Post on 11/02/2019

ไชล์ดิช แกมบิโน่ กับ “This Is America” ต้นแบบ “ประเทศกูมี”

ไชล์ดิช แกมบิโน่ นักร้องชื่อดังคว้า “เพลงยอดเยี่ยม” และ “ผลงานบันทึกเสียงยอดเยี่ยม” สองรางวัลใหญ่ในงานประกาศผลรางวัลแกรมมี อวอร์ดส ครั้งที่ 61 เมื่อช่วงต้นปี 2019 จากเพลงฮิตสะท้อนปัญหาสังคมในสหรัฐฯของเขาอย่าง ‘This Is America’ ที่ทำเอาแผ่นดินลุงแซมสั่นสะเทือนมาแล้ว

นอกจากนี้ในปี 2019 ถือเป็นปีทองของหนุ่มคนนี้อีกด้วย หลังเขาได้มีโอกาสครั้งสำคัญในการพากษ์เสียงเป็นตัวละครระดับตำนานอย่าง “ซิมบ้า” จากหนังเรื่อง The Lion King

       ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2018 โดนัลด์ โกลเวอร์ (Donald Glover) นักร้องนักแสดงหนุ่มมากความสามารถ หรือชื่อในวงการเพลง ไชล์ดิช แกมบิโน่ (Childish Gambino) ได้ปล่อยมิวสิควิดีโอเพลงใหม่ล่าสุดของเขาที่มีชื่อว่า ‘This Is America’ ผลงานที่แอบสะท้อนสัญลักษณ์ทางการเมืองมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจำลองเหตุการณ์การยิงกราดในโรงเรียน ความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืน และการเหยียดเชื้อชาติ

แกมบิโน่ ไม่ได้มีผลงานใหม่ออกมาตั้งแต่อัลบั้มระดับเข้าชิงแกรมมี อวอร์ดส อย่าง “Awaken My Love!”  ปี 2016  ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่าจะพักผลงานเพลงอย่างไม่มีกำหนดเพื่อจะลองทุ่มเทเต็มที่กับงานแสดงแทน

ในตอนนั้นสิ่งที่หลายคนฮือฮากันมาก ไม่ใช่การกลับมาทำเพลงอีกครั้งของแกมบิโน่ แต่เป็นสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อใน MV ตัวนี้ต่างหาก อย่างที่เกริ่นข้างต้นผลงานชิ้นนี้แอบสะท้อนสัญลักษณ์ทางการเมืองมากมาย และตอนนี้มันกลับมาสะท้อนให้ทุกคนได้เห็นแล้วว่าผลงานชิ้นนี้ของเขามี impact มากขนาดไหน

“This Is America” เปิดด้วยซีนการเดินเต้นออกมาในสไตล์แอฟริกัน (คนแอฟริกันมีการเต้นที่อิงมาจากการเลียนแบบท่าทางของสัตว์ต่าง ๆ) แล้วควักปืนจากกระเป๋ากางเกงด้านหลัง และยิงไปที่หัวของชายผิวสีที่ถูกมัดมือและครอบหัวอยู่ ท่าทางที่แกมบิโน่ ใช้ยิงนั้น ละม้ายคล้ายกับท่า “Jump Jim Crow” ท่าที่ใช้สะท้อนถึงสัญลักษณ์ของการแบ่งแยกสีผิวในสหรัฐฯ หรือที่เรียกว่า กฎหมายจิมโครว์ (Jim Crow Laws)

       กฎหมายจิมโครว์ หรือกฎหมายที่แบ่งแยกเชื้อชาติ และกดขี่คนผิวสีในช่วงก่อนสงครามกลางเมือง เป็นกฎหมายที่คนผิวสีจำเป็นต้องปฏิบัติตาม มันโหดร้ายถึงขนาดที่ว่าทาสเหล่านี้ถูกมองว่าเป็น “สัตว์” ไม่ใช่ “มนุษย์” ทั่วไป การที่ทาสเหล่านี้ป่วยหรือตายไป หรือแม้กระทั่งถูกฆ่า มักจะเป็นเรื่องที่ไม่มีใครใส่ใจ 

ที่มาของคำว่าจิมโครว์ (Jim Crow) หรือ “อีกาจิม” มาจากนักแสดงสัญจรที่โด่งดังจากการนำถ่านมาทาที่ใบหน้าเสมือนตัวเองเป็นคนผิวดำและเต้นรำทำเพลงให้มีท่าทางตลก ๆ นักแสดงคนนั้นชื่อว่านายโทมัส  ดี. ไรซ์ (Thomas D. Rice) เขาตั้งชื่อตัวละครดังกล่าวว่า จิมโครว์ และในเวลาต่อมามันกลายมาเป็นสัญลักษณ์ คำเรียกกฎหมายทางเชื้อชาติที่เรียกว่า กฎหมายจิมโครว์

