Post on 28/11/2018

โทนี จา “ผมแสดงหนังเพื่อประเทศไทย”

คนส่วนใหญ่รู้จักเขาจาก “องค์บาก” ในปี พ.ศ. 2546 ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่แสดงนำ ซึ่งไม่เพียงประสบความสำเร็จแค่ในประเทศไทย แต่ยังพาเขามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยคอนเซปต์การแสดงนำแบบเล่นจริง เจ็บจริง ไม่ใช้สลิง และไม่ใช้ตัวแสดงแทน

จากเด็กหนุ่มอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ สู่นักแสดงภาพยนตร์ในวงการฮอลลีวูดเต็มตัว ชื่อจริงของเขาคือ ทัชชกร ยีรัมย์ หรือที่คนทั่วโลกรู้จักเขาในนาม โทนี จา ชายผู้บอกกับสื่อทุกสื่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ผมแสดงหนังเพื่อประเทศไทย”

 

ความฝันทางการแสดงของ โทนี จา ไม่ต่างจากเด็กทั่วไปที่เริ่มต้นจากการชมภาพยนตร์ โดยเฉพาะภาพยนตร์ของเจ็ทลี เฉินหลง และบรูซ ลี ความชื่นชอบทำให้เขาสังเกตท่าทางในหนังแล้วนำมาปฏิบัติตาม ก่อนจะได้ชมภาพยนตร์ “เกิดมาลุย” ของพันนา ฤทธิไกร ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้จาตัดสินใจฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ด้วยความคิดว่า “วันหนึ่งเราจะไปอยู่ในจอหนังให้ได้”

“บรูซ ลี และ เฉินหลง ทำให้ผมตระหนักว่าผมอยากเป็นนักแสดงบทบู๊ แต่ทั้งบรูซ ลี และเฉินหลงต่างใช้ศิลปะป้องกันตัวแบบกังฟู ผมอยากแสดงให้โลกเห็นศิลปะการต่อสู้แบบไทย นั่นทำให้ผมตัดสินใจฝึกมวยไทยโบราณ… สมัยก่อนผมดูหนังแล้วกรอกลับไปมาเพื่อศึกษาดูท่าทางของเขาว่าแสดงยังไง เช่น เฉินหลงจะมีการตีลังกาบวกกายกรรม ท่าเขาจะสวยงาม จากนั้นเราก็เริ่มประยุกต์ศาสตร์มวยไทยเข้าไปจนกลายเป็นท่าประจำตัว”

ความที่เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ประกอบอาชีพหลากหลาย ทั้งทำนา ปลูกผัก เลี้ยงช้าง เขาจึงมักแอบไปฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ตามป่า กลางทุ่ง ลำธาร และชอบฝึกศิลปะการต่อสู้บนหลังช้างเป็นประจำ โทนี จา จึงมีความผูกพันกับช้างมาตั้งแต่เด็ก นำมาซึ่งประโยคคลาสสิกประจำตัวจากภาพยนตร์ “ต้มยำกุ้ง” ที่ว่า “ช้างกูอยู่ไหน?”

“ผมเกิดมากับช้าง อยู่คู่กับช้าง ซึ่งต้องยอมรับว่า ช้างเปรียบได้กับเทวดานะครับ ไม่ใช่สัตว์ เขาเป็นมิตรร่วมโลกที่ทำให้เราได้มีแผ่นดินหรือประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้ หนังไทยที่ผมเล่นจะต้องมีช้างไม่มากก็น้อย เพราะว่านั่นเป็นสัญลักษณ์ของเรา นั่นคือเพื่อนของเรา เทวดาของเรา และนั่นคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเรา”

โทนี จา มีโอกาสสัมผัสงานระดับฮอลลีวูดครั้งแรกจากการเข้าคัดเลือกเป็นตัวแสดงแทน โรบิน ชู ในภาพยนตร์ Mortal Kombat: Annihilation (1997) ที่เข้ามาถ่ายทำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตำแหน่งดังกล่าวมีผู้คัดเลือกกว่า 100 คน แต่เขาเป็นหนึ่งเดียวที่รับตำแหน่ง หลังโชว์กระโดดเตะแบบเซปักตะกร้อขั้นเทพจนผู้กำกับประทับใจ และเรียกเขาว่า “ฮอลลีวูดบอย”

พอได้ยินประโยคนี้เข้า ความฝันของเขาไม่ใช่แค่การเป็นนักแสดงอย่างเดียวแล้ว แต่คือการเป็นนักแสดงไทยในดินแดนฮอลลีวูด

หลังเสร็จงาน Mortal Kombat โทนี จา เปลี่ยนตำแหน่งจากคนหลังกล้อง มาเป็นนักแสดงหน้ากล้องใน “องค์บาก” ตามติดมาด้วย “ต้มยำกุ้ง” ในปี พ.ศ. 2548 ที่ประสบความสำเร็จทั่วโลกด้วยรายได้กว่า 1,000 ล้านบาท ปีนั้นเองสื่อต่างประเทศอย่าง Entertainment Weekly จัดอันดับ โทนี่ จา เป็น 1 ใน 200 ดาราทั่วโลกที่น่าจับตามอง ซึ่งมีดาราเอเชียติดอันดับเพียง 2 คนคือ โทนี จา และ จาง จื่ออี้ เท่านั้น

