Post on 02/08/2019

Hobbs & Shaw: ครอบครัวนามสกุลมนุษย์

ในแฟรนไชส์ภาพยนตร์ Fast & Furious ที่สร้างสรรค์ผลงานมาแล้วถึง 8 ภาค ประเด็นหนึ่งที่หนังตั้งใจนำเสนอคือความรัก ความผูกพันของกลุ่มเพื่อนนักซิ่ง ที่ค่อย ๆ พัฒนากลายเป็น “ครอบครัว” ขนาดย่อม สังเกตได้จากประโยคของ โดมินิค โทเร็ตโต (วิน ดีเซล) ย้ำนักย้ำหนาว่า “I don’t have friends, I got family.” หรือ “ผมไม่มีเพื่อน แต่ผมมีครอบครัว” จนกลายเป็นอีกหนึ่งประโยคอมตะสำหรับแฟรนไชส์นี้เป็นที่เรียบร้อย

ความสำเร็จของแฟรนไชส์และความโดดเด่นของตัวละคร ทำให้ Fast & Furious เห็นโอกาสในการแตกไลน์คลอดภาพยนตร์แยกสแตนด์อะโลนเรื่องแรกออกมา Hobbs & Shaw ว่าด้วยภารกิจปกป้องโลกของสองตัวละครที่แตกต่างทั้งเชื้อชาติ นิสัย บุคลิก และสไตล์การต่อสู้ อย่าง ลุค ฮ็อบส์ (ดเวย์น จอห์นสัน) และ เด็คการ์ด ชอว์ (เจสัน สเตแธม) ที่ต้องมาร่วมมือกันอย่างจำเป็นในการหยุดวายร้ายไฮเทค บริกซ์ตัน ลอร์ (อิดริส เอลบา) ผู้ปรารถนาใช้อาวุธชีวภาพล้างบางมนุษยชาติไปตลอดกาล

Hobbs & Shaw (2019)

 

ความแตกต่างระหว่างสองตัวละครฮ็อบส์และชอว์ กลายเป็นความโดดเด่นและบันเทิงที่เรียกรอยยิ้มได้เป็นอย่างดี เพียงเริ่มเรื่องหนังก็จะแนะนำตัวละครให้รู้จักมากขึ้นผ่านชีวิตประจำวันที่ไม่เหมือนกัน ระหว่างชีวิตชิลล์ๆ ของฮ็อบส์ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ กับชีวิตหรูเลิศของชอว์ในลอนดอน อังกฤษ โดยเทคนิคแยกจอเพื่อให้เห็นว่าสองคนนี้ตรงข้ามกันขนาดไหน

จะว่าไปแล้ว เราเคยเห็นสองคนนี้ต่อกรกันแล้ว 2 ครั้งใน Furious 7 (2015) และ The Fate of the Furious (2017) ทว่าครั้งนี้พวกเขาเปลี่ยนจากการปะทะกันทางร่างกาย กลายเป็นการปะทะกันทางคารม ฝีปาก และไลฟ์สไตล์อเมริกากับอังกฤษที่ผลัดกันกัดจิก เสียดสี และเหน็บแนมกันอย่างสนุกสนาน

Hobbs & Shaw (2019)

 

สาเหตุที่พวกเขาต้องมาร่วมมือกันก็เพราะ แฮ็ตตี ชอว์ (วาเนสซา เคอร์บี) ที่กำลังขนส่งเชื้อโรคมรณะ “สโนว์เฟลก” ถูกสุ่มโจมตีโดยบริกซ์ตัน ก่อนทีมของเธอจะไม่สามารถป้องกันได้ เธอจึงตัดสินใจฉีดเชื้อโรคนั้นใส่ตัวเอง บริกซ์ตันจึงใส่ร้ายป้ายสีเธอว่าคือคนทรยศ ขณะที่หน่วยข่าวกรองเมื่อทราบข่าวก็รีบเรียกตัวฮ็อบส์และชอว์มารับภารกิจพิเศษตามล่าเธอ เพราะชอว์คือพี่ชายแท้ๆ ของแฮ็ตตี และฮ็อปส์ดันมีเพื่อนสนิทเป็น CIA ที่ชักชวนเข้ามารับงานนี้

เพียงทั้งสองเจอกัน เคมีที่ไม่เข้ากันก็จุดชนวนความฮาทันที

ย้อนกลับไปที่ประเด็นหลักของแฟรนไชส์อย่าง “ครอบครัว” ก็ยังเป็นแกนกลางของหนังที่ยังรักษามาตรฐานนี้ไว้ ทั้งยังเป็นหัวใจของหนังในการสร้างแรงจูงใจให้ตัวละครตัดสินใจทำบางอย่างด้วย

Hobbs & Shaw (2019)

 

เริ่มจากเด็คการ์ด ชอว์ ที่ต้องรับภารกิจนี้เพื่อช่วยเหลือน้องสาวของตัวเอง แต่เดิมเรารู้จักเขาในส่วนตอนท้ายเรื่องของ Fast & Furious 6 (2013) ที่เผยให้รู้ว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของ ฮาน (ซุง กัง) ก่อนจะมาเป็นตัวร้ายใน Furious 7 ในฐานะมือสังหารหน่วยแบล็คอ็อปส์เลือดเย็นที่มีบัญชีที่ต้องสะสาง และตามล่าล้างแค้นทีมโดมินิกให้กับ โอเวน ชอร์ (ลุค อีแวนส์) น้องชายของเขา ก่อนจะเพิ่มตัวละครคุณแม่ตัวร้าย ควีนนี ชอว์ (เฮเลน มิร์เรน) ในภาคต่อมา และขยายสาแหรกตระกูลมาถึงแฮ็ตตี น้องสาวคนเล็กในภาคนี้