Thomas Rice Playing Jim Crow in Blackface, New York City, 1833 Image Ownership: Public Domain

       สิ่งที่แกมบิโน่อยากจะสะท้อนกับปัจจุบันก็คงจะเป็นเรื่องของ การใช้ความรุนแรงกับคนผิวสี โดยเฉพาะการกระทำที่มาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งในทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

สัญลักษณ์ที่สองที่ แกมบิโน่ พยายามแฝงไว้ MV ตัวนี้ ก็คือเรื่องของ “ความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืน” ฉากที่เขานำปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ ยิงกราดเข้าไปที่กลุ่มนักร้องประสานเสียงที่เป็นคนผิวสี เชื่อได้ว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวอเมริกันผิวดำที่โบสถ์เมืองชาร์ลสตัน รัฐเซาธ์แคโรไลน่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้เสียชีวิต 9 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นคนผิวสี โดยมือปืนชายผิวขาวผู้กระทำความผิด ปัจจุบันถูกตัดสินประหารชีวิตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เคยออกมาเสนอกฎหมายให้ครูในสหรัฐฯ พกอาวุธปืนมาสอน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ซึ่ง แกมบิโน่ ก็นำเรื่องนี้มาจำลองให้เราเห็นใน MV แล้วว่า ถ้าเราทุกคนพกปืน หรือนำความรุนแรงเข้ามาแก้ปัญหา ความวุ่นวายและสงครามกลางเมืองอาจเกิดขึ้นอีกครั้งในสหรัฐฯ

ตัว MV กำกับโดยฮิโร่ มูไร (Hiro Murai) ผู้กำกับชาวญี่ปุ่นที่เคยร่วมงานกับแกมบิโน่ มาแล้วในสมัยที่เขากำกับซีรีส์เรื่อง “Atlanta” ที่แกมบิโน่ร่วมแสดงด้วย นอกจากนี้ตัวเพลงยังได้แร็ปเปอร์ชื่อดังในวงการหลายคนมาร่วมแจม เช่น Young Thug, 21 Savage, Blocboy Jb, Migos, Chance The Rapper และ Offset (ทั้งหมดนี้ร่วมกันแจมในท่อน Adlib หรือท่อนร้องเสริมในเพลง)

       นี่คือการส่งสารที่ทรงพลังอย่างมากของ แกมบิโน่ เขาแสดงความเป็นศิลปินที่แท้จริงออกมาด้วยการ แสดงถึงไอเดียสร้างสรรค์ที่มาพร้อมกับแรงขับเคลื่อนให้กับวงการเพลงและสภาพสังคม เขากล้าที่จะสะท้อนถึงความน่ากลัวของการใช้อาวุธปืน การเหยียดสีผิวที่ยังแอบซ่อนอยู่ในสังคมปัจจุบัน ทำให้คนจำนวนมากต่างออกมายกย่องกับสิ่งที่เขาทำในครั้งนี้ และนี่ยังถือเป็นเพลงที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเพลง “ประเทศกูมี” ในบ้านเราอีกด้วย

 


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Related

ชัคกี้ 2019 จากตุ๊กตาผีสู่เทคโนโลยีมรณะ

คนดำ ศิลปินและความเป็นหญิงอันทรงพลังของ บียอนเซ่

เคนท์ เจิ้ง ดารารุ่นใหญ่ของฮ่องกง ที่เคยแสดงเรื่อง ‘ยิปมัน’ ผู้ที่เพื่อนไม่ให้ยืมเงิน

เบลลา แรมซี นักแสดงเลดีหมีน้อยแห่ง GOTs “หนูดุนะ พี่ไหวเหรอ”  

จิม มอร์ริสัน อัจฉริยะสุดบ้า นักร้องนำ The Doors ที่แต่งเพลงเพื่อเปิดประตูสู่การรับรู้ให้กับมวลมนุษยชาติ

แกรี่ ไลท์บอดี้ แห่งวง Snow Patrol ชายที่เรียนรู้จากความเจ็บปวด กับชีวิตที่ “เกลียดตัวเอง” จนเป็นโรคซึมเศร้า ติดเหล้าติดยา

“20 ปีตำนานเน็ตไอดอลคนแรกของไทย” บอลลูน – พินทุ์สุดา ตันไพเราะห์

คานเย เวสต์ จากแรปเปอร์ตัวพ่อสู่การเป็น Yeezus เส้นทางแฟชันที่มี Yeezy เป็นเดิมพัน