Post on 04/03/2021

The Toys: เรื่องราวของเด็กหนุ่มผู้ยืมกีตาร์เพื่อน จากหน้าหนาวที่แล้ว สู่ไวน์ลดาหน้าร้อนนี้

เดือนตุลาคม 2558 ณ ลานพาร์คพารากอน

เด็กหนุ่มคนหนึ่งเพิ่งยืมกีตาร์คนอื่นมาขึ้นเวทีพรมนิ้วลงบนกีตาร์อย่างเมามัน

นี่เป็นการแข่งขันรอบ 8 คนสุดท้าย เพื่อเฟ้นหาสุดยอดมือกีตาร์คนใหม่ในเวที Overdrive  Guitar Contest 9 ซึ่งเป็นรายการแข่งกีตาร์ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ

ผู้เข้าแข่งขันหลายคนเตรียมความพร้อมกันอยู่หลังเวที บางคนกำลังทำสมาธิ บางคนกำลังวอร์มนิ้วมือสำหรับการโชว์กีตาร์บนเวทีเพื่อเตรียมโชว์ทักษะกีตาร์ขั้นเทพในรอบ battle กับการดวลกีตาร์กับผู้แข่งขันคนอื่น

หลังเวทีวันนั้นมีเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่ไม่เคยไปแข่งกีตาร์รายการไหนมาก่อน แถมไม่เคยแม้แต่ไปเข้าเรียนคอร์สกีตาร์ที่โรงเรียนดนตรีทั่วไปเหมือนคนอื่น ๆ กำลังประหม่าแถมตื่นเต้นแบบสุด ๆ เพราะเขาแอบไปสืบมาก่อนหน้าแล้วว่า ผู้เข้ารอบแต่ละคนนั้นมีภูมิหลังในการเล่นกีตาร์ขั้นเทพขนาดไหน

“ตายแน่งานนี้ หนีกลับบ้านตอนนี้ทันไหมเนี่ย?”

เขาตื่นกลัวพลางตั้งคำถามกับตัวเอง แต่เอาเถอะ ไหน ๆ มายืนอยู่ตรงนี้แล้ว ก็ต้องลองทำมันให้เต็มที่ เด็กหนุ่มคิดในใจแล้วขึ้นไปบนเวทีเพื่อดวลกีตาร์กับคู่แข่งขัน

ความตื่นเต้นเริ่มครอบงำ มือของเด็กหนุ่มเริ่มสั่น เขาเริ่มคุมมือของตัวเองไม่ได้  แต่แล้วเขาก็ฮึดสู้ จนกลับมารวบรวมสมาธิแล้วเริ่มบรรเลงกีตาร์พร้อมกับปล่อยตัวเองให้สนุกไปกับการดวลกีตาร์ครั้งนั้น

เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้เล่นกีตาร์เพื่อคิดจะเอาชนะคู่ต่อสู้ หากแต่เขาคิดว่าเขาอยากขึ้นมาบนเวทีเพื่อสื่อสารความเป็นตัวเขาเองให้คนอื่นได้เห็น ซึ่งในวันนั้นเขาได้สื่อสารความเป็นตัวเองออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม  

อันที่จริงแล้วเวที Overdrive Contest เรามักจะเห็นนักกีตาร์ขึ้นมาโซโลกีตาร์กับแนวเพลงร็อก แต่เด็กหนุ่มคนนี้มาในแนวที่แปลกไป เขาทำเพลงให้ออกมาเป็นแนว EDM (Electronic Dance Music) พร้อมกับใส่การเล่นกีตาร์ของตัวเองเข้าไป

ใครเลยจะรู้ว่า ทั้งความกลัว ทั้งชั่วโมงบินที่น้อยกว่าผู้เข้าแข่งขันอีกคนที่เขาดวลกีตาร์ด้วย ทั้งกีตาร์ที่เขาใช้อยู่ในการดวลก็ไม่ใช่กีตาร์ของตัวเอง (เพราะเขาไม่มีกีตาร์ไฟฟ้าเป็นของตัวเอง) นอกจากกีตาร์ที่ไม่มีเป็นของตัวเองแล้ว อุปกรณ์ที่ใช้ในการแข่งเขาก็ไม่มีอะไรเป็นของตัวเองอีกด้วย

เขายืมคนอื่นมาทั้งหมด!

จะมีก็แต่ปิ๊กกีตาร์ที่เขามีเป็นของตัวเอง และในวันนั้นวันที่คณะกรรมการที่ไม่ได้มีแค่ชาวไทย แต่ยังมีกรรมการที่เป็นนักกีตาร์ระดับสากลที่ชาวกีตาร์ทั่วโลกให้ความเคารพอย่าง กัทรี โกแวน (Guthrie Govan) และ จอห์น แมคลาฟลิน (John Mclaughlin) ก็มานั่งเป็นกรรมการอยู่

จะกีตาร์ยืมเพื่อนหรืออะไรก็ตามแต่ ฝีมือมันหลอกกันไม่ได้ ท้ายที่สุด เด็กหนุ่มอายุ 19 ปีผู้นี้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในเวทีนี้

นี่คือจุดเปลี่ยนในชีวิตของเขา

วันนั้นเองเป็นวันที่สื่อต่าง ๆ เริ่มหันสปอตไลต์มาส่องไปที่เด็กหนุ่มผู้ชนะรายการประกวดการแข่งกีตาร์ระดับประเทศคนนี้

เด็กหนุ่มคนนั้นคือ ธันวา บุญสูงเนิน หรือที่พวกเรารู้จักเขาในนาม เดอะ ทอยส์ (The Toys) ทายาทของศิลปินดัง นิตยา บุญสูงเนิน…

 

รู้จักดนตรีครั้งแรกเพราะแม่เปิดฟังในรถ

4 ขวบ เป็นช่วงเวลาที่เด็กได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ

สำหรับเดอะ ทอยส์ วัย 4 ขวบนั้น เป็นครั้งแรกที่เขารู้จักกับความสวยงามที่เรียกว่า ‘เพลง’

ในขณะที่คุณแม่-นิตยา บุญสูงเนินกำลังขับรถไปส่งเด็กชายทอยส์ที่โรงเรียนอนุบาล พลางเปิดเพลงแจ๊สคลอเบา ๆ ขณะขับรถ เด็กชายทอยส์รู้สึกประหลาดใจ และสงสัยว่าเสียงที่ออกมาจากเครื่องเล่นบนรถนี้เขาเรียกว่าอะไรกัน

“แม่ครับ นี่เขาเรียกว่าอะไรหรอครับ”

“นี่เขาก็เรียกว่า เพลง ไง”

คุณแม่นิตยาตอบคำถามของเด็กชาย นับตั้งแต่วันที่เขาได้รู้จัก คำว่า ‘เพลง’ คำคำนี้ก็ไม่เคยห่างหายไปจากสมองของเด็กชายทอยส์อีกเลย

ต่อมาเมื่ออายุประมาณ 7 ขวบ เด็กชายทอยส์พร้อมเครื่องหมายคำถามมากมายในใจ เขาถามคำถามสำคัญกับคุณพ่อ “เพลงคืออะไรครับคุณพ่อ?”

คุณพ่อผู้เป็นนักดนตรีและโปรดิวเซอร์จึงอธิบายความหมายของคำว่า ‘เพลง’ ด้วยการหยิบกีตาร์โปร่งขึ้นมาเล่นประกอบการอธิบายให้เด็กชายทอยส์ได้ฟัง เด็กชายทอยส์ทั้งงุนงงและตะลึงว่าทำไมคุณพ่อกับเจ้าสิ่งที่เรียกว่ากีตาร์เพียงแค่ 1 ตัวก็สามารถสร้างเสียงเพลงได้เหมือนกับในวิทยุ

เด็กชายทอยส์วัย 7 ขวบจึงขอร้องให้คุณพ่อสอนกีตาร์ให้ ซึ่งคุณพ่อก็สอนคอร์ดกีตาร์มาตรฐานการเริ่มเล่นให้เด็กชายทอยส์ 4 คอร์ด คือ คอร์ด C/Am/F/G

โดยทั่วไป เด็กจะมีความสนใจอะไรเพียงแค่ชั่วครู่ชั่วยาม แล้วก็เปลี่ยนความสนใจเมื่อมีสิ่งเร้าสิ่งอื่นมากระตุ้น แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กชายทอยส์เลย นับตั้งแต่คุณพ่อสอน 4 คอร์ดกีตาร์พื้นฐานให้กับเขา เขาไม่เคยหยุดที่จะสนใจใฝ่รู้เรื่องกีตาร์ ซึ่งนับเป็นโชคดีของทอยส์ที่เกิดมาในยุคที่เริ่มมีการใช้ยูทูบอย่างแพร่หลายแล้ว เขาจึงเริ่มค้นหานักกีตาร์คนอื่น ๆ บนโลกใบนี้ และบนยูทูบนี่เองทำให้เขาได้พบกับนักกีตาร์ระดับตำนานอีกหลายคน รวมถึง ทอมมี่ เอ็มมานูเอล (Tommy Emmanuel) ผู้เปิดโลกทัศน์ด้านกีตาร์ให้กับทอยส์ได้รู้ว่าบนโลกนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ 4 คอร์ดเท่านั้น

ทอยส์เริ่มแกะเพลงของทอมมี่แล้วเล่นตาม สำหรับคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่เคยผ่านการเรียนดนตรีแบบเป็นระบบ การจะให้ไปเล่นกีตาร์แบบจับคอร์ดเฉย ๆ ให้เป็นเพลงก็คงว่ายากแล้ว แต่การจะเล่นกีตาร์แบบจับทั้งคอร์ด เล่นเมโลดี้และเล่นไลน์เบสไปด้วย คงต้องเรียกว่ายากสุด ๆ แต่ทอยส์คนนี้ก็ทำได้ และทำได้ด้วยตัวของเขาเองล้วน ๆ

เขาฟังสิ่งที่ทอมมี่เล่นแต่ละไลน์แต่ละโน้ตแล้วลองเล่นเอง ซ้อมเองจนเล่นตามทอมมี่ได้ ซึ่งก็เคยมีคนถามเคล็ดลับของทอยส์ตรงนี้ว่า ทำได้ยังไงกัน การไม่เคยเรียนดนตรีหรือกีตาร์จากที่ไหน ทำไมถึงเล่นกีตาร์ได้เก่งขนาดนี้ เขาตอบเพียงสั้น ๆ ว่า “ผมใช้ความละเอียด ถ้าเราให้ความละเอียดกับมัน เราจะไม่พลาดครับ”

นอกจากความละเอียดแล้ว ทอยส์เป็นคนที่ให้เวลากับการฝึกซ้อมสูงมาก เขาจะใช้เวลาวันละประมาณ 10-12 ชั่วโมงในการฝึกซ้อมกีตาร์ในห้องของตัวเอง

แต่จะเล่นเองคนเดียวอยู่ในห้องก็คงจะไม่สนุก จะให้เกิดองค์ประกอบดนตรีที่ครบถ้วนก็ต้องมีวงเป็นของตัวเอง เมื่อตอนอายุ 15 ทอยส์เริ่มตั้งวงเล็ก ๆ กับเพื่อนที่โรงเรียน เป็นวงที่มีเครื่องดนตรี 4 ชิ้น และทอยส์ในวัย 15 ได้เริ่มเขียนเพลงเองเป็นครั้งแรกแล้ว เรียกได้ว่าฉายแววการเป็นนักแต่งเพลงตั้งแต่ตอนนั้น แต่ทอยส์ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนหรือผลักดันให้เอาดีทางด้านดนตรีอย่างแรงกล้าจากทางบ้านแต่อย่างใด ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมกันล่ะ ทำไมที่บ้านจึงไม่สนับสนุนเด็กชายผู้มุ่งมั่นคนนี้?

 

อยากอยู่วงการนี้ต้องไม่มีตรงกลาง

อันที่จริงทอยส์เองก็โตมาในครอบครัวของนักดนตรีอย่างแท้จริง ชีวิตเขาแวดล้อมไปด้วยศิลปินหมดทั้งสิ้น ทั้งคุณพ่อที่ทำงานเป็นนักดนตรีและเป็นโปรดิวเซอร์ที่แกรมมี่ คุณแม่ (นิตยา บุญสูงเนิน) และคุณป้า (เจินเจิน บุญสูงเนิน) ต่างก็เป็นนักร้องที่มีเพลงดังเป็นของตัวเอง ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลที่คนในครอบครัวทราบดีว่า การจะยืนอยู่ในเส้นทางสายดนตรีอาชีพนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

ทอยส์เคยเล่าไว้ในสัมภาษณ์หลายชิ้นว่า คุณแม่ของเขาพูดไว้เสมอตั้งแต่เขาเด็ก ๆ ว่าบนโลกนี้ไม่มีตรงกลาง หากจะยืนอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ได้เราต้องเก่งและโดดเด่นออกมา ก็น่าจะด้วยเหตุนี้เองทำให้กว่าทอยส์จะมีกีตาร์ไฟฟ้าเป็นของตัวเอง ก็ตอนที่เขาสอบเข้าโรงเรียนแห่งหนึ่งได้ตามที่คุณแม่คาดหวัง

เมื่อเขาทำได้แล้ว คุณแม่จึงซื้อกีตาร์ไฟฟ้าสีดำตัวแรกให้เป็นของขวัญ แต่แล้วกีตาร์ไฟฟ้าตัวนี้ก็อยู่กับเขาได้เพียงแค่ 6 เดือน คุณแม่นิตยาเริ่มเล็งเห็นแล้วว่า ทอยส์ติดเล่นกีตาร์ถึงขั้นหนักมาก นอกจากเล่นกีตาร์แล้ว ทอยส์ก็ไม่สนใจเรื่องไหนอีกเลย ด้วยความเป็นห่วงว่าการเรียนของลูกชายจะตกต่ำลง คุณแม่จึงบอกให้ทอยส์เอากีตาร์ตัวนี้ไปขายเสีย ซึ่งทอยส์ก็ทำตามที่คุณแม่บอกเป็นอย่างดี คือเอากีตาร์ตัวนี้ไปขาย

แต่คนมันรัก ทำยังไงก็จะต้องหาทางเล่นจนได้ ในเมื่อที่บ้านไม่มีกีตาร์ไฟฟ้าแล้ว แต่ใจยังอยากจะเล่นกีตาร์ไฟฟ้าอยู่ เขาก็อาศัยการไปเล่นกีตาร์ที่บ้านเพื่อนเอาเป็นหลัก หลังเวลาเลิกเรียนบ่ายสามโมงของทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ทอยส์จะไปขลุกที่บ้านเพื่อนจนถึงหนึ่งทุ่มเพื่อฝึกซ้อมกีตาร์ไฟฟ้า

และในช่วงวัย 16 ปีนี้เอง เขาเริ่มได้ไปเล่นดนตรีตามสตูดิโอซ้อมดนตรีตามประสาวัยรุ่นที่รักในเสียงเพลงทั่วไป และบังเอิญว่าเจ้าของสตูดิโอซ้อมดนตรีที่ทอยส์ไปเล่นดนตรีอยู่บ่อย ๆ เป็นคนดนตรีที่รับงาน Mix & Mastering (การบาลานซ์เสียงของเครื่องดนตรีชิ้นต่าง ๆ และเสียงร้องให้ฟังออกมารื่นหู และปรับแต่งความดัง-เบาให้เพลงนั้น ๆ ออกมาดี) ให้กับศิลปิน ทอยส์วัย 16 ปีในวันนั้นเริ่มเกิดความสนใจทางด้านการทำ Music Production หรือการทำเพลง เขาเฝ้าดู เฝ้าถามทั้งเจ้าของสตูดิโอ ทั้งถามคุณพ่อ ทั้งศึกษาเองจากยูทูบว่าการทำดนตรีนั้นมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง และทอยส์ในอายุเพียงแค่ 16 ปีก็เริ่มทำงานเพลงชิ้นแรกออกมาสู่สาธารณชน คือการได้เรียบเรียงงานเพลงให้กับอะตอม ไมค์ ไอดอล (Atom Mic Idol)

เส้นทางการทำดนตรีของทอยส์นับได้ว่าไปได้ดีเลยทีเดียว หลังจากเรียบเรียงงานเพลงให้กับอะตอม ไมค์ ไอดอลแล้ว เขาก็เริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นว่านี่แหละคือสิ่งที่เขารักและคิดอยากจะทำ ทอยส์ ณ ขณะนั้นอายุ 17 ปีจึงตัดสินใจไปบอกกับคุณแม่นิตยาว่า “ทุกวันนี้ไปเรียนไม่รู้เรื่องเลยครับแม่ ในหัวผมคิดแต่เรื่องดนตรี” และเขาก็ดรอปเรียนเพื่อออกมาตั้งใจทำงานดนตรี

ในวันนั้นคุณแม่คงจะเป็นห่วงลูกชายอยูไม่น้อย ทั้งในมุมของความเป็นแม่ที่ห่วงอนาคตของลูก และในมุมของคนที่อยู่ในวงการนี้ ซึ่งรู้แน่ชัดเป็นอย่างดีว่าโอกาสที่จะยืนหยัดอยู่ในวงการเพลงได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอยู่บนภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น แต่ในเมื่อลูกยืนยันว่านี่คือสิ่งที่ลูกอยากจะทำ คุณแม่ก็ให้โอกาสลูกได้ทำตามความคิดของตัวเอง จนวันที่ทอยส์ ธันวาเป็นเดอะ ทอยส์ ผู้ได้แชมป์รายการกีตาร์ระดับประเทศ และได้อันดับ 5 จากการแข่งรายการกีตาร์ระดับโลก (งาน Kiesel Guitar Solo Competition ผู้เข้าแข่งขัน 30,000 กว่าคนทั่วโลก)

 

ร้องเพลงนี้กันทันไหม เพลงที่ทำให้คนรู้จักเดอะทอยส์

ในอดีตเขาเคยเอาเพลงหนึ่งไปเสนอที่ค่ายเพลงแล้วโดนปฏิเสธ เมื่อปี 2558 ทอยส์จึงเอาเพลงนี้มาโพสต์ลงบนยูทูบทางช่อง ‘THURSDAY’ อันเป็นช่องยูทูบของตัวเอง

ในเวลาต่อมา เพลงนี้กลายเป็นเพลงหนึ่งในลายเซ็นประจำตัวของเขา

ไม่ต้องเดาแล้ว เพลงนั้นมีชื่อว่า ‘หน้าหนาวที่แล้ว’ เพลงนี้เป็นเพลงที่เด็กหนุ่มคนนี้แต่งเอง ร้องเอง เรียบเรียงเอง เรียกว่าทำเองหมดทุกขั้นตอน ในตอนที่เขาเอาเพลงนี้ไปเสนอค่ายแล้วโดนปฏิเสธ ด้วยเหตุผลที่ว่า “เพลงนี้คงจะไม่ฮิตหรอก”

เด็กหนุ่มคนนี้ก็เดินคอตกกลับบ้าน ในใจก็พลางคิดเสียดายเพลงที่ตัวเองตั้งใจทำมา เขาก็เลยโพสต์เพลงนี้ลงบนช่องยูทูบ และแล้วเวลาก็ผ่านไป เขาไม่ได้ทำการโปรโมตเพลงของตนเองใด ๆ เลย มารู้ตัวอีกทีว่าเพลง ‘หน้าหนาวที่แล้ว’ ที่เขาได้โพสต์ไว้กลายเป็นที่นิยมก็ตอนที่เขาได้ยินเพลงนี้บนรถแท็กซี่

ชีวิตเขาเริ่มเปลี่ยนไปจากเพลงนี้…

จากนั้นเป็นต้นมาเขาได้เซ็นสัญญากับค่าย What The Duck บ้านทางดนตรีของทอยส์ผู้ทำให้เราได้พบกับเพลงอีกมากมายหลายหลากที่ล้วนแล้วแต่มาจากการแต่งเอง ทำเอง ร้องเอง หมดทุกเพลง

สื่อหลายสำนักพยายามถามทอยส์ว่า เบื้องหลังแรงบันดาลใจในการเขียนเพลงของทอยส์มาจากที่ไหนกัน ทำไมแต่ละเพลงที่เขาเขียนออกมามันทั้งดูมีลายเซ็นเป็นของตัวเอง ทั้งดูเข้าถึงง่าย ดูหยิบจับคำใกล้ตัวมาใช้ได้อย่างมีสไตล์และสร้างสรรค์

คำตอบของเขาคือ เขามองดูสิ่งรอบตัวเขาในตอนนั้น แล้วคิดว่าตัวเขาอยากจะพูดถึงสิ่งนั้นยังไง อยากจะเอาสิ่งนั้นมาเล่าเรื่องยังไง แล้วก็ปล่อยให้ตัวเองลื่นไหลไปเอง อย่างเช่นตอนที่เขียนเพลง ‘ลา ลา ลอย’ เขาก็เล่าว่า ตอนนั้นเขานั่งอยู่บนรถแล้วก็เห็นลูกโป่งมันลอยอยู่ แต่แล้วพอรถเคลื่อนผ่านไป ลูกโป่งก็ลับตาหายไปแล้ว จุดเริ่มต้นเพียงเท่านั้นก็ทำให้เขาได้เพลง ‘ลา ลา ลอย’ ออกมา หรืออย่างเพลงฮิตของเขา ‘ก่อนฤดูฝน’ ที่เสมือนหนึ่งว่ามีลายเซ็นการร้องแร็ปอย่างรวดเร็วของทอยส์เซ็นอยู่จนยูทูบเบอร์หลายคนทำคลิปเพื่อร้องตามทอยส์ แรงบันดาลใจหลังการร้องแบบรวดเร็วของเพลงนี้ก็แสนจะเรียบง่าย

“ผมตั้งใจทำเพลงนี้มาเพื่อให้คนฟังครับ ไม่ได้ทำมาเพื่อให้คนร้องตาม”

หากได้ดูสัมภาษณ์ของทอยส์ในหลายสัมภาษณ์ เราจะได้เห็นว่าบางครั้งเขาอาจจะดูเป็นคนพูดน้อย จนหลายคนเรียกว่า ทอยส์เป็นคนพูดไม่เก่ง ตรงนี้เราน่าจะยืมคำพูดของทอยส์เองมาอธิบายปรากฏการณ์ที่ทอยส์พูดน้อยนี้ว่า ภาษาเป็นเรื่องของการฝึกฝน ดนตรีก็เป็นอีกภาษาหนึ่ง (ซึ่งก็เป็นภาษาสากลที่คนใช้กันทั่วโลก) ทอยส์เป็นคนที่ฝึกภาษาดนตรีมาจนได้ชื่อว่าสื่อสารภาษานี้ได้เก่งกาจยอดเยี่ยมแบบที่ว่าไม่น่าจะมีใครมาตั้งคำถามเรื่องความเก่งของเขาได้อีกต่อไป

โน้ตดนตรีที่ผสมกันออกมาด้วยรูปแบบที่มากมาย หรือคอร์ดกีตาร์และไลน์เครื่องดนตรีที่ซับซ้อน เขาก็สามารถสร้างและเรียบเรียงมันออกมาให้เป็นเพลงที่ฟังง่าย แถมเป็นเพลงที่คนส่วนใหญ่ชอบจนกลายเป็นเพลงฮิต ตรงนี้เราจึงน่าจะสรุปได้ว่า ภาษาที่ทอยส์ถนัดอาจจะไม่ใช่ภาษาพูด หากแต่เป็นภาษาดนตรีต่างหากที่เขาเชี่ยวชาญในการสื่อสาร

ย้อนกลับไปถึงวันที่คุณแม่และครอบครัวเป็นห่วงอนาคตของทอยส์ว่า ในวงการนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับตรงกลางสำหรับใคร วันนี้เดอะ ทอยส์ หรือธันวา บุญสูงเนิน จากเด็กที่เคยยืมกีตาร์คนอื่นขึ้นเวทีประกวด ในวันนี้น่าจะพิสูจน์ให้คุณแม่และครอบครัวได้เห็นแล้วว่าเขาไม่ได้ยืนอยู่ตรงกลาง แต่เขามีดีมากพอที่จะยืนอยู่แถวหน้าในวงการเพลง

ในเมื่อคุณแม่นิตยามีเพลง ‘เจ็บนิดเดียว’ และ ‘ช้ำคือเรา’ คุณป้าเจินเจินมีเพลง ‘ฉันก็เป็นผู้หญิงคนนึง’ ‘ต้องสู้จึงจะชนะ’ เป็นเพลงฮิตประจำตัว ในวันนี้เดอะ ทอยส์ ได้ก้าวขึ้นมายืนหยัดพร้อมรายการเพลงฮิตที่มีอยู่มากมายเฉกเช่นเดียวกับที่คุณแม่นิตยาและคุณป้าเจินเจินเคยทำได้ ซึ่งเพลงล่าสุดที่จ่อคิวว่าจะเป็นเพลงดังที่ปล่อยมาในวันที่ 1 มีนาคม 2564 คือเพลง ไวน์ลดา (blurblur)

จุดที่เขายืนอยู่ เขาไม่ได้ก้าวขึ้นมายืนอยู่อย่างเดียวดาย แต่เขายังมีเดอะแฟนส์อีกมากมายที่พร้อมจะยืนอยู่เคียงข้าง สนับสนุนและเข้าใจเขาในทุกย่างก้าวที่เขาเดินไปในเส้นทางสายนี้

 

ที่มา:

คุยสด ๆ The Toys ผู้เกิดมาเพื่อเป็นอัจฉริยะทางดนตรี The Standard Daily https://www.youtube.com/watch?v=0kkH_8CL4z8

ทอล์ก-กะ-เทย One Night I EP.16 แขกรับเชิญ ทอย ธันวา ปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช https://www.youtube.com/watch?v=EVDA6yZO23k

กิ๊กดู๋ สงครามเงาเสียง: The Toys และนิตยา บุญสูงเนิน https://www.youtube.com/watch?v=uV78eh4gAqQ

คุยแซ่บSHOW: เปิดใจครั้งแรก ความผูกพันจากแม่ถึงลูก “นิตยา-ธันวา” บุญสูงเนิน https://www.youtube.com/watch?v=nK8ErFRM45Y

The Toys Tonight’s the night คืนสำคัญ https://www.youtube.com/watch?v=ISxVnGoqM08

สอบถามค่าตัว ‘เดอะทอยส์’ หลังโกยพรีเซนเตอร์อื้อซ่า https://www.youtube.com/watch?v=L_tkTuJpuRw

The Driver EP:60 The Toys https://www.youtube.com/watch?v=OphOhYWyXg8

‘เดอะทอยส์’ เผยความฝันอยากทำเพลงให้ ‘แม่นิตยา’ https://www.youtube.com/watch?v=g3xzsB0yFd4

ทอย ธันวา ไม่ไว้หน้าสาวโสด บอกรักแฟนสาวแบบนี้ออกสื่อ https://www.youtube.com/watch?v=PHgM27iF5wA

The Toys ธันวา บุญสูงเนิน I เส้นทางชีวิตที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนและการใช้กีตาร์นำทางชีวิต https://www.youtube.com/watch?v=txgU5xMzdOY

The Toys กับเทคนิคการเล่นกีตาร์และการบันทึกเสียงด้วย Universal Studio https://www.youtube.com/watch?v=jKFVPhbo7Cg

ศิลป์สโมสร: สู่เส้นทางฝัน กีตาร์ฮีโร่ https://www.youtube.com/watch?v=5Cpv0wr_5Y4


อดีตเคยเป็นนักแต่งเพลง ปัจจุบันเป็นอาจารย์ที่คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สนใจเรื่องอาหาร เบื้องหลังของเพลงดัง และคนในวงการ Pop Culture ในมุมอื่น ๆ

Related

วิจารณ์ภาพยนตร์ Behind the Curve | รู้จักกับมนุษย์ผู้เชื่อว่าโลกใบนี้ “แบน”

เมื่อดาวกระซิบให้ใส่ ‘สีเหลือง’ ลงในเพลง ‘Yellow’ ความบังเอิญที่ลงตัวของเพลงฮิตจาก ‘Coldplay’

SMAP: ตำนานไอดอล 28 ปีที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย

เคนชิโร่ หมัดดาวเหนือ:“แกน่ะตายไปแล้ว”การมอบความตายในยุคทรชนเรืองอำนาจ

คาเมนไรเดอร์ ดีเคด: ผู้ถูกสาปแช่งทั้งสิบทิศ มันเป็นความผิดของดีเคด

โมโมโกะ ซากุระ: จากความทรงจำวัยเยาว์ในยุค 70s สู่เรื่องราวของ ‘หนูน้อยจอมซ่า มารุโกะจัง’

โมริ ฮามาโกะ: หญิงชรายูทูบเบอร์ นักแคสต์เกมที่อายุมากสุดในโลก

‘พ่อ’ ของ ‘เฉินหลง’ เคยเป็น ‘สปาย’ และ ‘แม่’ เคยเป็น ‘แม่ค้ายา’ ซึ่งทั้งสองตกหลุมรักกันภายหลังการจับกุม