Post on 20/06/2019

“เพื่อนกูรักเมียมึงว่ะ” รักสามเศร้า สะท้านวงการเพลง กับ ภารกิจเคลมเมียเพื่อนของ เอริค แคลปตัน

       เรื่องราวที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้นับเป็นอีกหนึ่งตำนานแห่งวงการเพลงอังกฤษ เรื่องราวรักสามเศร้าของคนสามคนที่เป็นเพื่อนสนิทกัน ! ทุกอย่างมันเริ่มมาจากการที่ เอริค แคลปตัน นักร้อง, นักกีตาร์ชื่อดัง ดันไปหลงรัก แพตตี้ บอยด์ ภรรยาของเพื่อนสนิทอย่าง จอร์จ แฮร์ริสัน แห่งวง เดอะ บีเทิลส์ นี่คือข่าวฉาวที่โด่งดังและถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงทศวรรษ 70s ความรักต้องห้ามที่กลายมาเป็นที่มาของเพลงดังอย่าง ‘Something’, ‘I Need You’, ‘Layla’ และ ‘Wonderful Tonight’

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1964 เดอะ บีทเทิลส์ โด่งดังสุดขีดในอเมริกา หลังพวกเขาปรากฏตัวในรายการ The Ed Sullivan Show ซึ่งว่ากันว่าในวันนั้นมียอดคนดูสูงกว่า 73 ล้านคน และทำให้วงคณะ “สี่เต่าทอง” กลายเป็นวงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด

ภาพตัดกลับมาที่ แพตตี้ บอยด์ (Pattie Boyd) นางแบบ, ช่างภาพสาวสวยชาวอังกฤษ ที่กำลังเริ่มต้นเส้นทางอาชีพในวงการบันเทิงจากการเป็นนางแบบขึ้นปกนิตยสาร Vogue ในตอนนั้น บอยด์ เป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่งที่มาจากเมืองธอร์นตัน และรักในการถ่ายภาพ แต่แล้ววันหนึ่งชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปตลอดกาลหลังได้มีโอกาสเข้าฉากเล็ก ๆ ในหนัง A Hard Day’s Night ของผู้กำกับ ริชาร์ด เลสเตอร์ หนังที่เล่าเรื่องราวของวงเดอะ บีเทิลส์ ซึ่งมันทำให้เธอได้พบกับ จอร์จ แฮร์ริสัน (George Harrison) หนึ่งในสมาชิกคนดังของวง

        ในหนังเรื่องนั้น บอยด์ มีบทพูดแค่เพียงประโยคสั้น ๆ ว่า “นักโทษเหรอ?” ถึงแม้มันจะเป็นประโยคที่ไม่มี impact เท่าไหร่ แต่ด้วยความสวยของเธอ ก็กลายเป็นที่สะดุดตาสะดุดใจสมาชิกในวงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหนุ่ม จอร์จ แฮร์ริสัน ที่ถึงขั้นปิ๊งเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น “รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง” แน่นอนหนุ่มแฮร์ริสันไม่รอช้าเดินหน้าเข้าไปขายขนมจีบเต็มที่ พร้อมกับหยอดคำหวานต่าง ๆ นานา แถมถึงขั้นขอเธอแต่งงานเลยทีเดียว แต่แล้วเขาก็ต้องเดินคอตกกลับมา เมื่อรู้ว่าเธอกำลังคบหากับผู้ชายคนอื่นอยู่

“ความประทับใจแรกของฉันกับพวกเขา (เดอะ บีเทิลส์) คือ จอห์น (เลนนอน) จะค่อนข้างดูหยิ่ง ๆ กว่าคนอื่น ริงโก้ (สตาร์) ก็ดูน่ารัก เช่นเดียวกับ พอล (แมคคาร์ทนีย์) และ จอร์จ กับตาสีน้ำตาลและผมสีน้ำตาลเข้มเชสนัทของเขา ทำให้เขาเป็นคนที่ดูดีที่สุดตั้งแต่ฉันเคยเห็น และช่วงพักกลางวันฉันได้นั่งข้าง ๆ เขา ซึ่งมันทำให้ฉันรู้สึกอะไรบางอย่าง” บอยด์ เล่าย้อนความหลัง

ตอนนั้นคงไม่มีใครเชื่อว่า บอยด์ จะกล้าปฏิเสธหนึ่งในสมาชิกของวงที่กำลังโด่งดังที่สุดในโลก แน่นอนเรื่องนี้ทำเอา แฮร์ริสัน อกหักดังเป๊าะ แต่แล้วโชคก็เหมือนจะเข้าข้างเขา เพราะไม่กี่วันต่อมา บอยด์ กลับมาเข้าฉากอีกครั้งพร้อมกับสถานะที่เปลี่ยนไป ใช่แล้วเธอเพิ่งจะเลิกกับ เอริค สเวนย์ แฟนหนุ่มช่างภาพ และเมื่อรู้ว่า บอยด์ โสดสนิทอีกครั้ง คราวนี้ แฮร์ริสัน ก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปอีก เขาตัดสินใจเดินเข้าไปถามคำถามเดิมกับเธอว่า “คุณจะแต่งงานกับผมได้ไหม แต่ถ้าคุณไม่อยาก คุณจะไปทานอาหารค่ำกับผมคืนนี้แทนได้ไหมคร้าบบบ?” บอยด์ ตอบรับการเดทของ แฮร์ริสัน ในวันนั้น และอีกสองปีต่อมาทั้งคู่ก็แต่งงานกันโดยมีหนุ่ม พอล แมคคาร์ทนีย์ เป็นเพื่อนเจ้าบ่าว

“ตอนนั้นฉันอายุ 21-22 ได้ และเป็นช่วงเวลาที่ฉันมีความสุขและมีความรักเต็มหัวใจ ตอนนั้นฉันคิดว่าเราจะอยู่ด้วยกันและมีความสุขแบบนี้ตลอดไป” บอยด์ เล่าย้อนความหลัง

บอยด์ และ แฮร์ริสัน

       ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข ชนิดคนต้องมองบนแทบตาถลนเพราะหนุ่มแฮร์ริสันมักจะทำหวานแต่งเพลงให้ภรรยาบ่อยครั้ง หนึ่งในนั้นคือเพลงสุดโรแมนติกอย่าง ‘Something’ จากอัลบั้ม Abbey Road (1969) มาถึงตอนนี้พวกเขาดูจะเป็นคู่รักน่าอิจฉาที่สุดคู่หนึ่งของเกาะอังกฤษ แต่แล้วการปรากฏตัวของชายที่ชื่อ เอริค แคลปตัน (Eric Clapton) ก็ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “ภารกิจเคลมเมียเพื่อนสะท้านวงการ”

ในช่วงทศวรรษ 60s อันเป็นยุคเฟื่องฟูของดนตรีร็อกแบบอังกฤษ เอริค แคลปตัน ได้กลายมาเป็นที่รู้จักในฐานะนักกีตาร์สุดฮอตเจ้าของฉายา “Mr.Slowhand” จากการร่วมงานกับหลายวงไล่ตั้งแต่ The Yardbirds, John Mayall และ Cream แคลปตัน กับสำเนียงกีตาร์บลูส์และสุ้มเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา โดดเด่นอย่างมากจน แฮร์ริสัน อดใจไม่ไหวต้องพา บอยด์ มาชมการแสดงสดของแคลปตันที่ลอนดอน บ่อย ๆ จนทำให้ทั้งสามรู้จักกันและกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกันในท้ายที่สุด

แคลปตัน กลายเป็นเพื่อนสนิทที่ แฮร์ริสัน มองหามานาน ทั้งคู่ต่างประทับใจและชื่นชมอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก พวกเขามักจะสร้างสรรค์งานเพลงร่วมกันบ่อยครั้ง รวมถึงขึ้นแจมกันบนเวทีคอนเสิร์ตต่าง ๆ หลังวง Cream พักงานเพลงในปี 1969 แคลปตัน ก็เข้าขั้นจิตตกอย่างมาก เขาตัดสินใจหั่นเงินจำนวนหนึ่งเพื่อซื้อบ้านในย่าน เซอร์เรย์ ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกันกับที่ แฮร์ริสัน และ บอยด์ อาศัยอยู่ เพราะหวังว่ามันจะช่วยทำให้เขาหายเหงาได้บ้าง  

แคลปตัน และ แฮร์ริสัน

       ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ของ แฮร์ริสัน และ บอยด์ ก็เริ่มเปลี่ยนไป หลังฝ่ายชายเริ่มตีตัวออกห่างเพราะกำลังสนใจในเรื่องวิถีฮินดู การนั่งสมาธิ และ ยาเสพติด (LSD) ครั้งหนึ่ง แฮร์ริสัน เคยออกมาพูดถึงประสบการณ์ในครั้งนั้นว่า

“โอ้โห สำหรับผมเนี่ยครั้งแรกที่ผมได้รับมัน (LSD) มันเหมือนแสงวับ ๆ เหมือนแฟลชเลย มันเหมือนเป็นการเปิดอะไรบางอย่างในตัวผม และผมได้รับรู้หลายสิ่งในเวลาเดียวกัน มันเปรียบเหมือนกุญแจที่ไขให้ผมได้พบกับสิ่งเหล่านี้”

ด้าน บอยด์ ก็เคยออกโรงสับอดีตสามีในหนังสือชีวประวัติของตัวเองว่า “ใคร ๆ ก็ว่าหวาน แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เลย ในความเป็นจริงความสัมพันธ์ของเรากำลังมีปัญหา บางครั้งเขาก็ไม่สนใจฉัน มันทำให้ฉันเริ่มรู้สึกอยากตาย ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นภัยสำหรับใครมาก่อน มันทำให้ฉันหวาดระแวงเขา เขาเคยเอาผู้หญิงที่เคยเดทกับ เอริค มาพักที่บ้าน และตอนที่ฉันเริ่มสงสัย เขาก็มาพูดกับฉันว่า ฉันคิดไปไกลเกินแล้ว ตอนนั้นฉันตัดสินใจออกจากบ้านไปอยู่กับเพื่อนหลายวัน จนเขาโทรมาบอกว่าผู้หญิงคนนั้นไปแล้ว พอฉันกลับไป ฉันช็อกมาก ๆ กับสิ่งที่เขาทำกับฉัน ตอนนั้นฉันรู้สึกหมดรักและทุกข์ทรมานมาก ๆ”

แคลปตัน ที่มักจะขลุกตัวอยู่ในบ้านของแฮร์ริสันเสมอ เริ่มเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่าง ๆ ภายในบ้าน และคอยแอบเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนอยู่ห่าง ๆ…หึหึ เช่นเดียวกันกับ แฮร์ริสัน เอง การที่มีเพื่อนสนิทอยู่ข้าง ๆ นั่งเล่นกีตาร์นั่งแต่งเพลงด้วยกันคงเป็นอะไรที่ดีไม่แพ้กัน….

“แอบมองเธออยู่นะจ๊ะ หึหึ” แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าลึก ๆ แล้ว เพื่อนสนิทคนนี้กำลังจะคิดไม่ซื่อกับเขาซะแล้ว ใช่แล้วความใกล้ชิดกับ บอยด์ ทำให้ แคลปตัน แอบมีใจให้กับภรรยาของเพื่อนสนิทตัวเอง….อ่าวดนตรีมา ! ”เพื่อนคนนี้เปลี่ยนไปเป็นรักเธอ” แค่นี้ไม่พอที่พีคหนักไปกว่านั้นคือ ตัวสาว บอยด์ ก็แอบมีใจให้กับ แคลปตัน มานานแล้วเหมือนกัน เอาแล้วววววว !!!

“เขา (แคลปตัน) เป็นคนที่แสดงได้น่าทึ่งมาก ๆ เขาดูวิเศษสุด ๆ เวลาอยู่บนเวที เขาดูเซ็กซี่มาก ๆ ตอนที่ฉันเจอเขาครั้งแรก เขาไม่ได้มีพฤติกรรมเหมือนพวกร็อกสตาร์เลย เขาค่อนข้างดูขี้อายและสงวนท่าทีอย่างน่าแปลกใจเชียวล่ะ ฉันรู้เลยว่าเขาคิดว่าฉันน่าดึงดูด และฉันชอบความสนใจที่เขามีต่อฉันเช่นกัน”