แม้จะมีข่าวดรามากับต้นสังกัดในไทยอยู่ระยะเวลาหนึ่ง ในที่สุดเขาก็ประกาศลาออกจากต้นสังกัดไทยเพื่อเดินทางไปทำความฝันการเป็น “ฮอลลีวูดบอย” ทันที และดูเหมือนโชคจะเข้าข้างเขาเสียด้วย เมื่อจาได้รับความสนใจจากบริษัทต่างชาติทาบทามให้มาร่วมงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์เอเชีย SPL 2: A Time for Consequences (2015) รวมถึงวงการฮอลลีวูดที่ประเดิมเรื่องแรกด้วยบทตัวร้ายสมทบในแฟรนไชส์รถซิ่ง Fast & Furious 7 (2015) นับเป็นบทเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ สำหรับนักแสดงไทยที่เดินทางมาไกลถึงเพียงนี้

“ผมเดินทางไปต่างประเทศคนเดียวพร้อมกุญแจหนึ่งดอกที่เสียบเพื่อเปิดตัวเองสู่วงการฮอลลีวูด อ้าแขนออกอย่างสง่าผ่าเผยว่า ‘I’m from Thailand’ เป็นสัญลักษณ์ว่าเราเปิดใจเหมือนกัน วิน ดีเซล เจอผมครั้งแรก เดินเข้ากอดพร้อมเรียก ‘โทนี ผมเป็นบิ๊กแฟนของคุณ คุณรู้ไหม เควนติน ทารันติโน พูดถึงคุณกว่าหนึ่งชั่วโมง องค์บากดังที่นี่มากๆ คุณสามารถสร้างคาแรคเตอร์ให้ยิ่งใหญ่ที่นี่ได้’ ผมรู้สึกขนลุกที่เราเปิดประตู แล้วเขาก็พร้อมอ้าแขนรับเรา”

หลังจบ Fast & Furious 7 วิน ดีเซล ชวนเขาร่วมโปรเจกต์ต่อเนื่องกับ xXx: Return of Xander Cage (2017) กับบทบาท “ทารอน” นักสู้จากเมืองไทยผู้มีเขี้ยวเล็บและทรงผมบลอนด์ขาวอันเป็นเอกลักษณ์ อีกตัวละครสำคัญที่มีบทบาทหลักไม่ต่างจากคนอื่น นับเป็นบทที่ก้าวเดินไปอีกขั้นพร้อมทีมซูเปอร์สตาร์ระดับโลกมากมาย

“ทีมงานฮอลลีวูดให้เกียรติเรานะครับ เขาอยากรู้ว่าผมทำยังไงถึงได้กระโดดสูงขนาดนี้ ระหว่างที่อยู่ที่นั่นผมก็แลกเปลี่ยนศิลปะแม่ไม้มวยไทย สอนเทคนิคสปริงตัวให้สูง เขามักบอกกับเราว่า ‘คุณเหมือนมีเวทมนตร์’ วิน ดีเซล ชอบเข้ามากอดแล้วบอกว่า ‘ผมอยากได้รับพลังจากคุณ’ สำหรับผม มันคือการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งและกัน”

ว่ากันตามตรงเวลานี้ชื่อ โทนี จา นับเป็นนักแสดงไทยเพียงคนเดียวที่แบกรับความเป็นไทยในวงการฮอลลีวูดอย่างต่อเนื่อง สำหรับเขามันคือความภาคภูมิใจสูงสุดที่ได้เผยแพร่การต่อสู้ของไทยให้ดังไกลระดับโลก

“ผมเกิดจากการไม่มีอะไรเลยนอกจากกระเป๋าเป้ใบเดียว เดินทางตามล่าความฝันจนถึงทุกวันนี้ ผมกล้าพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่า เราได้นำเอกลักษณ์มวยไทย หมัด-เท้า-เข่า-ศอก อย่างละสอง สมองหนึ่ง ไปยืนถึงฮอลลีวูดแล้ว และผมก็มีความภาคภูมิใจมากที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยบนผืนแผ่นจอภาพยนตร์”

ล่าสุด โทนี จา กำลังถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องต่อไปกับ Monster Hunter ที่ดัดแปลงจากเกมดังในชื่อเดียวกัน ประกบคู่นักแสดงหญิงอย่าง มิลลา โยโววิช เตรียมตัวออกล่าแย้ไปพร้อมกันปีหน้า

จากเด็กเสิร์ฟน้ำในกองถ่าย วันนี้เขากลายเป็นนักแสดงฮอลลีวูดเต็มตัว แรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา คือความศรัทธา ความเพียร และความไม่ย่อท้อต่อความลำบาก โทนี จา มีธง “ฮอลลีวูดบอย” มาตั้งแต่เด็ก และเขาก็ตั้งมั่นทำตามความฝันอย่างไม่ลดละจนถึงทุกวันนี้

“แรงผลักดันของผมคือความศรัทธาครับ เราต้องมีความตั้งมั่น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค” เขาให้สัมภาษณ์กับ The Hollywood Reporter Thailand “รู้ไหมผมได้มาจากไหน? ผมได้จากพ่อหลวง (รัชกาลที่ 9) ตั้งแต่เด็กๆ เราเห็นท่านทรงงานหนักมาก ผมเอาเหรียญบาทพันเก็บไว้กับตัวแล้วนึกถึงท่านตลอด นึกว่าเรามาทำงานเพื่อประเทศ เพื่อคนไทย ผมตั้งมั่นในสิ่งนี้ และเก็บไว้มาเป็นพลัง”

 

ที่มาจาก


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง