Post on 18/07/2019

ทีโมน & พุมบ้า และปรัชญา “ฮาคูน่า มาทาท่า” อันไร้กังวล

“เรื่องร้ายไม่เคยมี
ท่องไว้ดีดี
ฮาคูน่า มาทาท่า”

สำหรับลูกสิงโตผู้สืบเชื้อสายทายาทสายตรงของตำแหน่งการเป็นเจ้าปกครองทุ่งสะวันนา และต้องระหกระเหินลี้ภัยหลังอาแท้ ๆ หักหลังชิงบัลลังก์จนเป็นลมล้มพับกลางแผ่นดินเดือดระอุ แถมกำลังกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของเหล่านกแร้ง ก็คงไม่มีอะไรน่าชวนช็อคไปมากกว่าชะตากรรมรันทดที่เผชิญอยู่แล้ว… เว้นเสียแต่ว่า การปรากฏกายของผู้พิทักษ์เขาจากการเป็นอาหารเที่ยงของฝูงแร้ง จะเป็นคู่หูคนละขั้วอย่างตัวเมียร์แคตกับ เอ่อ… หมูป่าหน้าหูด (Warthog)

หากว่า The Lion King มีแก่นกลางหลักของเรื่องอยู่ที่การชิงบัลลังก์เจ้าป่า เมื่อ มูฟาซ่า ราชาผู้ปกครองสรรพสัตว์ทั้งปวงพลัดตกหน้าผาลงไปตาย โดยแผนการอันแยบยลของ สการ์ น้องชายแท้ ๆ ที่หวังสังหารพี่เพื่อชิงบัลลังก์ ทั้งยังป้ายความผิดบาปไปยัง ซิมบ้า ลูกชายแท้ ๆ ของมูฟาซ่าผู้ล่วงลับ จนสิงห์ตัวน้อยต้องหนีระหกระเหินไปอยู่ยังแผ่นดินแห่งใหม่ บัลลังก์การปกครองจึงว่างไว้ เปิดทางให้สการ์กลายเป็นผู้สืบทอดอำนาจสายตรงเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ ฟากซิมบ้า -ที่แบกรับเอาความชอกช้ำและความรู้สึกผิดว่าเขาฆ่าพ่อตัวเอง- ออกแรงวิ่งหนีชีวิตในอดีตจนหมดสติกลางทุ่ง ลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบ ทีโมน กับ พุมบ้า สองคู่หูที่สอนให้เขาละทิ้งวิถีชีวิตแบบเดิม ทั้งสัญชาตญาณนักล่า ทั้งภาระการเป็นเจ้าป่า และมีชีวิตอยู่กับคติประจำใจ “ฮาคูน่า มาทาท่า” ภาษาสวาฮีลีที่แปลว่า “ไร้กังวล” ตัวละครทั้งสอง -ทีโมนและพุมบ้า- จึงเป็นเสมือนเส้นเรื่องที่ถ่วงน้ำหนักไม่ให้ The Lion King มืดหม่นและชอกช้ำเกินไปนัก แม้โทนเรื่องจริง ๆ ของมันจะชวนให้ใจสลายเสียจนผู้สร้างเองก็สงสัยว่ามันจะทะมึนสำหรับกลุ่มคนดูที่ยังเด็ก

“มันเป็นแอนิเมชั่นที่ว่าด้วยการวิ่งหนีความเป็นจริงและชีวิตวัยเด็ก ก่อนจะกลับมาเผชิญหน้ากับมันอีกหน” ร็อบบ์ มินค็อฟฟ์ ผู้กำกับร่วมของ The Lion King (1994) เล่า “เราอยากทำให้มันเป็นเนื้อเรื่องที่เด็ก ๆ ดูได้ด้วย แต่คิดว่าหลังจากที่มูฟาซ่าตายไป เรื่องมันจะหนักไปหน่อย เราก็เลยเพิ่มตัวละครอย่างทีโมนกับพุมบ้ามาเพื่อให้หนังมันมีชีวิตชีวามากขึ้นน่ะ”

และเป็นทีโมนนั่นเอง ที่สอนให้ซิมบ้าผู้โศกสลดกับความรู้สึกผิด หันหลังให้อดีตอันขมขื่นและเริงรื่นอยู่กับปัจจุบันขณะ ตามคติที่เขาและพุมบ้ายึด

“เราต้องทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง” เขาว่า “ถ้าหากโลกหันหลังให้กับเรา เราก็ควรหันหลังให้โลกบ้าง”

ประโยคนั้นคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ซิมบ้ากลบฝังอดีตของเขาไว้เบื้องหลัง และใช้ชีวิตอย่างเปี่ยมสุขไร้กังวลไปกับคู่หูต่างเผ่าพันธุ์กระทั่งเติบใหญ่

ไม่แน่ชัดว่าอะไรทำให้ตัวเมียร์แคตกับหมูป่าหน้าหูด -ซึ่งเป็นสัตว์ฝูงทั้งคู่- มาอยู่ด้วยกันกลางทุ่งแอฟริกา สำหรับทีโมน เขาตัดสินใจออกจากฝูงหลังพบว่าชีวิตมีเรื่องรอให้ค้นพบอีกมาก ก่อนจะจับพลัดจับผลูมาเจอเข้ากับ พุมบ้า หมูป่าที่มีชีวิตแสนร้าวรานเนื่องจากมีปัญหาเรื่องกลิ่นผายลมที่เหม็นระเบิดระเบ้อจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ พุมบ้าจึงโดดเดี่ยวมาตั้งแต่ยังเด็ก (อย่างไรก็ดี เขานับเป็นตัวละครแรกในจักรวาลของดิสนีย์ที่ ‘ตด’ ออกสื่อ!)

ความแตกต่างของทั้งคู่ปรากฏขึ้นในสายตาคนดูนับตั้งแต่การปรากฏตัวครั้งแรก ไม่ว่าจะเผ่าพันธุ์ ขนาด หรือแม้แต่วิธีคิด ทีโมนนั้นช่างสังเกต ปราดเปรียว และระแวดระวังสุดขีด ขณะที่พุมบ้านั้นเป็นขั้วตรงข้าม ชื่อของเขา -เช่นเดียวกับชื่อตัวละครหลาย ๆ ตัวในเรื่องนี้- มาจากภาษาสวาฮีลีที่มีความหมายว่า “ซื่อซ่าและโง่เง่า” ขณะที่ชื่อของทีโมนนั้นมาจากภาษากรีกที่หมายถึง “คนที่เคารพ”

เมื่อพุมบ้าเห็นร่างซิมบ้านอนสลบอยู่กลางพื้นที่แห้งแล้ง เขาพยายามอ้อนวอนขออนุญาตทีโมนให้รับลูกสิงห์มาเลี้ยง แต่ทีโมนลังเล เนื่องจากรู้ดีว่าสิงโตคือผู้อยู่สูงสุดบนห่วงโซ่อาหาร และหวั่นใจว่าอนาคต ไม่เขาก็พุมบ้าคงกลายเป็นอาหารของอีกฝ่ายเป็นแน่แท้ แต่เขาก็ทานทนคำขอของพุมบ้าไม่ได้ หอบหิ้วเอาร่างไม่ได้สติของสิงโตแบกมาป้อนน้ำป้อนอาหาร ทั้งยังสั่งสอนคติประจำใจให้ซิมบ้าด้วยการให้ปล่อยวางอดีต และใช้ชีวิตกับปัจจุบันอย่างเป็นสุข

และแม้จะเป็นสัตว์ที่ไม่ได้อยู่ในจุดห่วงโซ่สูงสุดของการล่าเหยื่อ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครกล้ากล้ำกรายคู่หูทั้งสองนัก อาจจะเพราะพุมบ้าเองสามารถโจมตีผู้อื่นได้ด้วยเขี้ยวขนาดใหญ่ จับคู่กันกับมันสมองและความปราดเปรื่องของทีโมนเพื่อนรัก ที่คอยคิดหาหนทางช่วยเหลือพุมบ้าในวันที่เขาอับจนหนทางเสมอ เช่นตอนที่เขาเผชิญหน้านางสิงห์ (ตอนหลังปรากฏว่าคือ นาล่า เพื่อนสมัยเด็กของซิมบ้าที่เดินทางออกมาไกลจากบ้านเกิด) จนเกือบจะกลายเป็นมื้ออาหารจานหลัก ทีโมนก็อยู่ด้วยกันกับพุมบ้าจนถึงนาทีเป็นนาทีตาย ก่อนที่ซิมบ้าจะปรากฏตัวขึ้นมาช่วยไว้อย่างทันท่วงที

สำหรับซิมบ้า ทีโมนและพุมบ้ามีสถานะเป็นยิ่งกว่าเพื่อนสนิท หากแต่ยังกินความกว้างถึงการเป็นพี่เลี้ยง พ่อและแม่ที่เขาจากมาตั้งแต่ยังเด็ก ซิมบ้าเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าป่าที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง (เห็นได้จากการออกเที่ยวเตร่ไปยังดินแดนที่ถูกสั่งห้าม การปฏิเสธไม่เชื่อฟังซาซู เลขาฯ สนิทของพ่อผู้ทรงอำนาจ) และหลงระเริง มาสู่การเป็นสิงห์หนุ่มที่ถ่อมตัว รับฟังผู้อื่น และแม้จะยังต้องจมอยู่กับบาดแผลในอดีตที่ฝังใจเชื่อว่าเขาคือสาเหตุหลักที่ทำให้พ่อตาย แต่เขาก็ยังมีทีโมนและพุมบ้าคอยประคองให้ก้าวข้ามผ่านวันเวลาเลวร้ายมาได้ด้วยกัน มิหนำซ้ำในวันที่เขาหวนกลับสู่ผาทรนงเพื่อทวงบัลลังก์ ทีโมนและพุมบ้าก็ไม่ได้ปล่อยให้เขาต้องลุยเดี่ยว หากแต่ยังเป็นทัพหน้าช่วยหลอกล่อไปจนถึงต่อสู้กับฝูงไฮยีน่า สมุนของสการ์ที่ขึ้นเรืองอำนาจในเวลานั้น

ใน Timon & Pumbaa ซีรีส์ที่ว่าด้วยสายสัมพันธ์ของทีโมนและพุมบ้าที่ออกฉายทางโทรทัศน์ตั้งแต่ปี 1995 – 1999 เผยถึงมิตรภาพและความสนิทสนมของทั้งคู่ ผ่านวันพิเศษที่พุมบ้าตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘วันเพื่อน’ หรือ Bestest Best Friend Day เพื่อเฉลิมฉลองมิตรภาพแค่เฉพาะพวกเขา โดยพุมบ้ากล่าวถึงวันนี้อย่างรักใคร่ว่า “เป็นวันพิเศษที่สุดของปี” ที่เขาอุทิศมันให้กับทีโมนเพื่อนรัก กิจกรรมหลักของวันนี้คือทั้งสองจะแลกของขวัญและจัดงานเลี้ยงยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ (อย่างไรก็ดี ตอน Kenya Be My Friend? ทีโมนเคยลืมวันพิเศษนี้เสียสนิท และไม่ได้เตรียมของขวัญให้พุมบ้า จนฝ่ายหลังน้อยใจเกิดเป็นการทะเลาะเบาะแว้ง แตกหักกันครั้งใหญ่ และต่างฝ่ายต่างแยกกันออกเดินทางเพื่อค้นหาเพื่อนสนิทที่ ‘ดีที่สุด’ ก่อนจะพบว่าไม่มีใครเข้าใจและรักพวกเขาได้มากเท่าเพื่อนที่เขาเพิ่งจากมาอีกแล้ว)

ทีโมนและพุมบ้าไม่เพียงแค่แบ่งปันปรัชญาประจำใจให้ซิมบ้าได้ใช้ เพื่อก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาอันชอกช้ำและยากเข็ญในชีวิต ล้ำค่ากว่านั้นคือมิตรภาพที่ทั้งสองมอบให้เจ้าสิงห์หนุ่มจนถึงวันที่เขาหวนคืนบัลลังก์เป็นเจ้าป่า และนั่นอาจจะนับเป็นหนึ่งในสิ่งที่เยียวยาหัวใจซิมบ้ามาตั้งแต่ยังเด็ก ว่าถึงที่สุดแล้ว เขาไม่ได้โดดเดี่ยว แต่ยังมีเพื่อนต่างเผ่าพันธุ์คอยเคียงข้างกันและกันไปจนสุดทางนั่นเอง

 

เรื่อง: พิมพ์ชนก พุกสุข


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