เอริค แคลปตัน

รู้ว่าผิดแต่ก็ไม่สามารถหักห้ามใจได้ ! ในปี 1969 แคลปตัน ถึงขั้นลงทุนคบหาดูใจปลอม ๆ กับ พอลล่า บอยด์ น้องสาวแท้ ๆ แพตตี้ เพื่อหวังจะได้ใกล้ชิดกับเธอมากขึ้น แต่แล้วทุกอย่างก็ยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ เพราะ แคลปตัน เริ่มไม่สามารถต้านทานความรักที่เขามีให้กับ บอยด์ ได้ ทุกอย่างเริ่มกระจ่างขึ้นเมื่อ พอลล่า ได้ฟังเพลงใหม่ที่ แคลปตัน แต่งขึ้น ในตอนนั้นเธอรับรู้ได้ทันทีว่าเพลงนี้เกี่ยวกับพี่สาวของเธอ นั่นจึงทำให้เธอยุติความสัมพันธ์กับ แคลปตัน ทันที

ในเวลาไล่เลี่ยกัน แคลปตัน ตัดสินใจขอร้องให้ บอยด์ มาหาเขาอย่างลับ ๆ ที่แฟลตของเขาในย่านเคนซิงตัน ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกที่ แคลปตัน ได้เผยความในใจที่มีของเขาต่อเธอ ผ่านเพลง ‘Layla’

“เราพบกันอย่างลับ ๆ ที่แฟลตทางตอนใต้ของเคนซิงตัน เอริค ขอให้ฉันมาหาเขาเพื่อฟังเพลงใหม่ที่เขาเขียน พอไปถึงเขาเริ่มเปิดเทปที่อัดไว้และเล่นตามให้ฉันฟัง มันเป็นเพลงที่มีพลังที่สุดเท่าที่ฉันเคยฟังมา มันเป็นเรื่องราวของ เลลา หญิงสาวที่ถูกบังคับให้แต่งงานกับชายที่ไม่ได้รัก และ มัจนูน หรือที่มีความหมายว่า “คนบ้า” ชายที่หลงรัก เลลา แต่ไม่สามารถอยู่กับเธอได้ เขาเล่นให้ฉันฟังสองสามครั้ง และเขาก็ดูปฏิกิริยาที่ฉันมีต่อมัน ฉันคิดในใจตอนนั้น ‘พระเจ้า ทุกคนต้องรู้แน่ ๆ ว่าเพลงนี้หมายถึงฉัน’ เอริคค่อนข้างชัดเจนสำหรับความต้องการในตัวฉันอยู่หลายเดือน จนฉันเริ่มรู้สึกอึดอัดที่เขาพาฉันไปในทิศทางที่ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าอยากไปไหม แต่เมื่อฉันนึกได้ว่าฉันเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดอารมณ์ความสร้างสรรค์ เพลงดีก็เพราะฉัน ฉันเลยไม่อาจต้านทานได้”

       ทั้งคู่เริ่มมีใจให้กันมากขึ้น แถมแอบกินกันลับหลัง แฮร์ริสัน แต่ในขณะเดียวกัน บอยด์ ก็เริ่มรู้สึกผิดกับสามีตัวเอง และในงานปาร์ตี้ที่บ้านของ โรเบิร์ต สติกวูด ก็เป็นครั้งแรกที่ แคลปตัน เปิดอกพูดเรื่องนี้กับ แฮร์ริสัน โดย บอยด์ เล่าเหตุการณ์ในวันนั้นว่า

“จอร์จ เดินเข้ามาถามว่า ‘นี่มันเกิดอะไรขึ้น’ และสิ่งที่ฉันกลัวก็เกิดขึ้น เมื่อ เอริค พูดว่า ‘ฉันต้องบอกนายแล้วว่ะ ว่าฉันตกหลุมรักเมียนาย’ ตอนนั้นนี่ฉันอยากตายจริง ๆ และ จอร์จ ก็โกรธมากแบบควันออกหู เขาพูดขึ้นมาว่า ‘แล้ว..เธอจะไปกับมันหรือจะมากับฉันล่ะ’ “

 แคลปตัน ไม่ได้อยากมีความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนกับเธอ แต่เขาอยากแต่งงานกับเธอและได้เธอเป็นภรรยาใจจะขาด แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะกลับไปกับ จอร์จ แทน

“หลังจากการเผชิญหน้าของ จอร์จ และ เอริค ที่ปาร์ตี้ของ สติกวูด ฉันก็กลับบ้านไปกับสามี พอไปถึงฉันก็ไปนอน ส่วน จอร์จ ก็หายตัวไปอยู่ในห้องอัดของเขา ครั้งต่อไปที่ฉันเจอ เอริค คืออยู่ ๆ เขาก็โผล่มาแบบบังเอิญที่ ไฟรเออร์ ปาร์ค (บ้านของแฮร์ริสันในย่านอ็อกซ์ฟอร์ดเชียร์) ตอนนั้น จอร์จ ไม่อยู่ และฉันไม่รู้ว่า เอริค รู้ล่วงหน้าอยู่แล้วหรือเปล่า เขาบอกว่าอยากให้ฉันหนีไปอยู่กับเขา เขารักฉันแบบโงหัวไม่ขึ้นและอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีฉัน เขาอยากจะให้ฉันไปจาก จอร์จ เดี๋ยวนี้และไปอยู่กับเขา

“ฉันบอกว่า ‘เอริค คุณเป็นบ้าหรือไง มันเป็นไปไม่ได้เลย ฉันแต่งงานกับ จอร์จ นะ’ เขาพูดต่อว่า ‘ไม่ ไม่ ไม่ ผมรักคุณ ผมต้องการจะมีคุณในชีวิตของผม’ ไม่ นั่นคือสิ่งที่ฉันพูด ทันใดนั้นเองเขาก็หยิบกระปุกเล็ก ๆ จากกระเป๋ากางเกงแล้วพูดว่า ‘ได้ ถ้าคุณไม่ยอมมากับผม ผมจะใช้เจ้านี่’ ใช่แล้วมันคือ เฮโรอีน ฉันพยายามคว้ามันจากเขา แต่เขาเก็บไปก่อนและพูดว่า ‘ถ้าคุณไม่ไปกับผม ก็ตามนั้น ได้ ผมยอม’ เขาเดินจากไป และฉันไม่ได้พบเขาอีกเลย จนกระทั่งอีกสามปีต่อมา”

แคลปตัน ติดยาเสพติดอย่างหนักนับตั้งแต่ตอนนั้น ชีวิตของเขาดำดิ่งลงเรื่อย ๆ เขาไม่แม้แต่ออกจากบ้านหรือไปเจอเพื่อนฝูง ยิ่งไปกว่านั้น แคลปตัน ถึงขั้นหมดอาลัยตายอยากไม่รับทั้งโทรศัพท์หรือแม้กระทั่งเดินไปเปิดประตู แต่โชคดีที่เขามีเพื่อนดี ๆ ในวงการหลายคน พีท ทาวน์เซนต์ แห่งวง The Who คือหนึ่งในนั้น เขาคือชายคนสำคัญที่ผลักดันให้ แคลปตัน หันมาบำบัดและรักษาอาการเสพติดต่าง ๆ จนสุดท้าย แคลปตัน ก็กลับมาเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง

ในขณะเดียวกันชีวิตคู่ของ บอยด์ และ แฮร์ริสัน ก็แย่ลงนับตั้งแต่เหตุการณ์ในปาร์ตี้วันนั้น ตลอดเวลา แฮร์ริสัน รู้ทั้งรู้ว่าภรรยาของตัวเองกับเพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งกำลังแทงข้างหลังเขา แต่เขาเลือกที่จะทำเหมือนไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น จนความสัมพันธ์ของทั้งคู่อยู่ในจุดที่แทบไม่รู้จักกันอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นต่อมา บอยด์ ได้รับรู้เรื่องราวที่ แฮร์ริสัน แอบไปมีความสัมพันธ์กับ มอรีน ค็อกซ์ ภรรยาของอดีตเพื่อนร่วมวงอย่าง ริงโก้ สตาร์ เรื่องนี้ยิ่งทำให้ บอยด์ รู้ว่าชีวิตคู่ของเธอกับ แฮร์ริสัน ได้จบลงแล้ว

“ริงโก้ ไม่รู้เรื่องเลย จนวันหนึ่งฉันโทรไปบอกเขาว่า ‘รู้ไหมทำไมวันนี้เมียของนายไม่กลับบ้านคืนนี้ ก็เพราะว่าตอนนี้เธออยู่ที่นี่น่ะสิ’” บอยด์ เล่าย้อนความหลัง “จอร์จ ยังคงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นต่อไป และนั่นทำให้ฉันนอยด์มาก ฉันรู้สึกเหมือนโดนทำร้ายจิตใจและไม่ถูกรัก และ จอร์จ ก็เป็นคนที่พูดคุยด้วยยากมาก เขายิ่งทำตัวแย่มากในช่วงปีสุดท้าย อาจเป็นเพราะ เอริค ยังคงมาป้วนเปี้ยนและทำให้เห็นได้ชัดเลยว่าเขาอยากเจอฉัน จอร์จต้องมีเซนส์แหละว่าเราเป็นชู้กันแต่เขาก็ไม่เคยพูดมันออกมา”