ถึงแม้ครอบครัวตระกูลชอว์จะเป็นครอบครัวที่มีปัญหา (แหงละ ก็เป็นตัวร้ายมาตลอดนิ) ในภาคนี้ตระกูลดังกล่าวกลับมีท่าทีปฏิกิริยาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน ผสมผสานทั้งความรักและความนับถือแบบมืออาชีพ ทำให้คนดูได้เห็นถึงรากฐานของการเป็นคนยึดหลักการของชอว์ และเผยให้เห็นถึงตัวตนจริงที่อยู่เบื้องหลังภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูเป็นคนร้ายกาจ

ขณะที่ครอบครัวตระกูลฮ็อบส์ก็ได้รับการพูดถึงอย่างจริง ๆ จัง ๆ เสียที จากเดิมที่เขาเป็นคนตัดขาดครอบครัวมานานกว่า 20 ปี แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่เขาต้องกลับไปบ้านเกิดในซามัว ทำให้ฮ็อปส์ต้องเผชิญหน้ากับอดีตของตัวเอง และใช้พื้นที่ซามัวแห่งนั้นในการรับมือกับบริกซ์ตันที่ตามล่าแฮตตีมันทั้งเรื่อง

จะเห็นได้ว่า ในหนังเรื่องนี้ทั้งฮ็อบส์และชอว์ต่างถูกบีบให้ต้องเผชิญหน้ากันอดีตของครอบครัวตัวเอง และเยียวยาความผูกพันกับครอบครัว พวกเขาต่างจะมีความแตกต่าง มีความขัดแย้ง และมีบาดแผลจากอดีต แต่พวกเขาจะต้องร่วมมือกันในการพยายามหยุดภัยคุกคามจากบริกซ์ตันนั่นเอง

Hobbs & Shaw (2019)

 

อีกหนึ่งประเด็นที่โดดเด่นคือตัววายร้ายบริกซ์ตัน ที่เขามิใช่คนธรรมดา แต่คือคนที่ถูกดัดแปลงเป็นไซเบอร์โดยองค์กรลับระดับโลกที่สร้างเทคโนโลยีพันธุกรรมไซเบอร์ ร่างกายของบริกซ์ตันจึงเหนือมนุษย์ธรรมดาดั่งเครื่องจักรสังหาร หนำซ้ำยังมีตัวช่วยเทคโนโลยีสุดล้ำสารพัด เช่น มอเตอร์ไซต์อัจฉริยะ ร่างกายกันกระสุน หรือดวงตาไฮเทคที่ทำให้เขาเหนือกว่าฮ็อปส์และชอว์หลายเท่า

กล่าวได้ว่า บริกซ์ตันเป็นตัวแทนของเทคโนโลยีอาจเข้ามาทำลายมนุษย์ แต่กระนั้นก็มิอาจต่อกรกับมนุษย์ได้เพราะเราต่างเลือดเนื้อเชื้อไช มีความรัก มีความผูกพัน และมีครอบครัว ซึ่งถึงแม้มนุษย์ทุกคนบนโลกจะมีความปัจเจกและแตกต่าง แต่เมื่อเราประสานมือกันก็จะสร้างพลังอันยิ่งใหญ่เพื่อช่วยเหลือโลกใบนี้ได้

อีกครั้งที่แฟรนไชส์ภาพยนตร์ Fast & Furious ตีประเด็นครอบครัวให้เจาะลึกไปกับตัวละครมากขึ้น ขยับขยายคำว่า “ครอบครัว” จากเพื่อนนักซิ่งให้มีขอบเขตกว้างกว่าเดิม และอาจเป็นการส่งต่อจักรวาลหนังเรื่องนี้หรือนัยยะทางสังคมที่บ่งบอกว่า มนุษย์ทุกคนบนโลกล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน

ครอบครัวที่มีนามสกุลว่า “มนุษย์”


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Related

รีวิวคอนเสิร์ตครั้งแรกในไทยของ “Bolbbalgan4” ชั่วโมงเวทมนตร์กับสองนางฟ้าที่คอ acoustic ต้องประทับใจ

วิชิต ซ้ายเกล้า “I Believe in Diversity”

Midsommar: คนบ้า ศาสนาคลั่ง

The Peanut Butter Falcon: “เพื่อนคือครอบครัวที่เราเลือกเอง”

รีวิวคอนเสิร์ต Lukas Graham ครั้งแรกในไทย กับทุกเพลงมีเรื่องเล่า เต็มอิ่มกับบรรยากาศดี ๆ จากวงดนตรีสุดรักครอบครัว

ตูรันด็อต โอเปราชิ้นเอกที่แสดงถึงอารยธรรมของมนุษย์ คุณค่าของโลกที่หุ่นยนต์ไม่มีวันแทนที่

โฆเซ การ์เรรัส กับคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายในไทย “สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่มีชีวิต”

Tiger Parenting วาทกรรมกับดักครอบครัวของตะวันตกสู่ละครเวที บัลลังก์เมฆ เดอะมิวสิคัล 2019