ พูดออกมาเลยว่าคุณเป็นเกย์ ฉันรักที่มันเป็นแบบนั้น”

นี่คือจุดยืนอันชัดเจนของหญิงสาวที่ไม่เคยคิดว่าความหลงใหล หรือความรักที่เธอมีต่อเพศเดียวกันเป็นเรื่องผิด “วงการเพลงป๊อบจะน่าสนใจขึ้นถ้าคุณมีเกย์ มีเควียร์ มีชาวสีรุ้งและทรานส์เจนเดอร์ โลกนี้พร้อมแล้ว พวกเราก็พร้อมแล้ว นี่ไม่ใช่การแข่งขัน แต่คือการขับเคลื่อนไปด้วยกันต่างหากล่ะ”

 

เรื่อง: จิรภิญญา สมเทพ (The People Junior)

ที่มา:

https://www.rollingstone.com/music/music-features/king-princess-interview-profile-714458/

https://www.them.us/story/king-princess-make-my-bed

https://www.youtube.com/watch?v=HPN-nWA5JOE

https://www.billboard.com/articles/columns/rock/8466335/king-princess-1950-interview-chartbreaker


The People Junior

เด็กฝึกงานผู้มีใจรักในการสร้างสรรค์คอนเทนต์