จอร์จ แฮร์ริสัน

       ในงานศพของ คีธ มูน มือกลอง The Who เมื่อปี 1978 เป็นครั้งแรกที่ แฮร์ริสัน และ แคลปตัน กลับมาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง หนึ่งในพยานคนสำคัญของเหตุการณ์นี้คือ จอห์น เฮิร์ท นักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษ โดย เฮิร์ท เล่าว่า แฮร์ริสัน ต้องการจะหลุดพ้นจากช่วงเวลา awkward แบบนี้ เขาจึงตัดสินใจลงไปที่ห้องด้านล่างพร้อมกับแอมป์และกีตาร์อย่างละ 2 ตัว ก่อนจะเล่นมันเรื่อย ๆ จนกระทั่ง แคลปตัน เดินลงมา ทันใดนั้นเอง แฮร์ริสัน ก็ได้ยื่นกีตาร์ให้กับ แคลปตัน ก่อนทุกอย่างจะจบด้วยการที่ทั้งคู่ดวลกัน

“สมัยก่อนเวลาผู้ชายจะสู้กัน พวกเขามักจะยื่นดาบให้กันก่อนจะลงเอยด้วยการต่อสู้ ตอนนั้นทุกอย่างอบอวนไปด้วยความตื่นเต้นจากดนตรีของพวกเขา ตลอดสองชั่วโมงพวกเขาเล่นมันโดยไม่พูดกันสักคำเดียว แต่พอจบทุกคนก็รู้ ๆ กันว่า เอริค ชนะ ถึงแม้เขาจะเมามากแต่ก็ไม่ปล่อยตัวเองเหมือนนักยิมนาสติกจนเล่นกีตาร์ไม่ได้ เขาเล่นชนิดที่ว่าไม่มีใครจะสู้ได้เลย” เฮิร์ท พูดถึงเหตุการณ์ในวันนั้น

ไม่กี่วันต่อมา แคลปตัน และเพื่อน ๆ ได้มาหา บอยด์ ที่บ้าน ก่อนฝ่ายชายจะหาจังหวะขอร้องให้ฝ่ายหญิงรับรักเขาอีกครั้ง “ฉันทำมื้อค่ำวันนั้น และเราก็กินข้าวกันท่ามกลางบรรยากาศที่ฝืนทำเป็นร่าเริง ก่อนที่ เอริค จะพาฉันหลบไปและขอร้องอ้อนวอนให้ฉันไปจาก จอร์จ อีกแล้ว เราอยู่ตามลำพัง ซึ่งความรู้สึกเหมือนหลายชั่วโมงมาก เขาดูคลั่งไคล้ฉัน ดูหมดสิ้นหนทาง แถมอ้อนวอนสุดฤทธิ์ จนฉันรู้สึกสับสน หลงทางและหนักอึ้งไปหมด”

แคลปตัน กล่าวลา บอยด์ ในคืนนั้นก่อนออกเดินทางไปทัวร์โปรโมทอัลบั้ม 461 Ocean Boulevard ที่อเมริกา พร้อมกับทิ้งเรื่องหนักอึ้งไว้ให้ บอยด์ ได้คิด ใช่แล้วชีวิตของ บอยด์ กำลังเดินทางมาถึงจุดที่ยากที่สุดแล้ว เพราะลึก ๆ เธอเองก็อยากเก็บพวกเขาไว้ทั้งสองคน…โอ้โหเพลง ทาทา นี่ขึ้นมาเลย

“ฉันจำเป็นต้องเลือก ระหว่าง เอริค ชายที่เขียนเพลงอันงดงามให้กับฉัน และต้องอยู่ในนรกมาตลอดสามปีก็เพราะฉัน ชายผู้ยอมประท้วงเพื่อความรักของตัวเอง หรือ จอร์จ สามีของฉัน ชายที่ฉันเคยรักและเย็นชากับฉันตลอดมา นี่มันก็นานมากจนฉันแทบจำไม่ได้เลยว่าครั้งสุดท้ายที่เขาทำเหมือนรักฉันหรือแม้กระทั่งบอกรักฉันมันคือตอนไหน

“ช่วงกลางดึกของวันที่ 3 กรกฎาคม ฉันเดินไปหา จอร์จ ที่สตูดิโอ เพื่อบอกเขาว่าฉันจะไปจากเขาแล้ว ฉันจะไปอเมริกา ฉันพยายามอธิบายเขาว่าที่ผ่านมาเรามีแต่ใช้ชีวิตแดกดันหรือเกลียดชังกัน แต่พอเขากลับมาที่เตียงนอน ฉันเองก็สัมผัสได้ถึงความเศร้าของเขา เขาเอนตัวลงนอนและบอกฉันว่า ‘อย่าไปเลย’ ตอนที่เขาพูดแบบนั้น ใจหนึ่งฉันก็เชื่อและอยากจะอยู่ต่อ เพราะลึก ๆ ก็หวังว่าเขาคงจะทำให้มันดีขึ้นได้ แต่มันก็สายเกินแล้ว วันต่อมาคือวันที่เศร้าที่สุดในชีวิตฉัน ฉันเก็บของและบอกลา ไฟรเออร์ ปาร์ค และมุ่งตรงไปที่อเมริกา ความรู้สึกที่ฉันมีกับ จอร์จ มันยังคงยอดเยี่ยมมันเป็นความรักที่ลึกสุด ๆ แต่สำหรับ เอริค มันเหมือนกับได้ยาพิษ และแพชชั้นที่มหาศาล”

แคลปตัน กับ บอยด์

        สุดท้าย บอยด์ ตัดสินใจรับรัก แคลปตัน ก่อนซื้อตั๋วบินตามไปทัวร์ด้วยเลย และแล้วในปี 1979 ทั้งสองก็ได้แต่งงานกันสมใจ ซึ่งในวันนั้น แฮร์ริสัน ก็ได้ไปร่วมงานด้วยในฐานะ “husband-in-law” ชีวิตคู่ของทั้งสองลงตัวสุด ๆ ถึงขั้น แคลปตัน แต่งเพลง ‘Wonderful Tonight’ ให้กับเธอ ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างราบรื่นกว่า 9 ปี แต่ก็ไปไม่รอดหลัง แคลปตัน เริ่มมีอาการติดสุราอย่างหนัก แถมออกอาการเบื่อ บอยด์ อย่างเห็นได้ชัด จนสุดท้ายทั้งคู่ก็ต้องเลิกรากันไป

หลังเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น แฮร์ริสัน กับ แคลปตัน ก็ยังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแถมดูจะสนิทกว่าเดิมอีกต่างหาก ทุกคนต่างตกใจกับสิ่งที่ แฮร์ริสัน ทำ เพราะเขาดูไม่ติดใจเพื่อนซี้คนนี้เลย ส่วนหนึ่งก็อาจจะเพราะว่าตัวเขาเองก็ชอบไปเก็บดอกไม้ริมทางอยู่บ่อย ๆ ทำให้ดูแล บอยด์ ได้ไม่ดีเท่าที่ควร… แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ต้องยกนิ้วให้กับความใจกว้างของ แฮร์ริสัน จริง ๆ ที่มองว่ามิตรภาพสำคัญกว่าทุกสิ่ง ส่วน แคลปตัน หลังหย่ากับ บอยด์ เขาก็ประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อย ๆ จนมาถึงปัจจุบัน ด้าน บอยด์ หลังเลิกกับ แคลปตัน ได้สามปี เธอก็มาเจอกับ ร็อด เวสตัน นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก่อนจะใช้ชีวิตร่วมกันมากว่า 28 ปี

 

ที่มา :

https://www.youtube.com/watch?v=Dymrdv4TLW8

https://www.thevintagenews.com/2017/06/06/wonderful-tonight-pattie-boyds-love-triangle-with-george-harrison-and-eric-clapton/

http://www.guitar2day.com/2016/10/something-way-moves-%E0%B8%A3%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B2/

http://www.goodtimes.com.pk/george-harrison-pattie-boyd-eric-clapton/


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว